“ฉึก...” กระสุนยาสลบยิงเข้าไปที่ไหล่ของสวีหยางอี้อย่างแม่นยำขณะเดียวกันหลิ่วซู่เหรินก็กระโดดหลบไปด้านหลังโซฟาทันที
“อีกนานไหมกว่าจะออกฤทธิ์! ?” หัวหน้าหวางเอ่ยปากถามโดยปกติแล้วยาสลบจะออกฤทธิ์ภายในสิบวิฯ ทันที...พวกเขาไม่อยากออกไปเผยตัวให้อีกฝ่ายเห็นเพราะเป็นการทำลายชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพวกเขา
เอาไว้มอบตัวเป้าหมายให้ผู้ว่าจ้างก็พอแล้ว
“สิบวิฯ ครับ!” รองหัวหน้าดูนาฬิกา ตอบขึ้นอย่างมั่นใจ
แต่วินาทีถัดมา ดวงตาพวกเขาก็เหลือกกว้างอึ้งงันกันถ้วนหน้า
“กริ๊ง...”
เสียงชัดเจนเสนาะหูสะท้อนในหูพวกเขาคล้ายเสียงกดกริ่งจากผีสาง!
เสียงนี้... เป็นกระสุนยาสลบนัดเมื่อครู่ร่วงลงบนพื้น!
ไม่ใช่เสื้อเกราะกันกระสุน...ไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนตัวไหนที่มีความยืดยุ่นสูงเท่านี้...หัวหน้าหวางอ้าปากกว้าง จ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกผ่านจอมอนิเตอร์สีหน้าหวั่นสะพรึงเหนือสิ่งใดเปรียบ
ผิวหนังของอีกฝ่ายดีดกระสุนยาสลบออก!
แบบนี้มันใช่คนไหมวะ!
ไม่นะ! เขารีบปฏิเสธความคิดเกินจริงของตัวเองทันที เป็นไปไม่ได้!ผัวหนังของคนจะกันกระสุนได้อย่างไร!
“เชี่ย...” ตำรวจคนหนึ่งลุกพรวดอย่างควบคุมไม่อยู่ เสียงพูดฟังดูล่องลอย“สัตว์ประหลาด... นี่มันสัตว์ประหลาด!”
ด้านนอกประตู ตอนนี้หลิ่วซู่เหริน อึ้งค้างไปเรียบร้อย
ค้านหลักการวิทยาศาสตร์ทั้งปวง!เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้ด้วยหรือ?
สวีหยางอี้ถอนหายใจเสียงแผ่ว เขาขี้เกียจเสวนากับมนุษย์ธรรมดา “ทุกท่านถ้าทำอะไรเสร็จแล้วก็ไปได้แล้ว กระสุนนัดเมื่อกี้ ฉันจะคิดว่ามันไม่เกิดขึ้นแล้วกันแต่ถ้ามีครั้งต่อไป...”
เขามองไปที่ประตูบานใหญ่ ดีดนิ้วเบาๆ วินาทีต่อมา “ตู้ม” บานประตูก็ระเบิดกระจุยเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระจายไปทั่ว!เผยให้เห็นตำรวจห้าคนยืนตกตะลึงตาค้างแข็งทื่อเป็นรูปปั้นอยู่กับที่
บรรยากาศนิ่งเงียบลงทันที เงียบสงัดดั่งป่าช้า
ภายในห้วงสมองของพวกเขาทุกคนมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น...ทำไมถึงมีคนแบบนี้? นี่เป็นยอดมนุษย์ใช่ไหม? มีดฟันไม่เข้า กระสุนยิงไม่ทะลุงั้นเหรอ?
