บทที่ 1: กุญแจสำรอง
บ่ายวันศุกร์ที่แสนอบอ้าวในกรุงเทพมหานคร ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานผมถูกปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้มสีเทาหม่นสลัว เสียงหวีดหวิวของสายลมพายุที่กำลังก่อตัวอยู่เหนือตึกระฟ้าของย่านธุรกิจใจกลางกรุงดังเข้ามาให้ได้ยินแว่ว ๆ ผสมผสานกับเสียงกดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงคุยโทรศัพท์ติดต่อประสานงานของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่กำลังรีบเร่งเคลียร์งานในความรับผิดชอบเพื่อเตรียมตัวต้อนรับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ผมขยับคอเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มให้คลายออกเล็กน้อย ลมหายใจที่พ่นออกมาสะท้อนความเหนื่อยล้าจากการนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานเอกสารมาตลอดทั้งวัน สายตาของผมจับจ้องไปที่ตัวเลขและกราฟสรุปยอดขายบนโต๊ะอย่างพยายามรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา ทว่าในความเป็จริง ความคิดในสมองของผมกลับเตลิดเปิดเปิงไปไกลเกินกว่าจะดึงกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าได้สำเร็จ
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกองแฟ้มเอกสารสั่นครืดคราดจนผิวโต๊ะไม้ขยับส่งเสียงขัดจังหวะความเงียบสงบในมุมทำงานส่วนตัวของผม หน้าจอสมาร์ตโฟนสว่างวาบขึ้นมาแสดงชื่อผู้โทรเข้าเด่นหรา ซึ่งเป็ชื่อที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจและรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
‘ภัทร’
เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย คนที่กอดคอฝ่าฟันความยากลำบาก ลุยเรียน ลุยทำกิจกรรม และก้าวเข้าสู่โลกการทำงานมาพร้อม ๆ กันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่น ขยันขันแข็ง และบ้างานจนบางครั้งก็น่าเป็ห่วงว่าเขาจะลืมวิธีผ่อนคลายความตึงเครียด ชายผู้เพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตด้วยการเดินทางไปรับตำแหน่งวิศวกรควบคุมงานและขยายสาขาของบริษัทที่ต่างประเทศเป็เวลาครึ่งปี เพื่อสร้างอนาคตและรากฐานชีวิตที่ดีขึ้น
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันทีโดยไม่รีรอ
“เออ ว่าไงไอ้ภัทร มึงถึงนู่นหรือยังวะ?” ผมเอ่ยทักทายปลายสายด้วยน้ำเสียงสนิทสนมที่เป็กันเองอย่างที่เคยทำมาตลอดสิบกว่าปี
“เออ... ถึงแล้วเพื่อน ถึงแฟรงก์เฟิร์ตได้สักพักใหญ่แล้วเนี่ย เพิ่งลากกระเป๋าเดินทางเข้าห้องพักที่บริษัทจัดไว้ให้เสร็จก็รีบโทรหามึงเลย” เสียงทุ้มและแหบพร่าเล็กน้อยของภัทรดังลอดมาตามสัญญาณสายข้ามทวีป เสียงสะท้อนของสัญญาณที่หน่วงและติดขัดเป็ระยะตามประสาการโทรทางไกลไม่ได้ทำให้ความใกล้ชิดของมิตรภาพลดน้อยลงเลย ทว่ากระแสเสียงของเขากลับแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวนานกว่าสิบชั่วโมง และความกังวลใจบางอย่างที่ลึกซึ้งจนปิดบังไม่มิด
“เดินทางปลอดภัยก็ดีแล้ววะ แล้วสภาพแวดล้อมที่นู่นเป็ไงบ้าง? อากาศหนาวไหม? แล้วเริ่มลุยงานเมื่อไหร่?” ผมถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พยายามปรับน้ำเสียงของตัวเองให้ผ่อนคลายและดูอบอุ่นเพื่อช่วยลดทอนความตึงเครียดของเพื่อนรักที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง
“หนาวชะมัดว่ะเพื่อน อุณหภูมิเลขตัวเดียวเลย แถมพรุ่งนี้เช้ากูก็ต้องเข้าออฟฟิศใหญ่ไปบรีฟงานกับพวกวิศวกรเยอรมันเลย โปรเจกต์นี้หินชะมัด บอสใหญ่เขาคาดหวังไว้สูงมาก ถ้ากูทำพลาดหรือผลงานออกมาไม่ดีคงเสียชื่อและเสียโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตไปแน่ ๆ ...แต่ไอ้อลัน ที่กูโทรหามึงวันนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เื่งานหรือเื่การเดินทางของกูหรอกว่ะ”
ภัทรเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ลมหายใจยาวและหนักหน่วงของเขาดังลอดสายมาให้ได้ยิน ราวกับเขากำลังรวบรวมกำลังใจในการเอ่ยปากพูดถึงเื่สำคัญบางอย่างที่กดทับอยู่ในอกของเขามาตลอดการเดินทาง
“มีอะไรหรือเปล่าวะ? มึงพูดมาเถอะเพื่อน ถ้าเื่ไหนที่กูพอจะช่วยแบ่งเบาหรือจัดการแทนมึงได้ กูยินดีช่วยเต็มที่อยู่แล้ว มึงก็รู้” ผมขยับตัวพิงพนักเก้าอี้หนานุ่ม พลางวางปากกาในมือลงเพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนรักกำลังจะเอ่ย
“กู... กูเป็ห่วงรินว่ะอลัน” น้ำเสียงของภัทรสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาเอ่ยชื่อแฟนสาวของเขา “มึงก็รู้ใช่ไหมว่ายัยรินยอมขายบ้านสวนหลังเล็ก ๆ พร้อมที่ดินต่างจังหวัดที่แม่ทิ้งไว้ให้เป็สมบัติชิ้นสุดท้าย เพื่อเอาเงินก้อนนั้นมาช่วยซัพพอร์ตค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมวีซ่า และค่าใช้จ่ายสำรองในการเดินทางมาลุยงานต่างประเทศของกูครั้งนี้ รินยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมทิ้งชีวิตที่สงบอบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติที่บ้านเกิด ยอมทิ้งเพื่อนฝูงและครอบครัว แล้วหอบข้าวของย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ คนเดียวในคอนโดหรูที่กูตัดสินใจเช่าทิ้งไว้ให้เพื่อความปลอดภัยของเธอ”
ผมฟังคำพูดของภัทรแล้วก็เงียบไปชั่วขณะ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและนับถือในความรักของรินพลันเกาะกุมหัวใจ รินเป็หญิงสาวต่างจังหวัดที่หน้าตาหวานจิ้มลิ้ม มีนิสัยเรียบร้อย พูดน้อย และมีความอ่อนโยนละมุนตาอย่างหาได้ยากในสังคมเมืองหลวง เธอรักภัทรมากและพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนอนาคตของแฟนหนุ่มโดยไม่เคยปริปากบ่น การที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพียงลำพังเลยสักครั้งในชีวิต ต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในคอนโดสูงย่านใจกลางเมืองที่ละลานตาไปด้วยตึกระฟ้า รถยนต์ติดขัดยาวเหยียด และผู้คนที่ต่างคนต่างอยู่ ไร้ซึ่งความอบอุ่นแบบสังคมชนบท มันคงไม่ต่างอะไรกับการจับนกน้อยในราวป่าไปขังไว้ในกรงกระจกหรูหราที่โอ่อ่าแต่แห้งแล้งและเย็นะเื
“เออ กูรู้ รินเขาดีกับมึงมากจริง ๆ ยอมเสียสละขนาดนี้ มึงก็ต้องตั้งใจทำงานและประสบความสำเร็จกลับมาเพื่อตอบแทนเธอนะเว้ย” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กูรู้เพื่อน กูถึงได้บ้างานและพยายามจะลุยทำผลงานให้ดีที่สุดอยู่นี่ไง... แต่ปัญหาที่กูกลัวที่สุดตอนนี้คือ รินไม่คุ้นเคยกับชีวิตในกรุงเทพฯ เลย ยัยนั่นขี้เหงาแถมยังประหม่าไปหมดทุกเื่ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ เื่การเดินทางในเมืองกรุงก็ไม่รู้เื่เลย วัน ๆ คงได้แต่อุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมกว้าง ๆ คนเดียว เวลากูโทรหา รินก็มักจะฝืนยิ้มและบอกว่าไม่เป็ไร สบายดี แต่อารมณ์และน้ำเสียงของเธอฟังออกชัดเจนเลยว่าเหงาจับใจและกำลังจะร้องไห้ตลอดเวลา ยัยนั่นเป็พวกชอบเก็บความรู้สึกหม่นหมองไว้กับตัวคนเดียวเพราะกลัวว่ากูจะเสียสมาธิและกังวลใจจนทำงานไม่ได้”
ภัทรถอนหายใจยาวเหยียดอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยปากขอร้องประโยคสำคัญที่ทำให้หัวใจในอกของผมเต้นระรัวผิดจังหวะไปแวบหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้
“กูไว้ใจมึงที่สุดนะไอ้อลัน มึงเป็เพื่อนสนิทคนเดียวที่กูฝากฝังทุกอย่างในชีวิตได้ กูรบกวนมึงหน่อยเหอะ... ช่วยแวะไปดูแลไปเยี่ยมรินที่คอนโดบ่อย ๆ ได้ไหมวะ? ซื้อของกินของใช้ที่จำเป็ไปส่งให้บ้าง หรืออย่างน้อยก็แค่แวะไปนั่งคุย คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเป็เพื่อนเธอที กูจะได้มีสมาธิทำงานที่นี่อย่างเต็มร้อยโดยไม่ต้องพะวงหลังและไม่ต้องคอยห่วงว่ารินจะเหงาตายอยู่ในห้องคนเดียว”
น้ำหนักของความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพื่อนรักยื่นส่งมาให้นั้นช่างมหาศาล มันเป็ความเชื่อใจที่บริสุทธิ์และปราศจากความเคลือบแคลงใด ๆ จากเพื่อนสนิทที่คบหากันมานาน ทว่าในส่วนลึกของจิตใจผมที่เก็บซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความเป็คนดี กลับเกิดกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ภาพดวงหน้าหวานละมุน ั์ตากลมโตสุกใสปนเศร้า และรอยยิ้มบางเบาแสนน่าทะนุถนอมของรินลอยเข้ามาในความคิดของผมทันทีอย่างห้ามไม่อยู่
“เออ... มึงไม่ต้องห่วงหรอกภัทร กูจะดูแลรินให้เอง แวะไปหาบ่อย ๆ คอยซื้อของไปส่งให้ มึงตั้งใจทำโปรเจกต์มึงเถอะ อย่าคิดมากเลยเพื่อน” ผมรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เพื่อนสนิท แม้จะรู้ดีว่าในใจของตัวเองเริ่มมีแรงกระตุ้นประหลาดก่อตัวขึ้นมาแล้วก็ตาม
“ขอบใจมึงมากนะเว้ยไอ้อลัน กูไม่รู้จะตอบแทนความมีน้ำใจของมึงยังไงดี ไว้กูกลับประเทศไทยเมื่อไหร่ กูจะเลี้ยงเหล้ามึงชุดใหญ่ไฟกะพริบเลยนะเพื่อน... งั้นกูขอตัวไปเตรียมตัวประชุมก่อนนะ ฝากรินด้วยนะมึง”
“เออ โชคดีเว้ย มีอะไรคืบหน้าก็โทรมา”
ผมกดวางสายแล้วโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะทำงานเบา ๆ ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับถ้อยคำฝากฝังของภัทร ความเงียบงันรอบข้างในห้องทำงานเริ่มจางหายไปเมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเลิกงานอย่างเป็ทางการ เพื่อนร่วมงานต่างทยอยเก็บกระเป๋าและกล่าวคำลาเพื่อแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตส่วนตัว แต่สำหรับผม หัวใจกลับเต้นรัวแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ซับซ้อน มันเป็ความตื่นเต้นที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นปนประหม่า และกระแสความอยากรู้อยากเห็นในส่วนลึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใต้สามัญสำนึกอันดีงามของคำว่า ‘เพื่อนรัก’
---
พายุฝนฤดูร้อนเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งในยามค่ำคืน เสียงเม็ดฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบกระจกหน้ารถดังสนั่นหวั่นไหวสลับกับแสงแปลบปลาบของสายฟ้าบนท้องฟ้าสีดำสนิท การจราจรบนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานครติดขัดจนแทบกลายเป็อัมพาต แสงไฟท้ายรถยนต์สีแดงก่ำส่องสะท้อนกับผิวน้ำที่นองเต็มพื้นถนนดูราวกับทะเลเพลิงสีแดงที่ทอดยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผมขับรถฝ่าพายุฝนและความวุ่นวายของเมืองกรุงตรงไปยังคอนโดหรูระดับไฮเอนด์ย่านอโศกที่ภัทรเช่าทิ้งไว้ให้ริน ก่อนมาผมแวะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำเพื่อเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็สำหรับผู้หญิง รวมถึงอาหารสด ผัก ผลไม้ นม ขนมปัง และของกินเล่นคุณภาพดีอีกพะรุงพะรังเต็มสองมือ เพราะผมคิดว่ารินที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่คงยังไม่รู้แหล่งจับจ่ายซื้อของ และท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำขนาดนี้ เธอคงไม่กล้าเดินทางออกไปซื้อหาอะไรกินด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
