ห้องสมุดชั้นที่ 2
"ขอบคุณคะคุณคิมเบอร์" จงลั่วรับผลึกอสูรปลาบินมาไว้ในมือ เพราะมันเป็นผลึกคลาส F จึงใช้หินเวทเพียงห้าก้อนเท่านั้นในการแลก
จงลั่วเอาผลึกที่ได้มากินเข้าไปทันทีในที่ลับตาคน ก่อนจะรีบตรงไปยังจุดทดสอบเวท เพื่อส่งมอบภารกิจ แน่นอนบอลน้ำแทบที่สมบูรณ์แบบ แลกมาซึ่งผลึกเวทอีกสิบก้อน และทำวนไปอีกครั้งกับ เวทกำแพงดิน และ เยียวยา ทำให้ตอนนี้จงลั่วมีผลึกเวทในกระเป๋าอยู่สิบก้อน แม้เขาอยากจะได้เวทที่ดีกว่านี้ แต่ราคาของผลึกระดับ E นั้นสูงถึง 50 หินเวท และแน่นอนในระดับที่สูงขึ้นจำนวนของหินเวทที่ใช้แลกก็มากตามไปด้วย และที่สำคัญคลังสมบัติของโรงเรียน ก็มีผลึกอสูรให้แลกถึงแค่ระดับ D เท่านั้น และมีเพียงไม่กี่ชนิดอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลึกที่ใช้ปรุงยา และเสริมเข้าไปในอุปกรณ์
เรื่องราวของจงลั่วที่สามารถใช้เวทได้ทั้งห้าธาตุ แพร่กระจายออกไป จนอาจารย์ต้องประชุมกันเป็นกรณีพิเศษ เพราะพวกเขาต่างคาดหวังอนาคตของลูกศิษย์คนนี้ไว้สูงส่งอย่างมาก และเมื่อการประชุมจบลง ศาตราจารย์ลูเซียโน่ก็ตัดสินใจ มอบหินเวทห้าสิบก้อนแก่อาจารย์นาโอมิ เพื่อไปมอบให้จงลั่วเป็นกรณีพิเศษ
ความสามารถที่พิเศษของจงลั่วไม่เพียงแต่ทำให้อาจารย์สนใจ มันยังดึงดูดความสนใจของทั้งวิโอล่า ไอรีน รวมถึงโซอี้ที่ถือว่าสนิทกับจงลั่วที่สุดในโรงเรียนอีกด้วย
"หนูอยากใช้ห้องสมุดชั้นที่สองคะ" จงลั่วรีบบอกในทันทีที่อาจารย์นาโอมิถาม และแน่นอนหล่อนอนุญาต และมอบตราประทับเพื่อเข้าไปยังชั้นสองของห้องสมุดโรงเรียนอวาเรส ซึ่งเก็บตำราที่ถือว่าทรงคุณค่าของอาณาจักรไว้ แต่สำหรับชั้นบนสุดของห้องสมุดนั้น กลับไม่มีใครรู้ว่าเก็บสิ่งใดไว้ เพราะมันถูกลงอาคมสลักไว้อย่างแน่นหนา
สิบห้าวันต่อมาหลังจากที่จงลั่วได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องสมุดชั้นที่สองได้ เขาค้นพบตำราเวทเก่าแก่มากมาย รวมถึงประวัติศาสตร์ของไกอา ที่ทำให้เขารู้ว่าอวาเรสเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกสุดของแผ่นดินเท่านั้นเอง และที่สำคัญโลกส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกปกครองโดยมนุษย์ ยังมีเผ่าพันธุ์อื่นอีกหลากหลายในดินแดนแห่งไกอา
แม้ตำราเก่าแก่หลาย ๆ เล่มจะน่าสนใจ แต่จงลั่วก็เพียงอ่านผ่าน ๆ เท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาค้นหาคือบทกวีแห่งรัตติกาล และค่ำคืนของวันที่สิบหก หลังจากที่เขาสามารถเข้ามาที่ห้องสมุดชั้นสอง เขาก้พบกับสิ่งที่ค้นหา ตำราปกสีแดงหม่น มีตราดาวหกแฉกอยู่ที่หน้าปกมันถูกวาดด้วยหมึกสีทองที่ยังคงส่องแสงเรือง ๆ อยู่ตลอดเวลา จงลั่วใช้นิ้วไล่ไปตามตัวอักษรที่อยู่บนหน้าปก ซึ่งเขียนไว้ว่า "มนต์พิธีแห่งศาสตร์มืด ตำราการทำพันธะสัญญา" จงลั่วเปิดที่หน้าสารบัญ ซึ่งมีระบุเวทมนต์บทต่าง ๆ และรายชื่อพิธีกรรมหลากหลายที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน จงลั่วจึงเปิดผ่าน ๆ ไป และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าวิธีการทำพันธะสัญญา จงลั่วมองดูข้อความที่ระบุอยู่ด้านบนด้วยใจที่เต้นรัว "บทกวีแห่งรัตติกาล บทที่หนึ่ง" บทกวีที่ใช้ร่ายเพื่อทำพันธะสัญญากับอสูรระดับต่ำ และเมื่อเปิดต่อไป จงลั่วก็พบว่าในนี้ยังมีบทกวีแห่งรัตติกาลบทที่สอง และสามอีกด้วย เขาไม่รอช้าเดินไปที่จุดคัดลอกหนังสือ แต่ดุเหมือนว่าหนังสือในชั้นที่สองนี้ไม่สามรถเอาออกจากห้องสมุดชั้นสองได้ และไม่อนุญาตให้ทำการคัดลอก
และเมื่อลองทำการท่องจำก็พบว่าบทกวีมีความซับซ้อนมากกว่าเป็นแค่คาถา แต่มันเป็นเหมือนอักขระที่จารึกลงไปในหนังสือ ต้องใช้ความเข้าใจในการเรียนรู้เพื่อประทับอักขระลงไป หรือไม่ก็ต้องอ่านจากหนังสือเท่านั้น และระดับความสามารถของอสูรระดับต่ำนั้น ไม่สามารถจะเรียนรู้มันได้ และนี่เป็นเพียงแค่บทที่หนึ่ง ยังไม่รวมถึงบทที่สอง และสามซึ่งจงลั่วคาดว่าจะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต
เมื่อเป็นดังนั้น จงลั่วจึงวางแผนที่จะขโมยหนังสือเล่มนี้ออกไปด้วย แต่ก่อนอื่นเขาต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้จากโรงเรียนให้เต็มที่เสียก่อน
หนึ่งเดือนต่อมาจงลั่วสามารถทำภารกิจเกี่ยวกับการเรียนเวทมนต์ระดับต่ำได้จำนวนมาก และยิ่งเขาแสดงออกถึงความสามารถเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนจับตามองเขามากขึ้นเท่านั้น แม้แต่กลุ่มอำนาจที่อยู่นอกโรงเรียนก็เริ่มที่จะให้ความสนใจที่จะดึงตัวผู้มีพรสวรรค์เข้ามาเป็นพวก แต่เพราะความสามารถในการได้ยินที่มากกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่มากทำให้จงลั่ว รู้ดีว่าทุกสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ส่งไมตรีเข้ามาให้ล้วนแต่หวังผลพลอยได้ทั้งสิ้น ยกเว้นก็เพียงแต่โซอี้ และรีเช่ที่เขาให้ความสนิทเป็นพิเศษ จงลั่วก็แทบจะไม่สุงสิงกับคนอื่นเลย
ตอนนี้จงลั่วพร้อมที่จะทำภารกิจเลื่อนระดับแล้ว เขามั่นใจในความแข็งแกร่ง และตอนนี้ในกระเป๋าจงลั่วก็เต็มไปด้วยผลึกอสูรระดับต่ำจำนวนหลายเม็ด แม้มันจะไม่ได้เพิ่มความสามารถให้เขาได้อีก แต่มันก็ช่วยฟื้นฟูพลังให้กับเขาได้ ส่วนไอเทมสำคัญที่จงลั่วใช้หินเวทจำนวนถึง 100 ก้อนแลกมาก็ผลึกอสูรตุ่นยักษ์ แน่นอนเขาต้องการความสามารถในการขุดดินของมัน แม้สกิลนี้จะใช้ค่าพลังพิเศษถึงสามต่อการเรียกใช้สิบห้านาที แต่นั่นก้เพียงพอให้เขาลอดผ่านกำแพงไปยังป่าเรดวู้ดได้สะดวกขึ้น โดยที่ไม่ต้องเป็นจุดสนใจของคนอื่น ๆ
ปัญหาเดียวในตอนนี้ของจงลั่วก็คือตำรา "มนต์พิธีแห่งศาสตร์มืด ตำราการทำพันธะสัญญา" แต่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจงลั่วได้ทดลองพยายามเอามันออกมาจากชั้นสองของห้องสมุด แต่ดูเหมือนว่าตำราทุกเล่มในชั้นนี้จะถูกลงอักขระเอาไว้ และหากเอาออกนอกเขตชั้นมันจะส่งสัญญาณเตือนให้เจ้าหน้าที่รับรู้ รวมถึงส่งอาณาเขตกักกันรอบตัวผู้ที่พยายามจะนำมันออกไปด้วย และจากการสอบถามอาจารย์นาโอมิก็ได้ความว่าตำราในชั้นสองส่วนใหญ่นั้นเป็นเหมือนสมบัติที่ตกทอดมาของอาณาจักร ซึ่งนำเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนเพื่อใช้เหล่านักเวท และนักรบได้ค้นคว้า แต่การจะนำออกไปจากห้องสมุดนั้นเกินกว่าอำนาจที่อาจารย์จะอนุญาตได้ แถมหล่อนยังกำชับว่าการขโมยก็อันตรายมาก เพราะตำราบางเล่มนั้นจะถูกร่ายมนต์ผู้พิทักษ์กำกับเอาไว้ ถ้าหากนำออกไปจากห้องสมุดเกินกว่าเวลาที่กำหนดผู้พิทักษ์ก็จะออกมาจู่โมผู้ที่ขโมยมันออกไป ซึ่งจากคำบอกเล่าผู้พิทักษ์ในตำราบางเล่มมีพลังเทียบเท่ากับนักรบอสูรขั้นสูงเลยทีเดียว และวิธีเดียวที่จะเอาออกไปได้คือต้องมีตราประทับเวทของอาณาจักรเพื่อประทับตราไปบนหนังสือเพื่อยกเลิกเวทมนต์ที่ร่ายไว้เท่านั้น หรือไม่ก็ต้องกำจัดผู้พิทักษ์ตำรา แม้ว่าจะไม่ได้มีผู้พิทักษ์ในตำราทุกเล่มก็ตาม แต่ใครอยากจะเสี่ยงกันละ
คืนนี้แม้จะดึกแล้ว แต่จงลั่วยังคงไม่เข้านอน เขาเดินออกจากหอพักพรางคิดหาวิธีในการขโมยตำราออกมาให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็คิดไม่ออก "เห็นทีคงต้องเสี่ยงดู" เมื่อการเรียนที่โรงเรียนอวาเรส ไม่สามรถเพิ่มความสามารถให้จงลั่วได้อีก ทางเดียวที่เขาเหลืออยู่ก็คือขโมยหนังสือจากห้องสมุด และหนีออกไปจากป่า ทำการเลื่อนระดับ ก่อนจะออกเดินทางผจญภัย แต่การขโมยหนังสือที่อาจจะมีผู้พิทักษ์สถิตอยู่มันเป็นหนทางที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งแต่ทางเลือกของเขามีจำกัด หากอยู่ต่อไปก็ไม่รู้ว่าชุดมายาที่สวมใส่อยู่จะใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ และหากความแตกขึ้นมาเขาคงไม่รอด
จงลั่วสูดหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจ เดินตรงไปยังด้านห้องสมุด