กระสุนที่ยิ่งออกไปเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่ลูกกระสุนเท่านั้นแต่มันยังเป็นตัวแทนแห่งความมั่นใจของทุกคน
“เข้าใจไหม?” สวีหยางอี้หรี่ตาลงขืนอีกฝ่ายยังกล้ายกปืนขึ้นจ่ออีก เขาจะเป็นคนมอบบทเรียนที่ไม่มีวันลืมให้อีกฝ่ายเอง
“เข้าใจครับ...” หลังจากนั้นหลายวินาที ทุกคนก็ตอบรับขึ้นพร้อมกัน
สวีหยางอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันมาคลี่ยิ้มให้หลิ่วซู่เหริน “ตอนนี้ผมคิดว่าพวกเราน่าจะพูดคุยกันดีๆ ได้แล้ว”
หลิ่วซู่เหรินปากสั่นระริก เขารีบพยักหน้าหงึก
จากนั้น ทั้งสองก็เดินขึ้นไปอีกชั้นพร้อมกัน
เมื่อเสียงดีดนิ้วดังขึ้นอีกครั้ง เสียงรอบข้างก็ถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์...สวีหยางอี้ปลดกระดุมคอเสื้อให้หายใจสะดวกจากนั้นก็ควักเอาอาวุธราชันย์ออกมาพูดขึ้นเสียงขรึม “ลืมเรื่องเมื่อครู่นี้ไปซะตอนนี้ฉันจะถาม แล้วนายตอบ”
“ได้ครับ...”
สวีหยางอี้พอใจกับท่าทีรู้งานของหลิ่วซู่เหรินยิ่งนัก “ก่อนอื่นผมรู้ว่านี่เป็นสิ่งของของจักรพรรดิชิ้นหนึ่ง และเป็นของที่สำคัญกับเขามากคำถามแรก มันมาจากสมัยราชวงศ์ไหน”
“ราชวงศ์หมิงครับ” เมื่อเริ่มพูดคุยสีหน้าของหลิ่วซู่เหรินก็แดงเรื่อขึ้นมา แต่ก็พยายามสะกดอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้เพราะเขารู้ดีว่าคนที่อยู่ด้านหน้าตัวเองเป็นยอดมนุษย์ตัวจริง “แต่ว่า...ผมไม่รู้ช่วงเวลาที่แน่นอน และไม่รู้ว่าเป็นของจักรพรรดิองค์ใดผมไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน”
“ทำไม?” สวีหยางอี้ยกแก้วชาขึ้นจิบอย่างเงียบๆ
“นายเป็นนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ที่ชื่อเสียงโด่งที่สุดในหวาซย่าแต่กลับระบุไม่ได้งั้นเหรอ?”
“คุณครับ!” หลิ่วซู่เหรินกัดฟันเส้นเลือดตรงขมับทั้งสองข้างของเขาเต้นตุบๆเขาไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะได้เจอของแบบนี้ที่นี่!
ตอนที่เห็นมันเป็นครั้งแรกตัวเขารู้ขึ้นมาทันทีว่าตัวเองพบกับสุดยอดวัตถุโบราณเข้าแล้ว!
“ไม่ใช่ว่าผมไม่ตั้งใจวิเคราะห์ให้นะครับ แต่ว่า...ช่วงเวลาของกล่องใบนี้ไม่สามารถวิเคราะห์และระบุที่แน่ชัดได้จริงๆ !”เขาเลียริมฝีปากตัวเอง สายเลือดนักโบราณคดีเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา “กล่องใบนี้...ผมสันนิษฐานว่าน่าจะหลอมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1600-1627 แต่ว่า...”
“ผมติดตรงที่ไม่สามารถวิเคราะห์กรรมวิธีการหลอมของมันได้นี่สิ!”
สวีหยางอี้ดวงตาเป็นประกาย “หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความตามที่ผมบอก!” ลมหายใจของหลิ่วซู่เหรินถี่ขึ้น“วัสดุที่ใช้หลอมมันขึ้นมา ไม่ใช่แร่ธาตุที่พบเห็นได้บนโลก! มันไม่ใช่ทอง ทองแดงหรือเหล็ก! ไม่มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติของโลหะประเภทไหนเลย! คุณครับวัตถุล้ำค่าแบบนี้ ควรมอบให้กับประเทศ...”
