บทที่ 45
กลับมาซ่อนตัวภายในโรงเตี๊ยม
หลังจากที่สลัดพวกคนจากนิกายมารทั้งหมดออกไปได้เรียบร้อยแล้ว ลู่เฟิ่งเดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมของตนเอง
เมื่อเดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็รีบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าภายในเมืองแห่งนี้มีคนของพวกมันซ่อนตัวเอาไว้มากขนาดไหน
แล้วภายในเมืองแห่งนี้คงจะมีพวกคนจากนิกายมันเข้ามาซ่อนตัวอยู่มาเป็นเวลาสักพักใหญ่ใหญ่แล้ว
ตัวของเขาเห็นว่าพวกมันสามารถสร้างทางลัดใต้ดิน และก็มีจำนวนคนอยู่ภายในเมืองนี้มากมายพอสมควร
พวกมันน่าจะแฝงตัวเป็นคนธรรมดาทั่วไปใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ แล้วก็ค่อยค่อยเผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองออกมาอย่างช้าๆ
ในไม่ช้าอีกซักห้าหรือ 10 ปีข้างหน้าพวกมันเองก็คงจะสามารถทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่ตกอยู่ในการควบคุมของพวกมันได้
ลู่เฟิ่งเดินทางกลับมาถึงมานั่งดื่มน้ำชาแล้วก็ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น “ พวกมันอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว”
“ ตอนนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ”
“ นิกายมารกำลังขยายอำนาจภายในชายแดน แต่ว่าถ้าเกิดว่าหากนำเอาข่าวเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับทางการทางการก็คงจะส่งคนมาจัดการ ”
“ มันเองก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนที่เมืองชายแดนแห่งนี้คนที่มีฝีมือมีอยู่น้อยยิ่งนัก ”
“ ชายแดนนั้นเป็นประการสำคัญมันควรจะมีทหารที่มีฝีมืออยู่แต่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจักรวรรดิแห่งนี้ไม่ได้มีการสู้รบ ”
“ ทหารส่วนใหญ่ที่มีฝีมือก็โดนเรียกกลับไปที่เมืองหลวง สงครามที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนมันทำให้ทหารของอาณาจักรแห่งนี้ค่อนข้างลดน้อยลง ”
“ ออกจากสงครามที่ผ่านมาพวกเขาที่มีประสบการณ์ก็ถูกเรียกกลับไปเป็นครูฝึกให้กับทหารเพื่อเพิ่มจำนวนทหารที่มีคุณภาพ ”
“ ในตอนนี้ชายแดนแห่งนี้เลยไม่มีคนที่มีความสามารถพอที่จะจัดการกับมันได้ ”
“ แต่ว่าน่าแปลกใจเป็นอย่างมากทำไมพวกมันถึงขยายอิทธิพลเข้ามาภายในจักรวรรดินี้ได้ หรือว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ” ลู่เฟิ่งกำลังคิดอย่างจริงจัง
ลู่เฟิ่งคิดว่าอย่างไรเสียงนี้เองก็ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวก่อนที่ตัวของเขานั้นจะย้อนกลับ ในตอนนั้นหลังจากที่ได้ตัดขาดจากราชวงศ์ก็ไม่ได้กลับมาที่จักรวรรดิแห่งนี้อีกเลย
มันเป็นเพราะว่าตัวของเค้านั้นเกลียดชังผู้เป็นบิดา ในตอนนั้นก็เลยไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาออกไปโลดแล่นภายในยุทธภพภายในอาณาจักรแห่งนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์นั้นมันจะไม่สู้ดีนักบางทีการตายของเขาที่มีคนภายในราชวงศ์เกี่ยวข้อง มันเองก็อาจจะมีพวกคนจากนิกายมารผลักดันอยู่ด้านหลัง
“ พวกมันไม่เคยเห็นหน้าข้า คนที่เคยเห็นเองก็โดนสังหารตายไปหมดแล้ว ในตอนนี้พวกมันคงจะรู้แล้วว่ามีคนที่รู้เกี่ยวกับนิกายของพวกมัน อีกไม่นานคงจะส่งคนตามหาภายในเมืองอย่างแน่นอน ” ลู่เฟิ่งรู้ดีว่าถ้าพวกมันเป็นนิกายมารจริงๆจะต้องทำอย่างไร
อันที่จริงแล้วการที่เขานั้นรู้มากขนาดนี้ มันก็เป็นเพราะว่าเรื่องราวภายในชีวิตก่อนของเขา
ตอนก่อนที่จะย้อนกลับมา ตอนที่เขานั้นสร้างชื่อภายในยุทธภพที่ทำให้ตัวของเขานั้นต้องประเชิญหน้าด้วยก็คือพวกนิกายมาร
พวกมันถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ แต่ว่าหลังจากที่เขาเริ่มเผชิญหน้ากับพวกมันมากขึ้นก็เริ่มรู้วิธีการของพวกมัน
ไม่เพียงแค่นั้นยังรู้ด้วยว่าพวกมันภายในนิกายมีหลักการหรือว่ามีการทำงานอย่างไร
