สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 สังหารไร้ความปรานี

            องค์หญิงไม่สนใจในสิ่งที่นักรบซูซานเตือนนางยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “เขาจะปล่อยหรือไม่ปล่อย สำหรับข้ามันมีอะไรต่างกันตรงไหน? เจ้าคิดว่าที่เซอร์คอฟให้เซมัคอยู่ข้างกายจิมมี่มีเจตนาดีอะไรไหม? สำหรับข้ามันตายได้ยิ่งดี อีกอย่างข้าให้หัวหน้าองครักษ์โรมันลงมือด้วยตัวเอง!ฮึๆ พูดอีกที คนที่ฆ่าเซมัคไม่ใช่ข้า แต่เป็นราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดต่างหาก!”

            นักรบสาวซูซานได้ยินดังนั้นก็พลันตกตะลึง

            ……

            ตรงกลางลานกว้าง

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรังสีฆ่าฟันที่พวยพุ่งทิ่มแทงร่างองค์ชายน้อยโตรบินสกี้ก็รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันแบบนี้ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีพลังที่ใกล้จะเข้าขั้นนักรบสองดาวแต่แรงกดดันนี้แทบจะทำให้เขายืนไม่ไหว เขาก็พยายามสูดลมหายใจเข้าไปอย่างยากลำบาก ทั้งกัดฟันแน่นไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว

            ซุนเฟยเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว

            ตอนนี้เองทุกคนก็พลันตื่นตะลึงเมื่อจู่ๆ ก็ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่โผล่จากกลางอากาศ มาอยู่ในวงล้อมและยืนขวางระหว่างซุนเฟยและองค์ชายน้อยเอาไว้

            “เจ้าเป็นใคร?”

            ซุนเฟยขมวดคิ้วประสาทสัมผัสของคนเถื่อนทำให้เขารู้สึกถึงอันตราย ชายผมทองที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหันคนนี้แม้ว่าบนใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เนืองนิตย์และมีรูปลักษณ์เป็นทหารที่ดูสูงส่ง แต่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนคนคนนี้จะต้องเป็นยอดฝีมืออย่างน้อยๆ สามดาวขึ้นไปแน่

            “ข้าหัวหน้าอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิท โรมัน ปัฟลูย์เชนโค” นักรบผมทองตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเขาไม่มีท่าทางหยิ่งยโสโอหังเหมือนเซมัคและพวกอัศวินในขณะที่พูดเขายังแสดงความเคารพด้วยการก้มหัวต่ำลงเล็กน้อย ให้คนรู้สึกถึงความอ่อนน้อมและเป็นมิตร

            ซุนเฟยแสยะยิ้มมุมปาก“อ้อ ที่แท้ก็เป็นท่านหัวหน้าอัศวินโรมัน...ทำไมหรือที่ท่านปรากฏตัวอยู่ตรงนี้คิดจะขวางข้างั้นหรือ?”

            ปัฟลูย์เชนโคยังคงยิ้มเขายักคิ้วพลางพูดว่า “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ถ้าพูดกันตามจริง ข้าอยากประลองกับท่านมากในบรรดาราชาของอาณาจักรบริวารที่ข้าเคยพบ ท่านเป็นคนหนึ่งที่คู่ควรที่ให้ข้าเคารพมากที่สุด...แต่วันนี้ด้วยรับสั่งจากองค์หญิง ข้าจึงไม่อาจประลองกับท่านได้ และข้าแค่จะมาพาองค์ชายน้อยกลับไปเท่านั้นเองขอรับ”

            “อ้อ?”

            ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบของอีกฝ่ายเขามองไปยังองค์ชายน้อยโตรบินสกี้ที่ยังคงเหงื่อแตกพลั่กทั่วร่างด้วยแรงกดดันจากรังสีฆ่าฟันของเขาแต่ก็ยังคงกัดฟันยืนหยัดไว้ ในใจจึงอ่อนลงเล็กน้อยแล้วพยักหน้า“ข้าไม่ใช่พวกบ้าสังหาร เจ้ามารถพาเขาไปได้แน่นอน...แต่หนอนที่ชื่อเซมัคจะต้องอยู่ต่อมันบังอาจดูถูกเมืองแซมบอร์ด มันต้องตาย!”