เมื่อเห็นแววตาเรียบนิ่งของสวีหยางอี้เขาก็ได้แต่กลืนประโยคต่อไปที่จะพูดลงคอไปทันที
“ผู้เชี่ยวชาญหลิ่ว” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มวางแก้วชา เชิดคางขึ้นเล็กน้อย“ในเมื่อวิเคราะห์วิธีหลอมกับวัสดุที่ใช้ทำไม่ได้ แล้วใครเป็นเจ้าของพอจะระบุได้ไหม?”
“ยาก...” ความตื่นเต้นเพิ่งผุดขึ้นมาไม่ทันไรหลิ่วซู่เหรินเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้าทันที เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับ“แต่จากการศึกษากล่องใบนี้มาเป็นเวลาเกือบสองปีผมสันนิษฐานว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงสามสิบปีหลังของปลายราชวงศ์หมิงและในช่วงสามสิบปีนั้น มีจักรพรรดิทั้งหมดสามองค์ด้วยกัน...”
“หมิงเสินจง หมิงกวงจง และหมิงซีจง นี่เป็นหนึ่งในยุคราชวงศ์ที่มีการขึ้นครองราชย์บ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์...”
คำพูดของเขาหยุดลงเมื่อเห็นสวีหยางอี้ขมวดคิ้ว
“ฉันต้องการคำตอบ”
“ได้ คุณสวีครับ คุณดูนี่การแกะสลักของกล่องใบนี้เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะของราชสำนักวังหลวงในช่วงปลายราชวงศ์หมิงลวดลายบนกล่องนอกจากรูสี่รูนี้ ยังมีลวดลายของมังกรเก้าตัวอยู่จึงเป็นที่แน่ชัดว่าสิ่งนี้เป็นของใช้ประจำขององค์จักรพรรดิ...”
สวีหยางอี้ไม่เอ่ยปากพูดคำใดการไขปริศนากับปี้ปัวเจินเหรินยังไม่ได้ข้อสรุป ซ้ำยังทิ้งปริศนาใหม่ไว้ให้อีกและตอนนี้ เขาต้องการคำตอบของปริศนาทั้งหมด!
มันเป็นของจักรพรรดิองค์ไหน? แล้วจักรพรรดิองค์ไหนฝังจิตอาฆาตพันปีลงไปตอนหลอมอาวุธจุติราชันย์ชิ้นนี้?จนถูกลอบสังหารด้วยกระบี่เซวียนหยวนในที่สุด
“คุณครับ... ต่อไปนี้คุณจะได้เห็นหนึ่งในปริศนาของประวัติศาสตร์...และเป็นหนึ่งในปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุด!” หลิ่วซู่เหรินถือกล่องจิ๋วมือสั่นเนื่องจากตึงเครียดและตื่นเต้นเกินไปจนแทบจับไม่อยู่
หลังจากจับกล่องจิ๋วได้แล้ว ก็หยิบแก้วน้ำร้อนใบหนึ่งมา จากนั้นก็ค่อยๆ หยดน้ำลงบนกล่องจิ๋วทีละหยด
สายตาสวีหยางอี้จ้องมองไม่ไหวติง แต่แล้ววินาทีต่อมารูม่านตาเขาก็หดเกร็งฉับพลัน!
สีทองเหลืองของกล่องค่อยๆปรากฏสีแดงหม่นขึ้นคล้ายกำลังบอกถึงความไม่ยอมจำนนขององค์จักรพรรดิผู้เป็นเจ้าของและเมื่อน้ำชโลมทั่วทั้งใบสีแดงหม่นที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ก็สลายหายไปราวกับดึงผ้าม่านปกคลุมออก!
“คุณดูสิ! นี่มัน...” น้ำเสียงหลิ่วซู่เหรินยังไม่ทันสิ้นสุดลงมือข้างหนึ่งก็เอื้อมเข้ามาจับแขนเขาทันทีเขาตกใจเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับสายตาเยือกเย็นของสวีหยางอี้
“เคยบอกเรื่องนี้กับคนอื่นหรือไม่?”
