หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 51 การตอบแทนตามมารยาท

    หากจ้าวหยวนซานอยู่ที่นี่หลันเฟิงคงไม่รังเกียจที่จะสับเขาเป็นชิ้นๆ เพื่อระบายความแค้น

            เมื่อคิดถึงสิ่งที่เสี้ยวเอินพูดถึงในตอนแรกมุมปากของหลันเฟิงก็กระตุกเป็นยิ้มขื่น “คิดไม่ถึงว่าคำหยอกล้อในตอนแรกจะเปลี่ยนเป็นความจริง”

            ทว่านี่ก็โทษหลันเฟิงไม่ได้ถึงอย่างไรเสียคงไม่มีผู้ใดคิดได้ว่าจ้าวหยวนซานจะล่อราชาหมาป่ามารป่าลึกมาจากหุบเขาหวงต้วนที่อยู่ไม่ไกลนัก

            “แม้จะพลาดโอกาสนี้ไปแต่จากพละกำลังของเจ้า อย่างไรก็ผ่านการทดสอบได้อย่างง่ายดายอยู่แล้วด้วยเหตุนี้แม้ว่าเข็มรวบรวมกลิ่นอายของเจ้าจะหายไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเจ้ามากนัก”ชายชราเหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ

            แม้ว่าชายชราจะพูดมีเหตุผลแต่หลันเฟิงยังคงไม่ยอม “แต่ค่าเรียนของสำนักศึกษาเมิ่งอู่สูงมากเลยนะ!”

            ชายชราถลึงตามองชายหนุ่มแวบหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมดความอดทนว่า“จากความสามารถในการตีเหล็กของเจ้าในตอนนี้ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนด้วยเล่าเจ้าอย่าดูถูกกำลังในการหาเงินของช่างตีเหล็กที่เก่งพอๆ กับปรมาจารย์ตีเหล็กนะ...”

            ศาสตรายุทธ์โดยเฉพาะศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอด ราคามักจะสูงไม่ต่ำลงขอแค่หลันเฟิงเสียเวลาหลอมศาสตรายุทธ์ที่ระดับเทียบเท่ากับศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดสักหน่อยย่อมหางานค่าเล่าเรียนได้สบายๆอยู่แล้ว

            นักปรุงยาหรือปรมาจารย์หลอมอาวุธทุกคนล้วนเป็นคนที่ร่ำรวยมากทรัพย์สินของแต่ละคนมากกว่าตระกูลตระกูลหนึ่งเสียอีก!

            หลันเฟิงรู้มูลค่าของศาสตรายุทธ์และเห็นด้วยกับคำพูดของตาเฒ่า เช่นนั้นค่าเล่าเรียนที่ดูสูงลิบลิ่วความจริงแล้วก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขามากนัก

            “ช่างเถิดครั้งนี้ข้าไม่เพียงได้สั่งสมประสบการณ์การต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้เรียนรู้วิชาชักกระบี่อีกด้วยแม้ว่าจะสูญเสียสิทธิ์รายชื่อไป แต่ข้าเองก็ได้ประโยชน์มากแล้ว”เมื่อคิดถึงอานุภาพอันน่ามหัศจรรย์ของวิชาชักกระบี่สีหน้าเสียดายของหลันเฟิงก็ถูกรอยยิ้มเข้ามาแทนที่

            บางครั้งก็ต้องเรียนรู้ที่จะพอมิเช่นนั้นหากมัวแต่เศร้ากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็มีแต่จะหาปัญหามาให้ตนเอง

            หลังจากผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงก็เก็บความรู้สึกแล้ววิเคราะห์ทิศทางอย่างละเอียด ก่อนเดินไปตามทาง มุ่งออกไปนอกป่าอย่างเชื่องช้า

            นี่เป็นวันสุดท้ายของการล่าประสบการณ์หลันเฟิงต้องรีบกลับไปยังจุดที่ออกเดินทางในตอนแรกก่อนฟ้ามืด

            แต่เดินไปได้ไม่นานหลันเฟิงก็บังเอิญเจอชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง พวกเขากำลังต่อสู้กับปีศาจอสูรอยู่

            ผู้นำคือบุรุษรูปร่างหล่อเหลาและสง่างามหากคนนอกอยู่ที่นี่จะต้องจำได้ว่าบุรุษผู้หล่อเหลาผู้นี้คือจ้าวหยางอัจฉริยะที่ดังที่สุดในตำบลเฟิงบุตรชายของจ้าวเทียนหลงแห่งตระกูลจ้าว

            และชายหนุ่มที่เหลือก็คือญาติสายตรงและญาติสายรองของตระกูลจ้าวรวมทั้งอัจฉริยะสายรองอย่างจ้าวฉี

            นี่ก็คือกลุ่มอัจฉริยะของตระกูลจ้าว!

