บทที่ 25 จดหมายตกค้าง (รีไรต์)
อวิ๋นซานดูออกว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้มาด้วยความไม่เป็มิตร “คุณน้ามีอะไรก็พูดตรงนี้เลยก็ได้ค่ะ ฉันต้องรีบกลับไปดูลูก”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ลูก’ สีหน้าของมารดาหลี่เว่ยเหอก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความอาฆาตแค้นเกือบจะทะลักออกมาจากดวงตา “ลูก? สหายอวิ๋นยังรู้ตัวอีกเหรอว่าเป็แม่คนแล้ว ยังไม่รู้จักทำตัวดี ๆ เพื่อลูกอีก แต่งงานแล้วยังไม่รู้จักพอ ฉันบอกเธอไว้เลยนะ ให้อยู่ห่าง ๆ จากลูกชายฉัน ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจร้ายไปอาละวาดที่ทำงานเธอ!”
สีหน้าของอวิ๋นซานเ็าลงทันที เธอเป็ใครกล้าเอาลูกสาวของเธอมาเกี่ยวข้องด้วย “อายุขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักทำตัวดี ๆ เพื่อหลี่เว่ยเหออีกเหรอคะ วิ่งมาหาเื่ผู้หญิงมีสามีมีลูกแบบนี้ คิดว่าบ้านตัวเองทำด้วยทองคำงั้นเหรอ ฉันบอกไว้เลยนะ ทั้งคุณและลูกชาย อยู่ให้ห่างจากฉัน ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจร้าย ไปประกาศให้ทั่วโรงเรียนเขาว่าเขาเป็คนที่ชอบลวนลามผู้หญิง!”
“เธอ!” ใบหน้าของมารดาหลี่เว่ยเหอแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอกล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง
อวิ๋นซานพูดจบก็ไม่สนใจอีกฝ่ายที่โกรธจนแทบเป็บ้า เธอหันหลังกลับเข้าไปในบ้านพัก
……
ถงเสี่ยวอวี้เป็คนที่กระตือรือร้นมากจริง ๆ
สองวันผ่านไป เธอก็ที่อยู่ที่ทำงานของหลินสุยอันจนเจอ
“ฉันกลับไปถามเพื่อนที่ทำงานในหน่วยงานพิเศษ เขาบอกว่าช่วยไม่ได้ ฉันไม่รู้จะทำยังไง เลยทำแบบโง่ ๆ โดยการไปที่ทำการไปรษณีย์ บอกที่อยู่บ้านเธอไป แล้วถามว่ามีจดหมายถึงบ้านเธอไหม”
“ฉันนึกว่าหลินสุยอันไม่ได้เขียนจดหมายกลับมาตั้งสองปีแล้ว ก็เลยไม่ได้หวังอะไรมาก ใครจะไปคิดว่าจะได้รับจดหมายตกค้างแบบนี้”
อวิ๋นซานรับจดหมายมาด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด “นี่...จริงเหรอเนี่ย?”
ซองจดหมายนี้ต่างจากซองจดหมายทั่วไป ้ามีอักษรตัวใหญ่เขียนว่า 'ไม่ระบุหน่วยงาน...' ด้านหลังซองติดแสตมป์และประทับตราแสดงว่าส่งผ่านที่ทำการไปรษณีย์
อวิ๋นซานมองดูวันที่ประทับตรา แสดงว่าเป็ของสองเดือนก่อน เธอเงยหน้ามองถงเสี่ยวอวี้ “สองเดือนก่อน? ทางไปรษณีย์ว่ายังไงบ้าง ถึงได้มีจดหมายตกค้างได้?”
จดหมายจากหน่วยงานพิเศษ ยิ่งต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เหรอ?
ถงเสี่ยวอวี้อธิบายกับเธอว่า “ทางไปรษณีย์บอกว่า สองเดือนก่อนมีพนักงานลาออก ตอนส่งงานเกิดปัญหา พวกเขาบอกว่าจะสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องและจะชดเชยให้ ฉันรีบเลยบอกไปว่าไม่เป็ไร ซานซานไม่ว่าอะไรฉันใช่ไหม?”
อวิ๋นซานไม่ตอบ เธอเปิดจดหมายออก พบว่าข้างในมีเพียงกระดาษแผ่นบางเบา เขียนว่าเขาได้รับาเ็ที่มือเลยให้คนอื่นเขียนจดหมายแทน งานของเขาเปลี่ยนไป เปลี่ยนที่อยู่แล้ว ถ้าจะติดต่อเขาให้เขียนจดหมายมาตามที่อยู่นี้ จากนั้นก็เล่าเื่ชีวิตความเป็อยู่ของเขาคร่าว ๆ และยังบอกอีกว่า เงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงของเขาจะถูกส่งกลับบ้านช้าหน่อย เพราะเขาเอาเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือครอบครัวของเพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ได้ให้ไปมากมายอะไร
มีแค่นี้ ไม่มีเนื้อหาอื่นใดอีก ไม่ได้ถามถึงเื่ที่บ้านเลย
อวิ๋นซานขมวดคิ้วหลังจากอ่านจบ
ถงเสี่ยวอวี้เห็นสีหน้าของเพื่อนตัวเอง จึงถามอย่างระมัดระวัง “ซานซาน เป็ไงบ้าง?”
อวิ๋นซานบอกว่า “เขาบอกว่าเขาเอาเงินเดือนไปให้คนอื่นแล้ว”
ถงเสี่ยวอวี้แปลกใจก่อนจะต่อว่า “เขากล้าทำแบบนี้ได้ยังไง เธอต้องทำงานแล้วยังต้องเลี้ยงลูก เหนื่อยแทบตาย เขากลับเอาเงินเดือนไปให้คนอื่นง่าย ๆ แบบนี้มันเกินไปแล้ว ไม่เห็นใจเธอเลย”
“ซานซาน ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ก็ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนไปเลย” ถงเสี่ยวอวี้พูดต่อ
อวิ๋นซานไม่พูดอะไร
ถงเสี่ยวอวี้ถอนหายใจ “ฉันรู้ว่ามันยาก เขาเป็พ่อของช่านช่าน แต่ซานซาน ผู้ชายแบบนี้ไร้ประโยชน์ มีแต่จะทำให้เธอโกรธ ปล่อยเขาไปซะดีกว่า”
อวิ๋นซานก้มหน้า ซ่อนแววตาเอาไว้ “ฉันรู้”
ถงเสี่ยวอวี้ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงดังโวยวายมาจากข้างนอก
ทั้งสองคนออกจากห้อง เดินไปที่ระเบียงและมองลงไปด้านล่าง
อวิ๋นโหย่วฝูกับพานหงเสียก็ยืนอยู่ที่ระเบียงเหมือนกัน พวกเขาเล่าสถานการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ ว่า “มีคนทะเลาะกันเื่บ้าน”
ข้างล่างมีคนมุงดูอยู่เต็มไปหมด ตรงกลางมีคนกำลังทะเลาะกันอยู่ เป็ครอบครัวแซ่กวนกับครอบครัวแซ่จ้าว ทั้งสองครอบครัวต่อแถวรอรับการจัดสรรบ้านจากโรงงาน สาเหตุที่ทะเลาะกัน เพราะครอบครัวกวนซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนกว่า กลับไม่ได้บ้าน ส่วนครอบครัวจ้าวซึ่งมีคุณสมบัติด้อยกว่าแต่กลับได้บ้านไป
ไม่รู้ครอบครัวกวนไปได้ยินคำพูดไร้สาระจากที่ไหนมา ว่าครอบครัวจ้าวใช้วิธีสกปรก ใช้เส้นสายถึงได้บ้านหลังนี้ วันนี้เพราะลูก ๆ ของสองบ้านเล่นด้วยกันแล้วแย่งของเล่นกันจนทะเลาะกัน กลายเป็ชนวนให้ครอบครัวกวนหาเื่โวยวายขึ้นมา
ครอบครัวจ้าวบอกว่าตัวเองไม่ได้ใช้เส้นสาย ด่าว่าครอบครัวกวนริษยาที่เห็นคนอื่นได้ดี ตั้งใจจะใส่ร้ายป้ายสี สรุปคือทั้งสองบ้านต่างก็โกรธจัด ยืนอยู่หน้าอาคารให้คนมาตัดสิน
เื่นี้เป็การตัดสินใจของโรงงาน ใครจะกล้าพูดอะไรออกไป ทุกคนก็ได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ถึงแม้จะมีคนออกมาพูด ก็แค่ห้ามปรามไม่ให้ทะเลาะกันแค่นั้น
ทะเลาะกันอยู่สิบนาที ก็ไม่ได้เื่อะไรก็เลยแยกย้ายกันไป
จริง ๆ แล้วช่านช่านที่กำลังยังหลับอยู่ พอโดนเสียงทะเลาะปลุกขึ้นมา อาจจะยังนอนไม่อิ่ม ตายังไม่เปิดแต่ก็อ้าปากร้องไห้จ้า
อวิ๋นซานเดินเข้าไปอุ้มเ้าตัวน้อย แต่เด็กคนนี้ดื้อมาก เสียงร้องไห้นี่ดังสุด ๆ
อวิ๋นโหย่วฝูกับพานหงเสียก็กลับเข้ามาในห้อง ทั้งคู่เป็คนที่ตามใจลูกอยู่แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นสองครอบครัวที่ทะเลาะกันเมื่อกี้
อวิ๋นซานอุ้มลูกสาวค่อย ๆ ลูบหลัง คิดจะกล่อมให้หลับต่อ แล้วหันไปพูดกับถงเสี่ยวอวี้ว่า “เสี่ยวอวี้ ดูสิ ทำเธอเสียเวลาไปเยอะเลย เธอกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเย็นนี้ฉันค่อยคิดว่าจะเขียนยังไง”
ถงเสี่ยวอวี้มองดูเด็กน้อยที่กำลังงอแงอยู่ ก็รู้ว่าคงคุยอะไรไม่ได้ก็เลยพยักหน้าและตอบว่า “มะรืนนี้หลินเวยแต่งงาน อย่าลืมล่ะ”
อวิ๋นซานตอบรับ “วางใจ ไม่ลืมหรอก”
หลังจากทุกคนกลับไปแล้วพานหงเสียถึงถามขึ้นว่า “เขียนอะไรเหรอ?”
อวิ๋นซานมองหน้ามารดาครู่หนึ่ง เห็นว่าแม่ตัวเองช่างสังเกต เธอจึงตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เล่าเื่เพื่อนแต่งงาน”
พานหงเสียถามต่อ “เพื่อนคนไหนแต่งงาน ถ้าเธอเชิญลูกไปร่วมงาน ลูกต้องเตรียมซองแดงให้นะ อย่าเสียมารยาท”
“ค่ะ เป็เพื่อนร่วมชั้นชื่อหลินเวยค่ะ”
หลังจากที่ช่านช่านหลับไปอีกครั้ง อวิ๋นซานก็ไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์ คดีนี้เธอให้ความสนใจมาโดยตลอด เพราะพวกสวีต๋าและหลี่เหมยไม่ได้ทำงานกันแค่สองคน พวกเขาทำกันเป็ขบวนการ
เธอใช้ความทรงจำจากชีวิตที่แล้ว พยายามให้เบาะแสกับตำรวจให้ได้มากที่สุด
อย่างเช่น พวกมันไม่ได้เพิ่งลงมือทำเป็ครั้งแรก เมื่อเดือนที่แล้ว พวกมันก็เพิ่งลักพาตัวเด็กผู้หญิงไปได้หนึ่งคน และรังของพวกมันน่าจะอยู่ที่เมืองชายฝั่งทางใต้ เพราะชีวิตที่แล้วเธอถูกพาไปที่นั่น
ที่จริงแล้ว พวกมันเผลอหลุดปากออกมาเอง พวกมันคิดว่าเธอหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยานอนหลับ จึงพูดว่าเธอน่ะหน้าตาดี ขายให้พวกผู้ชายที่หาเมียไม่ได้ก็น่าเสียดาย ควรจะเอาไปขายที่คาบาเร่ต์ทางใต้ น่าจะได้ราคาดีกว่า
ระหว่างที่คุยกันนั้น พวกเขามีการพูดถึงผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่เฮย’ ซึ่งคน ๆ นี้ไม่ใช่หัวหน้าก็ต้องเป็บุคคลสำคัญคนหนึ่งอย่างแน่นอน