ลูกกระเดือกของหลิ่วซู่เหรินกระเพื่อมขึ้นลง เขาส่ายหน้าตามตวามเป็นจริงจากนั้นสวีหยางอี้จึงปล่อยแขนเขาและตบหลังเขาเบาๆ “ทำได้ดี”
“ถ้างั้น ตอนนี้จงบอกฉันมาว่านี่คืออะไร?”
เมื่อได้พูดข้อมูลเชิงวิชาการที่เฉพาะทางดวงตาของหลิ่วซู่เหรินประหนึ่งมีเปลวไฟลุกโชนออกมาอยู่ตลอดเวลา “มันคือชาดแดง(แร่ซินนาบาร์)!”
“นักหลอมยาสมัยก่อนต่างใส่ของพรรค์นี้ลงไปไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์คัมภีร์เป้าผู่จื่อ หรือชันถงชี่ก็มีบันทึกไว้อย่างละเอียด!ผมเคยสะกิดเศษของมันออกมานิดหน่อยเพื่อศึกษาดังนั้นผมแน่ใจว่าเป็นชาดแดงไม่มีผิด!”
ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นบ้าคลั่ง “ภายในพระราชวังหมิงของใช้ประจำตัวจักรพรรดิที่เกี่ยวข้องกับชาดแดง ซ้ำยังอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1620-1627และชื่อเสียงโด่งดัง หรือว่าจะเป็น...”
“คดีโอสถแดง!” อีกฝ่ายยังไม่ทันพูด สวีหยางอี้ก็พูดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
เป็นเขางั้นเหรอ?
จักรพรรดิหมิงกวงจงงั้นเหรอ?
จักรพรรดิที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “จักรพรรดิเดือนเดียว!” ...จักรพรรดิที่น่าอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์! ขึ้นครองราชย์เดือนสิงหาคมเมื่อปี ค.ศ.1620 และสวรรคตลงในเดือนเดียวกัน! เพียงเพราะโอสถเซียนหนึ่งเม็ด!หรือก็คือคดีโอสถสีแดง หนึ่งใน “สามคดีใหญ่แห่งวังหมิง”!
แม้สวีหยางอี้ไม่เก่งประวัติศาสตร์แต่ไม่มีใครไม่รู้จักคดีใหญ่สะเทือนยุคสมัยอย่างคดีโอสถสีแดงนี้
สมองเขาปะติดปะต่อข้อมูลในหัวอย่างรวดเร็วแต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกไม่อยากเชื่อรำไร
ในสมัยราชวงศ์หมิง มีจักรพรรดิมากมายหมกหมุ่นอยู่กับลัทธิเต๋าจักรพรรดิที่เสวย “โอสถเซียน” ก็มีเยอะแต่จักรพรรดิเดือนเดียวของหมิงกวงจงกลับสวรรคตเพราะ “โอสถเซียน”
ไม่เพียงเท่านี้... หลังจากนั้นเจ็ดปี พระโอรสของเขา หมิงซีจงก็สวรรคตลงด้วย“โอสถเซียน!” แบบเดียวกัน
อาวุธจุติราชันย์ชนิดนี้ปรากฏขึ้นมาในรอบห้าพันปี ไม่ใช่สิ่งที่อัจฉริยะหรือจักรพรรดิในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งหลายจะสามารถหลอมขึ้นมาได้ง่ายๆแต่กลับถูกหลอมขึ้นมาด้วยน้ำมือของจักรพรรดิผู้น่าสงสารที่สุดในประวัติศาสตร์งั้นเหรอ?
แต่...
เขาหรี่ตาลงครุ่นคิด แล้วแสงกระบี่จากกระบี่เซวียนหยวนมันเกิดอะไรขึ้น?
กล่องใบนี้ต้องการบอกอะไรกับเขากันแน่?