            “ดาบหงสาร่ายรำ!”

            หลังจากแสงดาบวาววับมารสีชาดตัวหนึ่งก็ถูกผ่าออกเป็นสองซีก

            ถูกสังหารในชั่วพริบตา!

            จากพละกำลังของจ้าวหยางการสังหารมารสีชาดระดับดาราขั้นต้นไม่นับว่าเป็นเรื่องยากอันใด

            รอจนฝูงมารสีชาดถูกสังหารจนหมดชายหนุ่มที่อยู่รอบๆ ก็มองจ้าวหยางที่หน้าตาหล่อเหลาด้วยสายตาชื่นชม

            แม้แต่จ้าวฉีอัจฉริยะสายรองตระกูลจ้าวยังนับถือจ้าวหยางเป็นอย่างมากยอมรับว่าตนเองสู้ไม่ได้

            “ดาบหงสาร่ายรำของคุณชายหยางนับวันอานุภาพยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ”

            “แม้ว่ามารสีชาดจะเป็นปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้นแต่ต่อให้เป็นมนุษย์ระดับไอปราณขั้นสี่ก็ต้องลงแรงเสียหน่อยถึงจะสังหารมันได้แต่ทว่าเมื่ออยู่ในเงื้อมมือของคุณชายหยาง มารสีชาดกลับไม่ทันได้สำแดงกระบวนท่าใดๆเลย...”

            “แข็งแกร่งมาก!”

            “ในบรรดาผู้เยาว์ในตำบลเฟิงพละกำลังของคุณชายหยางจัดว่าอยู่อันดับหนึ่ง!”

            จ้าวหยางเดินไปหาศพของมารสีชาดอย่างเชื่องช้าไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงประจบประแจงจากรอบด้านเขาหยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายออกมาแทงไปที่หว่างคิ้วของมัน

            มารสีชาดทั้งหมดสี่ตัวถูกจ้าวหยางจัดการเพียงลำพังหนึ่งตัวที่เหลืออีกสามตัวถูกกลุ่มอัจฉริยะของตระกูลจ้าวร่วมมือกันโจมตีจนเกือบตายและถูกจ้าวหยางสังหารในดาบสุดท้าย

            สาเหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะจ้าวเทียนหลงได้ออกคำสั่งไว้ว่าให้ทุกคนที่เข้าร่วมการต่อสู้ช่วยจ้าวหยางโจมตีปีศาจอสูรทั้งหมดให้เกือบตายแล้วค่อยให้จ้าวหยางปลิดชีวิตของมัน เช่นนี้ก็เท่ากับคะแนนของทุกคนในตระกูลจ้าว จะอยู่ที่จ้าวหยางทั้งหมดเพื่อเป็นการรับประกันว่าจ้างหยาวจะติดหนึ่งในสาม

            การรวบรวมพลังของตระกูลจ้าวสิบเอ็ดคนเอาคะแนนทั้งหมดมาให้จ้าวหยาง ทำให้คะแนนของเขาอยู่ในระดับที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

            และคะแนนที่น่ากลัวนี้หากได้ที่หนึ่งก็แทบจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลย

            แม้ว่าเข็มรวบรวมกลิ่นอายของหลันเฟิงจะไม่หายไปอาศัยการสังหารปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางจำนวนมากและปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายสองตัวเกรงว่าก็ยังสู้จ้าวหยางไม่ได้

            เมื่อเก็บเข็มรวบรวมกลิ่นอายไปจากหว่างคิ้วมารสีชาดตัวสุดท้ายแล้วริมฝีปากของจ้าวหยางก็มีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้น

            แม้จะคิดว่าทำเช่นนี้จะถือเป็นการโกงหรือเปล่าแต่คนที่ได้รับอันดับหนึ่งคงต้องเป็นเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

            ไม่แน่ว่าคะแนนของเขาอาจจะเป็นสถิติใหม่ในรอบยี่สิบสามสิบปี!

            เมื่อคิดถึงความรุ่งโรจน์ที่กำลังจะมาจ้าวหยางที่มีนิสัยเย่อหยิ่งก็ยิ้มอย่างรอคอย

            “ที่นี่ช่างคึกคักจริงๆ”

            ในยามนั้นเองเสียงอ่อนวัยก็ดังมาจากที่ไกลออกไป

            อัจฉริยะตระกูลจ้าวทั้งหมดล้วนมองไปทางต้นตอของเสียงราวกับพบศัตรูตัวฉกาจ

            ตรงต้นไม้ต้นใหญ่มีชายหนุ่มหน้าตาหมดจดยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็สุดจะรู้ได้หากเขาไม่ส่งเสียง เกรงว่าคงไม่มีคนสังเกตเห็น

            ชายหนุ่มดูผ่ายผอมมากเบ้าตาเองก็โบ๋ลึกลงไปเล็กน้อย ราวกับไม่ได้นอนมาสองสามคืน และดูราวกับขาดสารอาหารมานานแต่ทว่าข้อบกพร่องเหล่านี้กลับยังคงไม่อาจปกปิดเสน่ห์ของชายหนุ่มได้โดยเฉพาะดวงตาสีดำสนิทราวกับผลึกทมิฬก็ไม่ปานคู่นั้น มันเหมือนดั่งดวงดารายามราตรีที่สุกสกาวและอิ่มเอิบ

            “หลันเฟิง!”