จนทำให้ตัวของเค้าในตอนนี้เรียกได้ว่ารู้เลยว่าพวกมันมีความคิดจะทำอะไร
“ พวกมันเพิ่งขยาย ขอบเขตของตนเองเข้ามาภายในจักรวรรดิแห่งนี้ภายในชายแดนแห่งนี้พวกมันยังไม่มั่นคง ”
“ คาดการณ์แล้วยังไม่มีผู้อาวุโสของพวกมันมาที่สถานที่แห่งนี้คนที่มองเห็นมากที่สุดก็มีระดับพลังอยู่ในระดับเชื่อมพลังเท่านั้น ”
“ ด้วยขอบเขตเพียงแค่นั้นบางทีตัวของข้าอาจจะสามารถเอาชนะมันได้ ” ลู่เฟิ่งเริ่มช่างน้ำหนักเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เพื่อที่ว่าตัวของเขานั้นจะได้วางแผนว่าตนเองจะทำอย่างไรต่อจากนี้
อย่างน้อยมันเองก็ทำให้ตัวของเขานั้น รู้ว่าตนเองจะต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์ต่อจากนี้
“ สัตว์อสูรสามตัว ตอนนี้หมาป่าทมิฬอยู่ในระดับสูง ช่องตะขาบอัสนีเองก็พัฒนาความสามารถขึ้นมา ”
“ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฝึกฝนสัตว์อสูรเป็นเวลาครึ่งปีแต่ความแข็งแกร่งของพวกมันถ้าเกิดใช้พลังของพวกมันรวมกับความสามารถของเขาในตอนนี้ การจะเอาชนะผู้ฝึกฝนระดับเชื่อมพลังมันไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ”
ในขอบเขตที่อยู่ในระดับเชื่อมพลังแม้ว่าจะอยู่ขอบเขตสูงกว่าเขาที่ตอนนี้อยู่ในระดับสร้างพลังแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสจะชนะ
ถ้าเกิดว่าร่วมโจมตีกับสัตว์อสูรที่ตนเองนั้นกำลังควบคุมอยู่
อย่างไรเสียตัวของเขาก็น่าจะมีโอกาสชนะไม่มากก็น้อย เด็กหนุ่มเริ่มชั่งน้ำหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างขมักเขม้น
หลังจากนั่งคิดไปซักพักใหญ่ใหญ่ดวงตาของเขาก็ค่อยค่อยปรากฏคำตอบมา
แววตานั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง นั่นคือคำตอบเด็กหนุ่มค่อยค่อยลุกขึ้นอย่างช้าๆ ยื่นมือของตนเองไปคว้าจับกระบี่ที่วางเอาไว้ข้างตัว
“ ช่วยไม่ได้คงจำเป็นจะต้องจัดการก่อน พวกมันบอกว่าส่งคนเข้าไปกระจายภายในตระกูลที่มีอำนาจและรหัสพวกนั้นมันจะขยายในไม่ช้า ”
“ คนจากนิกายมารพวกมันเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมก่อนที่พวกมันนั้นจะขยาย ” ลู่เฟิ่งดึงกระบี่ของตนเองออกมาเตรียมพร้อม
หลังจากนั้นเค้าเองก็เริ่มสำรวจภายในเมือง ดวงตาและประสาทสัมผัสของลู่เฟิ่ง แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปการที่เขานั้นขัดเกลาภายในชีวิตก่อนมันทำให้เขาสามารถแยกแยะพวกขอบเขตพลังภายในร่างกายได้
นั่นเป็นความสามารถเพียงไม่กี่อย่างที่ติดตัวเข้ามาหลังจากย้อนกลับมามันเป็นเหมือนกับความคุ้นเคยและสัญชาตญาณ
เขาสามารถแยกแยะคนจากนิกายมารได้ทั้งที่คนที่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างของพลังจากคนปกตินัดคนจากนิกายมารได้ต้องเป็นขอบเขตอย่างน้อยก็เกือบราชันย์วิญญาณ แต่ในตอนนี้ตัวของเค้ากลับสามารถทำได้
มันเป็นอย่างที่เขานั้นคิดไม่มีผิดผู้คนจำนวนมากภายในเมืองแห่งนี้มีไม่น้อยที่เป็นคนจากนิกายมาร
พวกมันใช้ช่องโหว่ที่ว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองชายแดนไม่ได้โดนตรวจสอบมากนักในการเข้ามาลงหลักปักฐาน
และคนจากนิกายมารพวกนั้นในตอนนี้ก็กำลังเพ่นพ่านอยู่เต็มถนนพวกมันกำลังตามหาตัวของเขาอยู่
ลู่เฟิ่งผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “ ได้เวลาแล้ว… ”
“ ตูม!!! ” เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วทั้งเมืองชายแดนแห่งนี้ ผู้คนมากมายที่อยู่บนถนนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น
มันคือแผนการของลู่เฟิ่ง
“ มาเริ่มกันเลยพวกเราจะได้รู้กันว่าข้าหรือพวกเจ้าที่จะตายก่อนกัน ”
“ แย่แล้วไฟไหม้ ” เสียงตะโกนของผู้คนบนถนนเริ่มตื่นตระหนกตกใจในตอนนี้ภายในเมืองแห่งนี้มีเหตุเกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
สถานที่ที่มันเกิดเหตุร้ายขึ้นมามันคือสลัมที่ตั้งอยู่ภายในเมืองแห่งนี้
จบบท