            หัวหน้าอัศวินปัฟลูย์เชนโคยักไหล่เขาหันหลังไปจับไหล่ขององค์ชายพริบตาเดียวแสงสีทองเป็นประกายก็ปรากฏขึ้น ครู่เดียวร่างขององค์ชายน้อยโตรบินสกี้และนักรบหน้ายิ้มคนนั้นก็หายไปจากตรงกลางวงล้อมทันทีราวกับว่าทั้งสองไม่เคยปรากฏตัวขึ้นในงานเลี้ยง

            ซุนเฟยขมวดคิ้ว

            ด้วยพลังของคนเถื่อนเลเวล12 เขากลับไม่อาจจับได้แม้แต่เงาของปัฟลูย์เชนโคทั้งๆที่ในมือของชายผมทองหน้ายิ้มคนนี้ยังลากคนอีกคนหนึ่งไปด้วย “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ข้าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้จะผิดเสียแล้วพลังของเขาเกรงว่าจะน่ากลัวกว่าที่คิด อาจจะไม่ใช่ระดับสามดาว อย่างน้อยๆ ก็คงระดับสี่ดาว”

            ตอนนี้ซุนเฟยเริ่มรู้สึกว่าจะต้องเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองอีกครั้ง

            “ดูเหมือนว่าหลังเรื่องจุกจิกพวกนี้จบลงแล้ว ข้าจะต้องรีบเข้าสู่โลก Diabloเพื่ออัพเลเวลและเพิ่มความแข็งแกร่ง กล่าวได้ว่าในระบบราชอาณาจักร แม้แต่ขี้หมูราขี้หมาแห้งอย่างรองหัวหน้าอัศวินเล็กๆที่เป็นนักรบสองดาว ยังกล้ามาวางอำนาจบาตรใหญ่ หยอกล้อราชินีในอนาคตในงานเลี้ยงที่ราชาจัดขึ้นหลังจากนี้ถ้ามีคนอื่นที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่านี้มาอีกไม่รู้ว่าจะสร้างภัยพิบัติอะไรให้แก่อาณาจักรเล็กๆ อีกบ้าง...บนแผ่นดินใหญ่ที่มีกฎป่าหากอยากดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ หมัดและพลังที่แข็งแกร่งคือเหตุผล!”

            ในใจของซุนเฟยตัดสินใจอย่างแน่วแน่

            เขาก้มหน้าลงใบหน้าเย็นชาแล้วเดินไปหารองหัวหน้าอัศวินเซมันอย่างช้าๆซุนเฟยยังไม่ลงมือสังหารในทันที เขาแค่ก้าวไปใกล้เรื่อยๆ ทีละก้าวเสียงฝีเท้าที่ไม่ช้าไม่เร็วนั่นประหนึ่งกำลังเหยียบลงบนหัวใจของเซมัคเขาอยากให้ไอ้คนไร้ยางอายสมควรตายคนนี้ได้ลิ้มรสความหวาดกลัวก่อนตาย

            “ไม่...ไม่! ข้าคืออัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทข้าเป็นคนสนิทขององค์ชายเซอร์คอฟ...ข้าจะตายไม่ได้ เจ้าฆ่าข้าไม่ได้!”เห็นองค์ชายน้อยโตรบินสกี้ถูกหัวหน้าอัศวินปัฟลูย์เชนโคมาช่วยพาหนีออกไปโดยที่ไม่สนใจตัวเองและยิ่งเห็นราชาตรงหน้าที่เป็นเหมือนมือสังหารกำลังก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวเซมัคก็ยิ่งสิ้นหวัง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเขากับความตายมันช่างอยู่ใกล้กันมากเขาแหกปากร้องอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม

            แต่เงานั่นก็ยังคงเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆไม่คิดจะหยุดเลยสักนิด

            “ไม่ๆๆๆ...ข้าน้อยขอประทานอภัยอย่างสูงขอรับ ข้าจะคุกเข่าเลียรองเท้าของท่าน...ไว้ไว้ชีวิตด้วยไว้ชีวิตข้าด้วย...”เซมัคคุกเข่าวิงวอน

            แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

            ซุนเฟยยังคงก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆแม้แต่ชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดที่อยู่รอบๆ ก็ถูกความแข็งแกร่งของราชาตัวเองทำให้เลือดเดือดพล่านฝูงชนจึงชูไม้ชูมือพลางตะโกนเชียร์ “ฆ่ามัน ฆ่ามัน...ฆ่าไอ้คนสารเลว!”

            เซมัคอ้อนวอนมองไปที่ใบหน้าขึงโกรธที่แสงคบไฟกระทบ เหล่ามดชั้นต่ำที่ตัวเองเคยดูถูกก่อนหน้านี้ตอนนี้กลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและทำให้เขาตัวสั่นเทาอยากควบคุมไม่อยู่

            ในที่สุด

            “ก็เอาสิ... ‘ดาบผ่าศิลา’ งั้นเจ้าก็ตายให้ข้าเถอะ!”

            เซมัคที่เหมือนหมาจนตรอกก็ตัดสินใจหยิบดาบที่เขาทำตกบนพื้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาแล้วโคจรคลื่นพลังสีเหลืองทั่วร่างจากนั้นก็ระเบิดพลังออกมา กระโดดขึ้นไปบนอากาศ คลื่นพลังดุดันพลุ่งพล่านเหมือนพายุทอร์นาโดกำลังพัดโหมกระหน่ำพัดไปทางซุนเฟย

            “เฮอะ แค่พวกหนอนแมลงอยากจะดิ้นรน!”

            ซุนเฟยสะบัด‘มีดสั้นพายุ’ เบาๆ ด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ

            เซมัคเลือดพุ่งแล้วกระเด็น ก่อนจะชนเข้ากับรูปปั้นหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปอย่างรุนแรงเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ รองหัวหน้าอัศวินผู้สูงส่งก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีก

            วูบ!

            พริบตาเดียวซุนเฟยก็เคลื่อนตัวไปที่ด้านหน้าของเซมัค เขาหมดความอดทน ยื่นมือออกไปกระชากหัวของรองหัวหน้าอัศวินแล้วยกมันขึ้นมามีดสั้นในมือของเขาจ่อไปที่คอของเซมัคพลางกระซิบข้างหูเซมัคว่า “ไอ้สวะอยากดูการเต้นโต๊ะกลม? ไปให้แม่เจ้าเต้นให้ดูสิ!”

            ฉับ!

            ในสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเซมัค‘มีดสั้นพายุ’ สามารถเชือดคอตัวเองง่ายๆเหมือนหั่นเต้าหู้นิ่มๆ ซุนเฟยตวัดมีดสั้น ประกายแสงสว่างวูบหนึ่งก่อนที่หัวของรองหัวหน้าอัศวินผู้หยิ่งทระนงจะตกลงมาปลายมีดสั้นเปรอะไปด้วยหยดเลือดสดๆ

            “โทษที่ดูถูกเมืองแซมบอร์ดนั่นคือ...ตาย!!”

            ก่อนที่หัวจะถูกโยนไปที่แท่นบวงสรวงรูปปั้นลานกว้างซุนเฟยชูมีดสั้นที่เปื้อนเลือดขึ้นมา เสียงโห่ร้องดังขึ้นเงาของเขาดูองอาจราวกับพระเจ้า และประโยคที่ว่า“โทษที่ดูถูกเมืองแซมบอร์ดนั่นคือ....ตาย!” เหมือนสายฟ้าได้ผ่าลงกลางใจของทุกคนที่อยู่รอบๆไม่ว่าจะชาวบ้านหรือทหารต่างก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้สึกถึงความปลอดภัย

            “องค์ราชาทรงพระเจริญ!”

            ซุนเฟยมองไปรอบๆชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดทุกคนต่างคุกเข่าลงบนพื้นอย่างเคารพ ศีรษะของพวกเขาแนบติดพื้นฉากนี้เหมือนดาวล้อมเดือน เสียงตะโกนคำว่าองค์ราชาทรงพระเจริญดังกึกก้อง

            ……

            ห่างออกไปบนบันไดหินของพระราชวังทางทิศเหนือของลานกว้าง

            เบสท์และยอดฝีมืออันดับหนึ่งอย่างแลมพาร์ดต่างยืนเคียงข้างกันทั้งสองคนต่างไม่พูดอะไรออกมา แต่สายตาของพวกเขากลับเปล่งประกายเจิดจ้า

            ในฐานะที่เป็นหัวหน้ามหาดเล็กและบิดาของแองเจล่าเบสท์ที่เห็นเหตุการณ์ในตอนแรกก็แทบจะพุ่งเข้าไปไกล่เกลี่ยแต่หลังจากที่เห็นซุนเฟยปรากฏตัวเขาก็อดกลั้นความรู้สึกที่อยากพุ่งเข้าไป หลังจากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึงไปกับฉากที่ซุนเฟยโกรธเกรี้ยวหนักจนกระชากมีดสั้นออกมาไล่ฆ่าอัศวินราชอาณาจักรเซนิทสิ่งแรกที่เขานึกถึงคือผลลัพธ์น่ากลัวที่จะตามมาหลังจากไปล่วงเกินราชอาณาจักรเซนิทเขาแทบจะพุ่งเข้าไปห้ามการกระทำของซุนเฟย...แต่หลังจากที่ก้าวไปได้สองสามก้าว เขาก็พลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะถอยกลับมา

            ตอนนี้เองในใจของเบสท์สงบเยือกเย็นขึ้นมา

            เขามองเห็นองค์ชายน้อยโตรบินสกี้และหัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคกำลังยืนอยู่ด้วยกันกับคนที่สวมชุดคลุมสีดำอีกสองคนในฐานะมหาดเล็กที่มากความสามารถคนหนึ่งเบสท์มองปราดเดียวก็เดาฐานะที่แท้จริงของอีกสองคนได้เมื่อย้อนนึกไปถึงตลอดการเดินทางมายังเมืองแซมบอร์ดที่ตัวเองต้องนอบน้อมอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีพยายามจะคาดเดาความคิดของผู้หญิงคนนั้น...แต่เวลานี้ เบสท์ก็พลันคิดขึ้นได้ว่า ที่ประจบประแจงไปนั้นความจริงแล้วมันไม่มีความจำเป็นเลย เขายืดกายตรงขึ้น

            “เบสท์ ครั้งนี้ต้องลำบากเจ้าจริงๆ” แลมพาร์ดที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นมา“แม้ว่าชาวบ้านและทหารในเมืองจะเข้าใจเจ้าผิดไป ไม่เป็นมิตรกับเจ้าแต่อีกไม่นานอเล็กซานเดอร์จะเข้าใจถึงความตั้งใจของเจ้า”

            เบสท์ได้ยินก็พลันหัวเราะขึ้นมาอย่างยินดีว่า“แฟรงก์ คราวนี้เจ้าเดาผิดนะ ไม่ต้องรอหลังจากนี้หรอก ข้าคิดว่าอเล็กซานเดอร์คงเข้าใจถึงความตั้งใจของข้าได้ตั้งนานแล้ว!”

            ……

            ขอบลานกว้าง

            เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงกลางลานกว้างที่อีกฝ่ายสังหารเซมัคทันทีอย่างไม่ลังเลและผู้คนรอบๆ ต่างพากันคุกเข่าลงแทบเท้าของชายคนนั้นองค์หญิงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็สูดลมหายใจจากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

            “พวกเราไปกันเถอะ เรื่องนี้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกันสมาชิกคณะทูตทั้งหมดจะต้องไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้!”

            นี่เป็นคำสั่งครั้งที่สองของวันนี้ของนาง

            ……

            ……

            เมืองแซมบอร์ดยังคงเฉลิมฉลองงานเลี้ยงกับชัยชนะที่ได้มาแม้ว่าจะเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สังหารหมู่ไป แต่ยังคงดำเนินงานเลี้ยงต่อจนท้องฟ้ามีแสงสว่างเล็กน้อยเริ่มย่ำเข้ารุ่งเช้าชาวบ้านและเหล่าทหารยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มในลานกว้างยังเต็มไปด้วยร่องรอยหลังงานเลี้ยงกระจัดกระจายอยู่ทุกที่

            สุดท้ายซุนเฟยก็ถูกทหารและชาวบ้านเฮโลมาเทเหล้าให้ดื่มหลายต่อแก้วจนเมามายไม่ได้สติแองเจล่าและเจ็มม่าจึงช่วยกันประคองเขากลับไปนอนที่ห้องบรรทมอย่างตุปัดตุเป๋ซุนเฟยผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้เรื่อง

            แต่บรู๊คผู้มีความรอบคอบไม่กล้าที่จะผ่อนคลายเหมือนกับราชาของตัวเองเนื่องจากซุนเฟยเพิ่งจะสังหารอัศวินและรองหัวหน้าอัศวินของราชอาณาจักรเซนิท เพื่อป้องกันการตอบโต้กลับเขานำกำลังทหารหลายร้อยคนที่จัดได้ว่าเป็นทหารชั้นหัวกะทิไปจับตาเฝ้าที่คฤหาสน์ที่เป็นที่พักของคณะทูตคอยดูการเคลื่อนไหวของพวกเขา

            ภายใต้คำสั่งของบรู๊คที่สั่งให้เฝ้าระวังการปกป้องเมืองและภายในเมืองทุกอย่างเป็นดำเนินอย่างเป็นระเบียบเพียร์ซและดร็อกบากับคนอื่นๆ ที่แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่ก็ยังตั้งมั่นที่จะอยู่เฝ้ายามบนกำแพงเมืองตอนกลางคืนนอกจากซุนเฟยราชาขี้เมาคนนี้แล้ว คนอื่นๆ ต่างกวดขันเฝ้ายามอย่างเข้มงวด และไม่มีทีท่าจะเสพสุขกับชัยชนะจากสงคราม

            ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ลอยขึ้นจากด้านหลังภูเขาฝั่งทิศตะวันออกส่องสว่างบนพื้นโลก

            วันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

            ในห้องบรรทมซุนเฟยที่นอนอยู่เริ่มรู้สึกร้อนๆ ที่ตูดก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย

            ---------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน