นารุคามิะโดังลั่นก่อนจะขมวดคิ้ว ราวกับจะบอกว่า ‘ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาที่ใคร ๆ จะเดินตามฉันได้นะ’
ตุ๊กตาในความหมายของเธอมันคืออะไรกันแน่นะ หรือว่าเธอจะมองตัวเองเป็ตุ๊กตาแบบนี้เหรอ ?
“โฮ่ ๆ ไม่กล้าเข้ามาหาเื่ฉันล่ะสิ”
นารุคามิเอ่ยราวกับกำลังเยาะเย้ยบางสิ่งที่ตามเธอมา
“เอาล่ะ เดินไปต่อดีกว่า”
นารุคามิกลับหลังหันและเดินไปต่อราวกับทหารที่กำลังเดินสวนสนาม ถ้าหากมีเพลงประกอบด้วยก็คงเป็ฉากที่ดูน่าเกรงขามไม่น้อย
“โฮ่ ๆ ทหารแบกปืนโถปูนไปโปกปึก แตงกวามา ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง นั่งร้องเพลง แครอทไม่มา ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง แปะปะป้า แตงกวามา ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง นั่งร้องเพลง แครอทไม่มา ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง แปะปะป้า !”
นารุคามิฮัมเพลงนั้นไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์ ขณะเดินตามลำธารต่อไป โดยไม่หันกลับไปมองควันดำที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากดินอีกเลย
“ท่านพี่เสียงเจี้ยวเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”
ควันดำนั้นเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป
{ หลายชั่วโมงต่อมา }
เธออุ้มทารกน้อยจนมาพบกับประตูทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ มีทหารยามสองคนกำลังเฝ้ายามอยู่ ดูจากลักษณะภายนอกแล้วคงจะเป็เผ่าพันธุ์มนุษย์
พวกเขาทั้งสองมีรูปร่างสูงโปร่งและใส่ชุดเกราะเหล็กกล้ารวมทั้งถือหอกไว้ในมือ ใบหน้าของพวกเขาดูดุดันไม่น้อย
เมื่อเธอเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้มีที่ซุกหัวนอนแล้ว จึงเดินเข้ามายังหน้าประตูทางเข้า ทหารยามผู้หนึ่งก็กระแทกกระบองลงพื้นดังตุบ
“เป็ใครมาจากไหน !”
ทหารยามเอ่ยด้วยสีหน้าดุ ๆ ราวกับกำลังคัดคนนอกอย่างละเอียด ดูจากรอยแผลบนใบหน้าแล้วก็น่าจะผ่านเื่ราวร้าย ๆ มามาก
นารุคามิคิดได้ทันทีว่าหมู่บ้านนี้น่าจะมีโจรแอบเข้ามาเยอะจึงทำให้การคัดคนนอกเข้ามา ต้องเช็คให้ละเอียดที่สุด
“เป็แม่ลูกอ่อนกระมั้ง”
ทหารยามอีกนายกระซิบเบา ๆ
“เอ่อ...ฉันชื่อนารุคามิ เป็นักผจญภัยมาจากดินแดนทางทิศเหนือน่ะ”
นารุคามิตอบแบบกระอักกระอ่วน เพราะเธอเพิ่งมายังดาวดวงนี้ แถมยังไม่รู้ว่าที่ไหนคือที่ไหน แม้แต่ชื่อหมู่บ้านที่เธออยู่ก็ยังจำไม่ได้ถนัดนัก เธอจึงตอบกลับไปได้เพียงคำตอบที่คลุมเครือและไม่มั่นใจ
“เป็นักผจญภัยเหรอ แต่งตัวแบบนี้เหมือนลูกชาวนาบ้านนอกกว่านักผจญภัยอีกนะ”
ทหารยามเอ่ยแบบจิกกัด เพราะการแต่งตัวนั้นเหมือนลูกชาวนาจริง ๆ ในสายตาของทหารยามที่คุ้นเคยกับนักผจญภัยที่สะพายดาบงามสง่าหรือถือไม้เท้า คงจะประเมินนารุคามิเป็เพียงลูกบ้านนอกจริง ๆ
“เอ่อ แหะ ๆ พอดีฉัน ฉัน…..”