            ชั่วพริบตาที่หันหน้าไปเห็นชายหนุ่มดวงตาของจ้าวหยางก็หรี่ลง “ข้ายังนึกว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก...”

            หลันเฟิงฉีกยิ้มบางๆทำเป็นมองไม่เห็นเหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวที่ทำท่าทางเหมือนเห็นศัตรูตัวฉกาจ

            เขาเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆราวกับกำลังเดินเล่น ปากก็เอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “ขนาดเจ้ายังไม่ตาย แล้วข้าจะตายได้อย่างไรล่ะ”

            ในขระหว่างการล่าประสบการณ์หากอัจฉริยะคนละกลุ่มมาพบกัน ตามกฎการล่าประสบการณ์แล้วจะสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายสู้กัน ขอแค่ไม่ถึงตายหรือพิการก็ไม่มีผู้สนใจ

            หลันเฟิงจำกฎข้อนี้ได้รอยยิ้มของเขาในตอนนี้จึงสดใสเป็นพิเศษ

            “หากเจ้ากล้าเดินมาข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งอย่ามาโทษว่าดาบของข้าไร้ความปรานี!”จ้าวหยางจ้องมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใกล้เขม็ง มือกุมด้ามดาบเอาไว้

            อัจฉริยะที่เหลือของตระกูลจ้าวเองก็ทยอยกันกุมอาวุธเตรียมลงมือตลอดเวลา

            หลันเฟิงมองกลุ่มอัจฉริยะที่มีสีหน้าตึงเครียดโดยรอบแต่เขากลับไม่มีท่าทีตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย มุมปากยังเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาด้วย“เจ้าก็ลองลงมือดูสิ”

            เมื่อได้ยินคำนี้จ้าวหยางก็ฉีกยิ้มเตรียมเผชิญหน้ากับหลันเฟิง “ได้ยินชื่อเสียงของคุณชายเฟิงมาเนิ่นนานแล้วแม้กระทั่งเคยได้เห็นจากไกลๆ หลายครั้ง แต่กลับไม่เคยประมือกันผู้แซ่จ้าวจึงเสียใจยิ่งนัก การพบกันในครั้งนี้ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีต้องขอบคุณสวรรค์จริงๆ ที่จัดสรรให้...”

            “คุณชายหยางเหตุใดต้องพูดจาไร้สาระด้วย พวกเราเข้าไปพร้อมกันเลยดูซิว่าเขาจะยังกล้ากำเริบเสิบสานอยู่หรือไม่”อัจฉริยะตระกูลจ้าวคนหนึ่งถลึงตามองชายหนุ่มอย่างโกรธแค้นสีหน้าโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง

            จ้าวหยางโบกมือแล้วยิ้มบางๆ“ไม่ต้องหรอก กับแค่หลันเฟิงคนเดียว ข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว!”

            หลันเฟิงมองดาบยาวที่เปล่งแสงเย็นเยียบในมือจ้าวหยางในหัวพลันมีเสียงของหยางเซียวผุดขึ้นในหัวอย่างอดไม่ได้“บุตรชายของจ้าวเทียนหลงผู้นำตระกูลจ้าว จ้าวหยาง อายุยี่สิบปีพลังยุทธ์น่าจะอยู่ในระดับไอปราณขั้นหกฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวระดับสูงที่ไม่สมบูรณ์อย่างดาบหงสาร่ายรำ”

            เห็นได้ชัดว่านี้คือคู่ต่อสู้ที่ไม่เลวเลย

            ทว่า...

            สายตาของหลันเฟิงหยุดอยู่ที่เข็มรวบรวมกลิ่นอายตรงหว่างคิ้วของมารสีชาดแล้วลอบหัวเราะ‘เป้าหมายของข้าไม่ใช่แค่การประมือกับเจ้าหรอกนะ ไอ้หมาแก่จ้าวดันเอาเข็มรวบรวมกลิ่นอายของข้าไปเพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะขอรับเข็มรวบรวมกลิ่นอายของเจ้าไว้แล้วกัน...’

            นี่เรียกว่าการตอบแทนตามมารยาท

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน