“แต่ก่อนจะไปทั้งสองคนต้องขออนุญาตพ่อกับแม่ก่อนนะ” ไผ่มองแคทกับอลิสที่กำลังดีใจแล้วเอย
“หนูบอกคุณพ่อกับคุณแม่แล้วค่ะว่าจะไปเที่ยวกับฟ้า คุณพ่อกับคุณแม่ก็อนุญาตแล้วค่ะ” แคทตอบกลับด้วยรอยยิ้มเขินอาย
“ส่วนหนูพอบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าจะไปเที่ยวกับฟ้าทั้งสองก็อนุญาตทันทีเลยค่ะ”อลิสตอบกลับอย่างเขินอายเช่นกัน
แม้ว่าทั้งสองคนจะไปเที่ยวเล่นที่บ้านของไผ่บ่อย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไผ่ทั้งสองคนมักจะขี้อายและเขินอายทุกครั้ง
ในตอนแรกไผ่ก็สงสัยว่าทั้งสองคนเป็นอะไรเพราะถ้าเป็นเรื่องชายหญิงเด็กวัยแค่นี้ไม่มีทางคิดเรื่องนั้นแน่นอน แต่สุดท้ายไผ่บังเอิญได้ยินฟ้าถามเพื่อนทั้งสองคนว่าทำไมต้องอายพี่ชายของเธอด้วย
เพราะเล่นกันอยู่สามคนเมื่อโดยฟ้าถามทั้งแคทและอลิสได้ตอบว่าพวกเธออิจฉาฟ้าที่มีพี่ชายแบบไผ่ พวกเธอก็อยากมีพี่ชายแบบนี้บ้าง ค่อยดูแลทุกอย่าง ทำกับข้าวให้กิน ไปรับไปส่งที่โดรงเรียนพาไปเที่ยวและตามใจตลอด
พวกเธอบอกว่าพวกเธอก็มีพี่ชายหรือพี่สาวเหมือนกันแต่พวกเขาไม่ค่อยสนใจเธอเลยนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองอิจฉาฟ้าและมักจะมีท่าทางแบบนั้นทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าไผ่ ทั้งสองคนกลัวจะทำอะไรผิดพลาดจนทำให้ไผ่ไม่ชอบพวกเธอจนห้ามฟ้าไม่ให้เป็นเพื่อนด้วย
หลังจากที่ไผ่รู้เรื่องพวกนี้ไผ่ก็เอ็นดูทั้งสองคนมากเวลาที่ฟ้าชวนทั้งสองคนมาเล่นที่บ้านไผ่ก็ชอบทำกับข้าวและขนมให้ทั้งสองคนกินทุกครั้ง
“ถ้าขออนุญาตแล้วก็ไปกันเลยวันนี้ใครอยากกินอะไรเลือกได้เลย พี่ให้สิทธิ์เลือกคนละสามอย่างไม่ต้องเป็นของกินก็ได้”ไผ่หัวเราะเบา ๆ แล้วเปิดประตูให้เด็กทั้งสี่คนขึ้นรถ
จากนั้นก็พากันตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองทันทีโดยมีเพชรและพลอยขับรถตามหลังมา
หลังจากที่พวกเขามาถึงไผ่และเมฆก็หลายเป็นผู้ติดตามของเด็กหญิงทั้งสามคนทันที ตอนแรกไผ่บอกให้เลือกได้คนละสามอย่างแต่พอครบทั้งสามอย่างฟ้าก็แสดงท่าทางออดอ้อนจนไผ่ยอม จะว่าก็ไม่ได้ใครใช้ให้พี่น้องสาวที่น่ารักขนาดนี้ล่ะ
เมื่อได้รับอนุญาตจากไผ่ทั้งสามคนต่างวิ่งไปตรงนั้นทีตรงนี้ทีไม่หยุด เจอร้านขนมก็กินก็ของสวยงามก็ซื้อ เจอโซนของเล่นก็เล่นไม่หยุด จนทำให้ไผ่กับเมฆได้แต่มองหน้ากันแล้วยิ่งอย่างจนใจ
หลังจากที่ทั้งสามคนเดินเที่ยวเล่นจนพอใจทั้งสามคนก็เดินกลับมานั่งกับไผ่ที่โต๊ะอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้วไผ่เองก็กลัวว่าพ่อแม่ของแคทและอลิสจะเป็นห่วง จึงพาทุกคนไปกินข้าวหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วไผ่ก็อาสาขับรถไปส่งทั้งสองคนที่บ้านด้วยตัวเอง