เมื่อรถของผมเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ของคอนโดหรู บรรยากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนจากความสับสนวุ่นวายภายนอกกลายเป็ความสงบเงียบและหรูหราทันตาเห็น ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่เข้มงวดมาก ผมต้องแลกบัตรและแสดงตัวตนอย่างละเอียดก่อนที่พนักงานรักษาความปลอดภัยจะอนุญาตให้ผ่านเข้าไปยังพื้นที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อ
ผมหอบหิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรังเดินเข้าไปในโถงต้อนรับที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าด้วยหินอ่อนสีขาวนวล เสียงฝีเท้าของผมสะท้อนก้องเบา ๆ ในความเงียบสงบ ลิฟต์ความเร็วสูงนำพาผมขึ้นไปยังชั้น 28 อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก โถงทางเดินยาวที่ปูพรมหนานุ่มโทนสีครีมก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า แสงไฟวอร์มไลท์สีส้มสลัวที่ส่องลงมาจากเพดานสร้างบรรยากาศที่ดูหรูหราแต่ทว่าในขณะเดียวกันกลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผมเดินตามหมายเลขห้องจนมาหยุดอยู่หน้าห้องชุดของริน ลมหายใจเข้าออกของผมเริ่มติดขัดเล็กน้อย ความรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเข้าจู่โจมจิตใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติและรักษากิริยาให้ปกติที่สุด ก่อนจะเอื้อมมือไปกดกริ่งหน้าห้องเบา ๆ
ออด...
เสียงกริ่งดังสะท้อนเข้าไปในห้องพักที่เงียบสงัด ผมยืนรออยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงสายฝนภายนอกที่ยังคงเทกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะซาลง ไม่นานนัก ผมก็ได้ยินเสียงปลดล็อกประตูดังแกรกอย่างแ่เบาและระมัดระวัง บานประตูกระจกหนาสีเข้มค่อย ๆ แง้มเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นดวงหน้าหวานใสปราศจากเครื่องสำอางของหญิงสาวผู้เป็เ้าของห้อง
“พี่อลัน...”
น้ำเสียงหวานใสปนความประหลาดใจและดีใจดังขึ้นจากริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ รินยืนอยู่ตรงช่องประตู แววตาของเธอที่เคยหม่นหมองคล้ำเหงาเปล่งประกายความยินดีขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือผม หญิงสาวรีบเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อต้อนรับผมเข้าไปด้านใน
ทว่าทันทีที่สายตาของผมจับจ้องไปที่เรือนร่างของริน ร่างกายของผมพลันชะงักงันและแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ลำคอแห้งผากขึ้นมาอย่างกะทันหันจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก
รินอยู่ในชุดอยู่บ้านที่แสนธรรมดาแต่กลับกระตุ้นอารมณ์ดิบของเพศชายได้อย่างรุนแรงโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ หญิงสาวสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวเนื้อผ้าฝ้ายบางเบาและนุ่มนวล เสื้อตัวนั้นบางเบาจนทิ้งตัวแนบชิดไปกับเรือนร่างและสะโพกบางส่วน และที่สำคัญที่สุดคือ... ใต้ผืนผ้าสีขาวบางเบานั้น เธอไม่ได้สวมใส่เสื้อยกทรงหรือบราเซียใด ๆ ไว้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ด้วยความบางของเนื้อผ้าและแสงไฟนีออนโทนสว่างจ้าภายในห้องพักที่ส่องกระทบมาจากด้านหลัง ทำให้ผมมองเห็นโครงสร้างสัดส่วนโค้งเว้าของเต้าทรวงอวบอิ่มคู่สวยที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าได้อย่างชัดเจน ยอดปทุมถันสีหวานชูชันดันเนื้อผ้าบางเบาจนเห็นรอยนูนเด่นชัดเตะสายตา ยิ่งเมื่อกระแสลมเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศในห้องพักและลมฝนจากโถงทางเดินพัดผ่านเข้ามาปะทะเรือนร่างอันบอบบาง ผิวเนื้ออ่อนไหวที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิต่ำยิ่งส่งผลให้ยอดอกอันอ่อนไหวของเธอหดตัวและแข็งชันชี้เด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนจนแทบสะกดสายตาของผมไว้ให้อยู่กับที่
ท่อนล่างของเธอสวมเพียงกางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีเทาอ่อนอวดเรียวขาขาวเนียนละเอียดผุดผ่องสะดุดตา ผิวของเธอนุ่มนวลและสะอาดสะอ้านราวกับน้ำนมบริสุทธิ์ กลิ่นหอมระรวยอ่อนหวานคล้ายแป้งเด็กผสมกลิ่นครีมอาบน้ำละมุนละไมลอยมาปะทะจมูกของผม ยามที่เธอยืนอยู่ใกล้ ๆ มันช่างเป็กลิ่นกายที่เย้ายวนและชวนให้หลงใหลจนยากจะถอนตัว
รินดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าชุดอยู่บ้านของเธอกำลังเปิดเผยสัดส่วนชวนฝันต่อสายตาของผม หรืออาจเป็เพราะความคุ้นชินกับการอยู่คนเดียวในห้องกว้างทำให้เธอไม่ได้ระมัดระวังตัว แต่เมื่อสายตาของผมลอบมองต่ำลงไปที่เนินอกอวบหยุ่นจนเผลอจ้องค้าง รินก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ใบหน้าหวานของเธอพลันขึ้นสีแดงซ่านด้วยความเขินอายทันตาเห็น หญิงสาวรีบยกสองมือขึ้นกอดอกของตัวเองไว้หลวม ๆ พยายามจะปกปิดความจริงที่นูนเด่นอยู่ใต้ผ้าสีขาวบาง แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งดันเต้าทรวงอวบอิ่มทั้งสองข้างให้เบียดชิดกันจนเห็นร่องอกลึกขาวละมุนเด่นชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“พี่อลัน... ขอโทษทีค่ะ พอดีรินเพิ่งอาบน้ำเสร็จ แล้วไม่คิดว่าพี่อลันจะมาค่ำขนาดนี้...” รินเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าหวานก้มลงต่ำหลบสายตาด้วยความประหม่าอายอย่างเห็นได้ชัด
“อ๋อ... ไม่เป็ไร ๆ พี่สิต้องขอโทษที่มารบกวนซะดึกเลย พอดีฝนมันตกหนักมาก รถติดสุด ๆ เลยเพิ่งจะมาถึงเนี่ย” ผมรีบแก้ตัว น้ำเสียงพยายามบังคับให้ราบเรียบและเป็ธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางชูถุงข้าวของเครื่องใช้ในมือขึ้นเพื่อดึงความสนใจของเธอออกจากความเงียบที่แสนอึดอัด “พี่ซื้อพวกของสดแล้วก็ของกินมาฝากน่ะ เห็นภัทรบอกว่ารินอาจจะยังไม่คุ้นกับการเดินทางไปซื้อของแถวนี้ ยิ่งฝนตกหนักแบบนี้ด้วย”
“ขอบคุณพี่อลันมากเลยนะคะ ลำบากพี่แย่เลย... เข้ามาก่อนสิคะ ข้างนอกลมแรงมาก” รินเบี่ยงตัวหลบทางให้ผมเดินเข้าไปในห้องพัก แววตาของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและโล่งใจที่มีใครบางคนก้าวเข้ามาขัดขวางความเงียบงันและเปล่าเปลี่ยวใจในคืนพายุเทกระหน่ำเช่นนี้
---
ภายในห้องชุดขนาดกว้างขวางของคอนโดหรูหรา แม้จะได้รับการตกแต่งอย่างดีเยี่ยมด้วยเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่สำหรับผม ห้องนี้กลับให้ความรู้สึกอ้างว้างและเย็นเหยียบอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเป็สถานที่หรูหราที่ไร้ซึ่งิญญาและความมีชีวิตชีวา ไม่มีสิ่งของที่แสดงถึงความเป็บ้าน ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานพ่นลมเย็นออกมาเงียบ ๆ สลับกับเสียงหยาดฝนสาดกระทบบานหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ภายนอก
ผมเดินหิ้วถุงข้าวของตรงเข้าไปในส่วนของห้องครัว รินเดินตามหลังมาเงียบ ๆ กลิ่นหอมละมุนจากกายของเธอยังคงอบอวลอยู่รอบตัวผมไม่จางหาย
“เดี๋ยวรินช่วยจัดของเข้าตู้เย็นนะคะ” รินเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางยื่นมือเล็ก ๆ เข้ามาช่วยหยิบจับข้าวของออกจากถุง
ในระหว่างที่เราช่วยกันจัดเตรียมของสดและของกินใส่ตู้เย็นและชั้นวางของ ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัดของห้องครัวทำให้ผิวเนื้อของเราเผลอเฉียดกรายกันเป็ระยะ ทุกครั้งที่ต้นแขนหรือปลายนิ้วของผมััเข้ากับผิวเนียนละเอียดอุ่นชื้นของริน กระแสความร้อนวูบวาบพลันแล่นเข้าสู่หัวใจจนเต้นผิดจังหวะ สายตาของผมขยับมองตามจังหวะการขยับตัวก้ม ๆ เงย ๆ ของหญิงสาว ยามที่เธอก้มลงจัดผักในช่องแช่เย็นด้านล่าง คอเสื้อยืดสีขาวคอกว้างหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง เผยให้เห็นเนินเต้าอวบอัดขาวละมุนตาและร่องอกที่ลึกเว้าเข้าไปจนเกือบเห็นปุ่มยอดอกสีหวานใต้เนื้อผ้าสลัว ๆ
ผมต้องแสร้งทำเป็หันไปสนใจกับการจัดกล่องนมเข้าชั้นวาง้า สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์สัญชาตญาณดิบของเพศชายที่กำลังพวยพุ่งและแผ่ซ่านลงไปสู่ความเป็ชายในกางเกงที่เริ่มตื่นตัวจนคับตึงขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ผมพร่ำเตือนสติตนเองซ้ำ ๆ ในใจว่า ‘เธอคือแฟนของไอ้ภัทร... เพื่อนสนิทที่สุดของมึง อย่าคิดสั้น ๆ เด็ดขาดไอ้อลัน’
“รินทานอะไรหรือยัง? พี่ซื้ออาหารสำเร็จรูปมาด้วย เอามาอุ่นทานด้วยกันไหม?” ผมถามไถ่เพื่อทำลายความเงียบที่เกือบจะทำให้อารมณ์ของผมหลุดลอย
“ยังเลยค่ะ รินยังไม่ได้ทานอะไรเลยั้แ่เย็น... ดีจังเลยค่ะ มีพี่อลันมาทานข้าวเป็เพื่อน คืนนี้ฝนตกฟ้าร้องดังมาก รินกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย” รินยิ้มตอบ แววตาหวานซึ้งที่ดูประหม่านั้นสะกดหัวใจคนมองไว้ได้อย่างง่ายดาย ความไว้วางใจในตัวผมอย่างเต็มเปี่ยมรวมถึงความใสซื่อไร้เดียงสานั้น กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกลึก ๆ ของผมขัดแย้งและทวีความปั่นป่วนยิ่งขึ้น
เราอุ่นอาหารสำเร็จรูปและจัดจานอย่างง่าย ๆ ก่อนจะพากันมานั่งลงที่โต๊ะอาหารไม้ตัวยาวใต้แสงไฟสลัวสีส้มอบอุ่น บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงเม็ดฝนที่ยังคงกระทบกระจกหน้าต่างเป็จังหวะหนักเบาไม่ขาดสาย
“อยู่ที่นี่เป็ยังไงบ้างริน? โอเคไหม? คอนโดหรูหราน่าอยู่ดีนะ” ผมเริ่มเปิดบทสนทนาพยายามละลายพฤติกรรมและความประหม่าของหญิงสาวตรงหน้า
รินชะงักมือที่กำลังถือช้อน แววตาหวานละมุนสลัวลงทันทีเมื่อถูกถามถึงการใช้ชีวิตที่นี่ หญิงสาวตักอาหารเข้าปากเคี้ยวช้า ๆ ก่อนจะทอดถอนหายใจออกมาแ่เบา
“คอนโดสวยและหรูหรามากเลยค่ะพี่อลัน... แต่รินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังเดี่ยวอยู่ในกรงทองยังไงก็ไม่รู้ค่ะ” รินเอ่ยความในใจออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย แววตาของเธอสั่นระริกสะท้อนแสงไฟสีส้มสลัว “ที่ต่างจังหวัดบ้านเกิดของริน... ตื่นเช้ามาก็มีเสียงนกร้อง เคยมีแม่คอยทำกับข้าวให้กิน มีเพื่อนบ้านเดินผ่านไปมาคอยทักทายพูดคุยกันอย่างเป็กันเอง แต่พอมาอยู่ที่นี่... ทุกห้องปิดประตูล็อกเงียบเชียบ ไม่มีใครสนใจใครเลย รินรู้สึกว่าผู้คนในเมืองหลวงเร่งรีบ วุ่นวาย และดูเ็าจังเลยค่ะ”
ผมรับฟังคำบอกเล่าเ่าั้ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้หญิงต่างจังหวัดที่ต้องมาเผชิญความอ้างว้างในเมืองใหญ่เพียงลำพังมันช่างเปราะบางและน่าเห็นใจยิ่งนัก
“รินไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกไปร้านสะดวกซื้อข้างล่างเลยค่ะ ยิ่งเวลากลางคืนที่มีพายุฝนแบบนี้... ห้องมันกว้างมาก กว้างจนรินรู้สึกหวิว ๆ ในใจ ทุกเสียงที่ดังขึ้นรินก็นึกระแวงไปหมด คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ที่จากไปแล้ว... แล้วก็คิดถึงพี่ภัทรมากเหลือเกินค่ะ” หยาดน้ำตาเม็ดเล็กใส ๆ เริ่มคลอเคล้าอยู่ที่ขอบดวงตากลมโตของเธอ รินรีบก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนน้ำตาที่กำลังจะไหลริน
ความอ่อนแอและเปราะบางตรงหน้านี้กระตุ้นสัญชาตญาณในการปกป้องดูแลของเพศชายในตัวผมอย่างรุนแรง ผมเอื้อมมือไปจับแก้วน้ำส้มเลื่อนไปตรงหน้าเธออย่างแ่เบาเพื่อปลอบโยน
“รินไม่ต้องกังวลนะ พี่สัญญากับภัทรไว้แล้วว่าจะดูแลรินให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ มีอะไรขาดเหลือ หรือถ้าเหงา... ก็โทรหาพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ คอนโดของพี่ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก ขับรถแค่ห้านาทีก็ถึงแล้ว”
รินเงยหน้าขึ้นสบตากับผม ดวงตาหวานซึ้งที่ชุ่มชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาบางเบาส่องประกายความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
“ขอบคุณพี่อลันมากเลยนะคะ ถ้าไม่มีพี่อลันคอยมาช่วยเหลือ รินคงไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครเลยจริง ๆ ...รินไม่อยากโทรไปร้องไห้หรือระบายความเหงาให้พี่ภัทรฟังเลยค่ะ กลัวพี่ภัทรจะกังวลและเสียสมาธิกับการทำงานสำคัญที่เยอรมนี รินอยากให้พี่ภัทรตั้งใจทำงานและสบายใจที่สุดเวลานึกถึงริน”
คำพูดแสนดีและแสดงถึงความรักอันมั่นคงที่รินมีต่อเพื่อนรักของผม มันกลับทำหน้าที่สะกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของผมให้ทำงานหนักขึ้น ทว่าความใกล้ชิดและการได้เห็นอกเห็นใจกันใต้บรรยากาศสลัวและเสียงฝนตกสะท้อนกลับสร้างมวลอารมณ์ประหลาดที่ดึงดูดเราสองคนเข้าหากันทีละน้อย ความรู้สึกประหม่าและความเงียบที่สลับเข้ามาในจังหวะของการพูดคุยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดที่แฝงไปด้วยกระแสความปรารถนาซ่อนเร้นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจต้านทาน
---
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน สายฝนภายนอกเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองฝนบางเบาที่ปลิวผ่านแสงไฟข้างทางภายนอกหน้าต่างอาคาร
ผมขยับตัวและเอ่ยปากขอตัวกลับเพื่อไม่ให้เป็การรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอมากเกินไป
“ดึกมากแล้ว พี่ขอตัวกลับก่อนดีกว่านะ รินจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้ถ้าอยากไปไหนหรืออยากซื้อของใช้เพิ่มเติม ก็โทรหาพี่ได้เลยนะ เดี๋ยวพี่มารับ” ผมลุกขึ้นยืนพลางส่งยิ้มอบอุ่นให้อีกฝ่าย
รินลุกขึ้นเดินตามมาส่งผมที่หน้าประตูทางออกห้องพักทันที แววตาของเธอที่เคยแจ่มใสขึ้นบ้างในระหว่างทานอาหาร พลันหม่นหมองและกลับมาอ้างว้างลงทันตาเห็นเมื่อรู้ว่าที่พึ่งเพียงคนเดียวของเธอกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องนี้ไป ปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและความเงียบสงัดอันกว้างใหญ่ของห้องชุดหรูหราเพียงลำพังอีกครั้งตลอดทั้งคืน
มือเล็ก ๆ ของเธอกุมกันแน่นอยู่ที่หน้าขา ท่าทางประหม่าและแววตาสั่นไหวที่มองตรงมายังผมมันสะท้อนความเหงาจับใจและปฏิกิริยาทางกายภาพที่แสดงออกชัดเจนว่า ‘ไม่อยากให้ผมกลับไปเลย’
ผมยืนมองภาพเบื้องหน้าแล้วรู้สึกหัวใจกระตุก ความคิดคำนึงในหัวสมองสับสนปนเปกันไประหว่างความถูกต้องทางศีลธรรมและความห่วงใยอันเปี่ยมล้นที่มีต่อหญิงสาวผู้เปราะบางตรงหน้า ความปรารถนาลึก ๆ ที่จะคอยปกป้องและอยู่เคียงข้างเธอปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว
ผมตัดสินใจล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง ควานหาและหยิบคีย์การ์ดสำรองสีดำเงาของห้องพักคอนโดของผมขึ้นมาถือไว้
“ริน...” ผมเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล
รินเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย
ผมยื่นคีย์การ์ดแผ่นสีดำในมือส่งไปตรงหน้าเธอ “นี่คือคีย์การ์ดสำรองห้องพักของพี่นะ คอนโดของพี่อยู่ถัดไปแค่สองซอยข้างหน้านี่เอง เดินทางสะดวกมาก เผื่อวันไหนที่รินมีเื่เดือดร้อนฉุกเฉิน หรือ... หรือถ้าวันไหนที่รินรู้สึกเหงาจนทนไม่ไหวจริง ๆ รินใช้คีย์การ์ดใบนี้ไปหาพี่ที่ห้องได้ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ พี่พร้อมต้อนรับรินเสมอ”
รินมองคีย์การ์ดในมือของผมสลับกับสบตากับผมเนิ่นนาน แววตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง มันสะท้อนความรู้สึกหลากหลายที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งความประหม่า ความสับสนในความถูกต้อง ศีลธรรม ความซื่อสัตย์ต่อคนรักที่อยู่ห่างไกล และความอ่อนแอในจิตใจยามที่ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่เพียงลำพัง
มือเรียวบางของเธอค่อย ๆ ยื่นออกมาจับที่ขอบคีย์การ์ด ปลายนิ้วของรินััเข้ากับปลายนิ้วของผมโดยบังเอิญ ััอุ่นชื้นและนุ่มนวลของผิวกายเธอทำให้เกิดกระแสความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายของผม ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงต่ำแล่นผ่าน ร่างกายของทั้งคู่ชะงักงันและสบตากันอย่างมีความหมายลึกซึ้งชั่วขณะหนึ่ง
รินพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะดึงคีย์การ์ดนั้นไปกำแน่นไว้ในอุ้งมือของเธอ แววตาของเธอแสดงออกถึงความซาบซึ้งและปนเปไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
“ขอบคุณมากค่ะพี่อลัน... รินจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีค่ะ” รินเอ่ยเสียงแ่เบาราวกับเสียงกระซิบ
“ครับ งั้นพี่กลับก่อนนะ พักผ่อนซะเถอะ ฝันดีครับริน”
“ฝันดีค่ะพี่อลัน เดินทางปลอดภัยนะคะ”
ผมส่งยิ้มบาง ๆ ให้เธอเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องพัก เสียงประตูปิดลงตามหลังพร้อมกับเสียงระบบล็อกอัตโนมัติที่ดังขึ้นเบา ๆ ลมหายใจของผมหอบถี่เล็กน้อยขณะที่เดินไปตามโถงทางเดินคอนโด หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ผมรู้ตัวดีว่าการตัดสินใจมอบคีย์การ์ดสำรองของห้องพักตัวเองให้แฟนสาวของเพื่อนรักในวันนี้... มันไม่ใช่แค่การแสดงความห่วงใยตามปกติเสียแล้ว แต่มันคือการเปิดประตูและสร้างทางเลือกแห่งความลับสีเทาที่ท้าทายศีลธรรมอันดีงาม และเมื่อก้าวข้ามผ่านเส้นเขตแดนนั้นไปแล้ว... มันคงยากเหลือเกินที่จะหันหลังกลับมาสู่จุดเดิมได้อีกต่อไป