‘แย่แล้วสิ’ นางคิดอะไรไม่ออกเลย แถมลุกลี้ลุกลนก็ไม่แปลกที่จะถูกทหารยามสงสัยหนักกว่าเก่า
“ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ออกไป หมู่บ้านนี้ไม่รับพวกโจรหน้าด้านนะเฟ้ย !”
คำขู่ของทหารยามทำให้นารุคามิสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงปนกับเื่แต่งออกมา
“คือฉัน เป็ลูกชาวนาที่เดินทางมาจากทิศเหนือ พ่อกับแม่ก็ตายเพราะถูกัโจมตี แล้วยังต้องมาเลี้ยงลูกที่เมียน้อยของพ่อฝากมาอีก ชีวิตของฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ได้โปรด”
นารุคามิเอ่ยทั้งน้ำตา นี่มันเอกการละครชัด ๆ !
“ชีวิตดุน่าสงสารดีนะลูกพี่ จะปล่อยให้เธอเข้าไปดีไหม”
“เอาล่ะ ในฐานะที่เ้าชีวิตสุดแสนจะรันทด ฉันจะให้เข้าไป แต่ถ้าเกิดเื่มาเมื่อไหร่ล่ะก็ หอกนี่จะแทงเข้าแกซ้ายของเ้าแน่ !”
ทหารยามผู้นั้นทำสีหน้าดุดันราวกับกำลังข่มนารุคามิเอาไว้ ก่อนที่ทหารยามอีกคนจะเปิดปากถาม
“แล้วทารกคนนั้น เผ่าอานิมาเรียนใช่ไหมจ๊ะ ชื่ออะไรเหรอ ?” ดวงตาของทหารยามอีกคนเป็ประกายวิบวับขณะที่เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือทั้งสองข้างยกขึ้นมากุมแก้มอย่างอดไม่ได้ รอยยิ้มอ่อนโยนเผยให้เห็นถึงความหลงใหลในความน่ารักของทารกตัวน้อยนั้น
‘พวกรักเด็กสินะ…’
นารุคามิทำสีหน้าเจื่อน ๆ แต่เธอยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ทารกน้อย เลยไม่รู้ว่าจะชื่ออะไรดี
เมื่อเธอเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายที่อยู่ด้านหลังทหารยามที่เขียนไว้ว่า ‘คิระคิระ ความสง่างามรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร’ จึงตั้งชื่อให้เด็กคนนี้อย่างไม่รีรอว่า
“เด็กคนนี้ชื่อคิราเอล”
“อุ๊ยตายแล้ว น่ารักจริง ๆ”
เผ่าอานิมาเรียนนี่หากใครเห็นก็จะหลงใหลหัวปักหัวปำแบบนี้สินะ ต่างกับทหารยามคนแรกที่ทำสีหน้าบึ้งตึง
“เข้าไปได้แล้ว”
ทหารยามคนแรกเอ่ย ก่อนที่นารุคามิจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยความดีใจ
ข้างในหมู่บ้านมีบ้านเรือนเรียงรายอยู่นับไม่ถ้วน บ้านเรือนนั้นทำจากหินอ่อนสีขาวสวยงามและหลังคาสีแดงอ่อน
อีกทั้งยังมีสะพานข้ามแม่น้ำอยู่กลางลำธารแห่งนี้ เมื่อมองไปยังลำธารก็พบกับผู้คนจำนวนมากกำลังใช้น้ำ บ้างก็ซักผ้า บ้างก็ตักน้ำขึ้นมาดื่มจากกระบอกไม้ไผ่โดยตรงอย่างไม่ต้องกังวลถึงความสะอาด
ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็มนุษย์และเผ่าเอลฟ์ที่มีใบหูแหลมยาว บรรยากาศทั้งหมดนี้ต่างกับดาวเคราะห์อุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยโรงงานและมลพิษที่เคยไปราวกับฟ้ากับเหว