ด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อกลับถึงบ้านหลังจากส่งเพื่อนทั้งสองคนเสร็จแล้วฟ้าก็หลับไปอย่างรวดเร็ว ไผ่มองดูแล้วสายหัวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะห่มผ้าให้แล้วเดินออกจากห้องไป หลังจากที่ไผ่เดินออกไปบนใบหน้าของฟ้าก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ช่วงเวลาต่อมาไผ่ก็ยังคงใช้เวลาฝึกฝนในตอนกลางคืนและใช้เวลากับน้องของเขาในตอนกลางวันเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ในขณะที่ไผ่กำลังนั่งจิ๊บชาวิญญาณอยู่ที่ห้องนั่งเล่น น้ำก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
“เรียบร้อยแล้วค่ะนายน้อย นี้คือป้ายหยกที่ใช้สำหรับเข้าไปในดินแดนลึกลับเจ้าเมืองมอบให้มา อีกทั้งเจ้าเมืองไกรภพยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เล็กน้อยเกินไปไม่สามารถทดแทนบุญคุณได้ จึงถือว่าไม่นับ”น้ำยื่นป้ายหยกแผ่นหนึ่งให้ไผ่พร้อมกับเอยถึงสิ่งที่เจ้าเมืองพูด
“หึหึ ผู้เฒ่าเจ้าเลห์ เรื่องนี้ไม่ต้องสนใจเราได้ขอความช่วงเหลืออีกฝ่ายไปแล้วแม้อีกฝ่ายจะไม่นับก็ตามแต่เราจะต้องรักษาคำพูดของเราไว้เสมอ”ไผ่หัวเราะในลำคอแล้วพูดกับน้ำ
มีหรือที่เขาจะไม่รู้เจตนาของเจ้าเมืองที่ทำแบบนี้ สิ่งที่เจ้าเมืองไกรภพทำนั้นเพียงแค่ต้องการผูกมิตรกับน้ำก็เท่านั้น การที่เขายังติดค้างน้ำอยู่ก็สามารถเป็นข้ออ้างในการติดต่อน้ำได้อย่างสบายใจในอนาคตก็เท่านั้น
สำหรับคนที่มีทักษะการรักษาระดับสูงขนาดนี้มีใครบ้างที่ไม่อยากผูกมิตรด้วยและยิ่งสำคัญคือทุกคนต่างรู้ว่าน้ำไม่ได้มาจากขุมกำลังใหญ่ จึงเป็นเหตุให้พวกเขาอยากทำความรู้จักกับน้ำเพื่อหาโอกาสชวนน้ำเข้าร่วมขุมกำลังของตนเอง
น้ำเองก็พอจะรู้เจตนาของเจ้าเมืองไกรภพเช่นกัน จึงทำให้ตอนเจอกันน้ำไม่ได้พูดอะไรมากนัก น้ำที่อยู่กับไผ่มานานจึงพอจะรู้นิสัยของไผ่ว่าเป็นคนยังไงทำให้น้ำยืนยันที่จะใช้คำขอนั้น เพื่อไม่ให้มีอะไรติดค้างกันภายหลัง
ไผ่หยักหน้าด้วยความพอใจเมื่อรู้ว่าน้ำรับมือกับเรื่องนี้ยังไง
หลังจากที่น้ำกลับไปไผ่ก้มหน้ามองผ้ายหยกในมือก่อนจะยิ้มมุมปาก “เพราะความอ่อนแอทำให้ในชีวิตก่อนไม่เคยได้สัมผัสหรือได้รู้จักกับกลุ่มคนที่อยู่ในจุดสูงสุดของเผ่ามนุษย์ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้วฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าอัจฉริยะของตระกูลใหญ่ที่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนถึงได้กล้าใช้สายตาและท่าทางแบบนั้นมองฉันในชีวิตก่อน ฉันหวังว่าพวกแกจะไม่ทำให้ฉันคนนี้ผิดหวัง”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในชีวิตก่อนที่ตัวเองต้องเผชิญไผ่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างหมดหนทาง แต่เมื่อมองไปในทิศทางที่ห้องนอนของน้องทั้งสองคนนอนอยู่ไผ่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“ที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อสิ่งเหล่านี้”ไผ่พึมพำเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม.