ทริสตันยิ้มบาง ๆ ขณะหันมามองสามคนที่เหลือ “แล้วพวกเจ้าล่ะ... คิดว่าสองคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
อาร์วินมีสีหน้าจริงจังขึ้น “ผู้น้อยเห็นว่าพวกเขาทั้งสองมองสถานการณ์ของเราได้ทะลุโปร่ง น่าจะเป็นคนฉลาดที่มีประโยชน์ต่อเราไม่น้อยครับ”
“ผู้น้อยเห็นด้วยกับท่านอาร์วินค่ะ” เสียงเรียบต่ำของเธอาเอ่ยขึ้นอย่างสนับสนุน
“ผู้น้อยเชื่อว่าพวกเขารู้ดีว่าท่านผู้ปกครองต้องการอะไร และเฉลียวฉลาดพอที่จะทำตามสั่งได้แน่ ส่วนงานจะออกมาน่าพึงพอใจหรือไม่... คงต้องรอชมผลงานกันละครับ” เอ็ดการ์คลี่ยิ้มพลางกล่าวด้วยท่าทางผ่อนคลาย
เมื่อได้ยินคำตอบจากทั้งสาม ทริสตันก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางโบกมือตัดบท “เอาล่ะ เข้าเรื่องที่พวกเจ้าเดินทางมาหาเราในวันนี้เลยดีกว่า... มีเรื่องสำคัญอันใดจะมารายงานรึ?”
อาร์วินเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน “เรียนท่านผู้ปกครอง ขณะนี้เราได้กำลังพลใหม่เข้ามาเสริมอีกสองพันนายครับ เป็นชายหนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบคน และหญิงห้าร้อยห้าสิบคน ในส่วนของทหารประจำการนั้น ได้เริ่มฝึกซ้อมการใช้อาวุธรุ่นใหม่ที่หน่วยตีเหล็กผลิตส่งมาแล้ว ซึ่งผลการฝึกซ้อมเป็นไปด้วยดีอย่างยิ่งครับ”
ทริสตันฟังแล้วฉายสีหน้าครุ่นคิด นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “อาร์วิน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธรุ่นใหม่นี้หรืออาวุธอื่นในอนาคต หากลองใช้แล้วเห็นว่าควรปรับปรุงตรงไหนให้ดีขึ้น ให้ประสานงานตรงกับหน่วยตีเหล็กได้ทันที สิ่งไหนทำออกมาแล้วใช้การไม่ได้ความ ก็แจ้งพวกเขากลับไป... ต่อไปทั้งสองหน่วยงานต้องคอยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด เราต้องการอาวุธที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสมที่สุดสำหรับทหารในสนามรบ ส่วนเรื่องการฝึกซ้อมรบ... เราเชื่อมือเจ้าว่าต้องทำออกมาได้ดี”
“ผู้น้อยรับทราบคำสั่งครับ!” อาร์วินก้มโค้งรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเข้มแข็ง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรายงานจบแล้ว เธอาจึงเอ่ยขึ้นในส่วนของตนบ้าง “เรียนท่านผู้ปกครอง ผู้น้อยได้กระจายกำลังหน่วยลาดตระเวนตามพื้นที่ที่ท่านกำหนดเรียบร้อยแล้วค่ะ ในส่วนเส้นทางสัญจรของพ่อค้าก็ได้เพิ่มความเข้มงวดขึ้นอีกระดับ ส่วนพวกโจรแวนการ์ดในยามนี้ถือว่าปรากฏตัวน้อยลงมาก... อาจเป็นเพราะแผนหนามยอกเอาหนามบ่งที่ท่านเอ็ดการ์เสนอ แล้วทางเราใช้แผนนี้ตอบโต้กลับไปค่ะ” เธอโค้งกายรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ได้ยินเช่นนั้น ผู้ปกครองหนุ่มก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วเบนสายตาไปทางเอ็ดการ์ เอ็ดการ์ที่สบสายตานั้นเข้าพอดีก็ยกยิ้มบาง ๆ แล้วนำเสนอรายงาน
“ผู้น้อยได้ประสานงานกับท่านอาร์วิน ดำเนินการตามแผนตอบโต้ที่ท่านผู้ปกครองอนุมัติเรียบร้อยแล้วครับ ยามนี้เหล่าพ่อค้าที่จะเข้าออกเมืองแวนการ์ดต่างตื่นตระหนกจนแทบไม่มีขบวนสินค้าใดกล้าเฉียดกรายเข้าไปอีก แม้แต่ทหารของแวนการ์ดเองก็โดนกองกำลังของเราดักจัดการจนไม่กล้าเสนอหน้าออกมานอกเมืองแล้ว... เพียงแต่ ผู้น้อยคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียว ว่าในอนาคตจะมีกำลังอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา” เอ็ดการ์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งผ่อนคลาย
ทริสตันฟังแล้วยกมือขึ้นลูบคาง สีหน้าฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่สบอารมณ์
“เราคิดว่าไอ้คอร์วินน่าจะทราบเรื่องนี้แล้ว และมันคงส่งทหารมาช่วยแน่... ตอนนี้ไม่ใช่แค่คอร์วินเท่านั้นที่คิดจะเล่นงานเรา แม้แต่เจ้าเซฟีร์เองก็วางแผนจะเล่นงานเราอยู่เหมือนกัน แถมรายนั้นยังคิดจะเล่นงานตัดกำลังจากภายในอีก”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ทั้งสามก็เข้าใจได้ในทันที... เรื่อง ตัดกำลังจากภายใน ที่ว่า ย่อมหมายถึงวิกฤตการณ์ที่ทริสตันเพิ่งมอบหมายให้หัวหน้าหน่วยงานทั้ง 2 ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง รีบไปหาทางรับมือและแก้ไขนั่นเอง
“ดินแดนของเจ้าเซฟีร์อยู่ไกลจากเราพอสมควร มันถึงได้คิดใช้แผนเล่นงานจากภายใน แล้วส่งสาส์นให้คอร์วินฉวยโอกาสตอนนั้นยกทัพเข้าตี แล้วค่อยตามมาขอแบ่งเค้กทีหลัง... แต่พวกมันคิดง่ายเกินไปแล้ว คิดหรือว่าเราจะไม่ได้เตรียมการรับมือไว้เลย?”
ผู้ปกครองหนุ่มกล่าวจบก็ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ใบหน้าฉายแววเหี้ยมเกรียม สายตาทอปรากฏจิตสังหารลึกล้ำ “รอให้จับตัวพวกมันทั้งสองได้ก่อนเถอะ... เราจะทรมานพวกมันให้ตายทั้งเป็น!”
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก น้ำเสียงราบเรียบสบายอารมณ์ก็เอ่ยขึ้นชะงักมันไว้ “ผู้น้อยเอ็ดการ์ ขอสนับสนุนความคิดของท่านผู้ปกครองทริสตันเต็มที่ครับ” อีกสองคนที่เหลือพลอยได้สติกลับมา จึงรีบเอ่ยปากเห็นพ้องสนับสนุนตามไปในทันที
เมื่อเห็นทั้งสามเอ่ยสนับสนุน ทริสตันก็หลุดหัวเราะออกมา บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ก่อนจะเบนสายตามองเอ็ดการ์ด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “เอ็ดการ์… เราได้ยินว่าช่วงนี้เจ้ากับฟิโอร่าออกไปเดินเที่ยวชมเมืองด้วยกันบ่อยทีเดียวนี่?”
“ผู้น้อยแค่ได้รับเกียรติจากท่านหญิงฟิโอร่า ให้คอยร่วมเดินทางและบรรยายความรู้เกี่ยวกับเมืองแก่ท่านหญิงครับ” ชายหนุ่มเปรยตอบอย่างนอบน้อม สิ้นประโยคนั้น บนใบหน้าของเขากลับปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“อะแฮ่ม! เอาเถอะ... ตราบใดที่ไม่ใช่เวลางาน เราก็ไม่มีเหตุผลอันใดจะไปต่อว่าเจ้าหรอกนะ เพียงแต่ยามที่เดินเที่ยวกับน้องสาวของเรา ก็ฝากช่วยดูแลนางให้ดีด้วยล่ะ อย่างไรเสียพวกนักฆ่าที่ซ่อนตัวในเมืองก็คงจ้องจะเล่นงานนางอยู่ไม่น้อย” ทริสตันกระแอมแก้เก้อ ก่อนจะปรับน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
สีหน้าผ่อนคลายของเอ็ดการ์เคร่งขรึมขึ้น เอ่ยตอบเสียงเข้มหนักแน่น “ตราบใดที่ผู้น้อยยังอยู่กับท่านหญิงฟิโอร่า จะไม่ยินยอมให้นักฆ่าหน้าไหนแตะต้องนางได้แม้แต่ปลายเล็บครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยยืนยันด้วยความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม แถมในใจยังรู้ดีว่า ผู้ปกครองหนุ่มผู้นี้คงวางกำลังป้องกันทั้งทางแจ้งและทางลับ คอยคุ้มครองท่านหญิงอยู่อย่างแน่นหนาแล้วเป็นแน่
เมื่อเห็นสีหน้าและได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นของเอ็ดการ์ ทริสตันก็ผ่อนคลายความกังวลลงได้หลายส่วน เขากวาดสายตามองไปยังคนทั้งสาม ใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จีสี่สิบสอง ส่งข่าวรายงานมาว่า ยามนี้ภายในเมืองแวนการ์ด กลุ่มชนชั้นสูงกำลังระเบิดอารมณ์ขัดแย้งกับผู้ว่าการเมืองอย่างหนัก... สาเหตุหลักย่อมหนีไม่พ้นเรื่องสินค้าที่ถูกปิดล้อมจนเข้าออกไม่ได้ เราจึงสั่งการให้จีสี่สิบสองไปโหมไฟ ยุยงคนพวกนั้นให้ก่อเรื่องหนักยิ่งขึ้น... ดูท่าแล้วหากผู้ว่าการคนนี้ไม่ได้กำลังทหารจากภายนอกมาเสริมบารมีให้อีกฝ่ายเกรงกลัว เก้าอี้ผู้ว่าการของมันก็คงสั่นคลอนจนยากจะรักษาไว้ได้”
อาร์วินฟังแล้วพลันขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเตือนสติขึ้นทันควัน “ท่านผู้ปกครองครับ... อย่างไรเสียตำแหน่งผู้ว่าการเมืองก็ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจาก ราชาวินด์สเกล ต่อให้พวกชนชั้นสูงเหล่านั้นจะมีอิทธิพลล้นฟ้าเพียงใด ก็มิอาจทำแตะต้องหรือปลดตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ตามใจชอบหรอกครับ”
ได้ฟังข้อโต้แย้ง ทริสตันกลับคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “การจะปลดออกจากตำแหน่งตรง ๆ น่ะคงทำไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ... แต่ถ้าผู้ว่าการคนนั้นดัน ตาย ขึ้นมาล่ะ? หากเป็นเช่นนั้น ราชาวินด์สเกลก็คงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเสียเวลาแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทน แล้วเจ้าคิดว่าคนใหม่ที่จะถูกส่งมา จะยังคงเป็นคนของคอร์วินอยู่อีกหรือไม่ละ?”
“มะ...ไม่ได้เด็ดขาดนะครับ!” อาร์วินโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของราชาวินด์สเกล พระองค์จะต้องพุ่งเป้าความสงสัยมาที่ท่านผู้ปกครองเป็นคนแรกอย่างแน่นอน!”
“ฮ่า ๆ ๆ... ต่อให้โดนเพ่งเล็งแล้วมันจะทำไมล่ะ อาร์วิน!” ทริสตันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างลืมตัว ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเข้มดังก้อง
“เรายังพูดไม่ชัดอีกหรือ... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่คิดขวางทางเรา มันผู้นั้นต้องพินาศ! ต่อให้เป็นราชาวินด์สเกลก็ไม่มีข้อยกเว้นทั้งนั้น! แน่นอนว่าการลงมือต้องแยบยล ไร้ร่องรอยให้พวกชาวเมืองรู้ว่าฝ่ายเราลงมือ... เมื่อสำเร็จ ก็แค่จัดฉากสร้างสถานการณ์ หาแพะรับบาปมาโยนความผิดให้จบ ๆ ไปก็สิ้นเรื่อง!”
ใบหน้าของผู้ปกครองหนุ่มยามนี้ฉายแววบ้าคลั่งจนน่าขนลุก นัยน์ตาสุกวาวเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานที่พุ่งทะยานออกมาอย่างไม่คิดจะซ่อนเร้น
อาร์วินและเธอาต่างลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เม็ดเหงื่อเย็นซึมผุดซาบเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง พวกเขามองผู้ปกครองหนุ่มตรงหน้าด้วยความพรั่นพรึงที่เกาะจับหัวใจ
ได้ฟังดังนั้น เอ็ดการ์กลับทำเพียงยิ้มบาง ในประวัติศาสตร์โลกเก่าของเขา ชนวนเหตุแห่งการแย่งชิงอำนาจระดับนี้ เรื่องพ่อฆ่าลูก ลูกสังหารพ่อ หรือแม้แต่การเข่นฆ่ากันในหมู่เลือดเนื้อเชื้อไขล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียด้วยซ้ำ บางคนแม้นมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหด แต่เพื่อความอยู่รอดของตน ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมานองเลือดอย่างเลี่ยงไม่ได้... ในวงล้อแห่งอำนาจระดับสูงเช่นนี้ คำว่า ครอบครัว ก็เป็นได้แค่เรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งเท่านั้น
ท่ามกลางความพรั่นพรึงของอีกสองคน เสียงของเอ็ดการ์กลับดังขึ้นอย่างราบเรียบ “ผู้น้อยมีแผนการบางอย่างอยากนำเสนอครับท่านผู้ปกครองครับ” สีหน้าของเขาเรียบนิ่งดั่งแผ่นน้ำ ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่นโดยสิ้นเชิง