บันทึกผู้พลิกสามภพ

    ตอนที่ 37: พันธมิตรเร้นลับแห่งอารามหิน และเงาเบื้องหลังที่ขยับตัว

       เงาหมอกสีเทาหม่นเหนือนครศิลาใบ้ลอยอ้อยอิ่งปานผ้าคลุมผืนยักษ์ที่คอยบดบังความจริงจากสายตาคนภายนอก บรรยากาศภายในซากเมืองร้างแห่งนี้มีชีวิตในแบบที่บิดเบี้ยว ทว่าเงียบงัน เสียงฝ่าเท้าของหลินเฟิงที่ก้าวลึกเข้ามาทีละก้าวเริ่มมีความกังวานแปลกประหลาด ราวกับปฐพีใต้ร่างกำลังสั่นสะเทือนตามการโคจรของผลึกแก้วเก้าสีในทะเลวิญญาณของเขา

    เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กคือซากอารามหินโบราณที่พังทลาย คราบตะไคร่น้ำและไออัปมงคลเกาะกุมตามเสาหินหนาทึบ ทว่าเนตรมรรคาไร้ลักษณ์ของเขากลับมองทะลุผ่านความโสมมเหล่านั้น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณสามสายที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งอย่างระมัดระวัง เป็นกลิ่นอายปราณที่บริสุทธิ์ ไร้ซึ่งกลิ่นอายคาวเลือดของพวกมารแดนเหนือ

    "ในเมื่อข้ามาถึงแล้ว... เหตุใดพวกท่านยังต้องซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกเล่า?" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงกังวานฝ่าความสลัวเข้าไปในโถงอาราม

    *ฟุ่บ... ฟุ่บ... ฟุ่บ...*

    สิ้นเสียงคำกล่าว เงาร่างสามสายพุ่งทะยานออกจากซากปฏิมากรรมหินที่พังทลาย ร่อนลงมายืนล้อมรอบหลินเฟิงในสามทิศทางอย่างรวดเร็วปานประกายไฟ ทว่าพวกมันไม่ได้ปลดปล่อยจิตสังหาร หากแต่ตั้งท่าระแวดระวังขั้นสูงสุด

    ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของหลินเฟิงคือบุรุษชราในชุดคลุมผ้ากระสอบสีเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับคมกล้าดั่งพญาเหยี่ยว กลิ่นอายปราณในร่างแผ่ขยายออกมาระดับครึ่งก้าวสู่สวรรค์ขั้นสูงสุด ส่วนอีกสองคนข้างกายเป็นชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดรัดกุมสีดำสนิท ที่ปักลวดลาย **"ดอกบัวเก้ากลีบสีเงิน"** ไว้ที่ปกเสื้อ

    เมื่อบุรุษชราเห็นหน้ากากเหล็กเรียบเฉยและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรรคาภพที่ลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้งจากตัวของหลินเฟิง ดวงตาของเขาก็สั่นสะท้านด้วยความปิติยินดี ทรุดเข่าลงกับพื้นศิลาทันที

    "ผู้อาวุโสแห่ง **'หน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับ'** นามว่ากู้ชาง... พร้อมด้วยศิษย์รับใช้ ขอเข้าพบคุณชายหลินเฟิง เจ้าแห่งมรรคาภพผู้พลิกสามภพ!"

    ชายหนุ่มและหญิงสาวด้านหลังเมื่อเห็นผู้เป็นอาจารย์คุกเข่า ต่างพากันตื่นตะลึง ทว่าก็รีบคุกเข่าลงตามทันทีอย่างนอบน้อม


    หลินเฟิงไม่ได้ประหลาดใจ แววตาสีทองภายหลังหน้ากากเหล็กยังคงนิ่งสนิท "หน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับ... ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในแคว้นต้าเซี่ย หรือแม้กระทั่งในบันทึกของตระกูลหลิน"

    กู้ชางเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "ย่อมเป็นเช่นนั้นครับคุณชาย เพราะหน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับของเราไม่ใช่กองกำลังของโลกโลกีย์ ทว่าพวกเราคือข้ารับใช้ที่สืบสายเลือดมาจาก 'เจ็ดขุนพลมรรคา' ของบรรพชนตระกูลหลินเมื่อสามหมื่นปีก่อน! ยามที่ตระกูลหลินล่มสลายในมหาศึกสามภพ บรรพชนของพวกเราได้แยกย้ายกันกบดานไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อรักษารากฐานและความหลากหลายของทรัพยากร รอคอยวันที่ผู้สืบทอดมรรคาภพที่แท้จริงจะตื่นรู้!"

    *‘เจ้าหนู... ที่มันพูดเป็นความจริง’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในใจของหลินเฟิงด้วยความประหลาดใจชั่ววูบ *‘ข้าจำกลิ่นอายเคล็ดวิชา "ดาราสลับลักษณ์" ของพวกมันได้ กองกำลังนี้ในอดีตเคยเป็นหน่วยล่าสังหารแถวหน้าของตระกูลหลิน ไม่นึกเลยว่าจะยังมีสายเลือดหลงเหลือรอดมาได้จนถึงยามนี้’*

    "แล้วเหตุใดพวกท่านถึงมาปรากฏตัวที่เขตแดนรกร้างอนธการแห่งนี้?" หลินเฟิงเอ่ยถามต่อ น้ำเสียงเริ่มอ่อนโยนลงเล็กน้อย

    กู้ชางรีบลุกขึ้น สั่งให้ศิษย์ทั้งสองไปคอยอารักขาด้านนอกอาราม ก่อนจะกล่าวตอบ "เรียนคุณชาย ยามที่ท่านกวาดล้างราชวงศ์มู่หรงเหนือนครหลวงตี้ตู ค่ายกลสัญญาณลับของพวกเราก็ตื่นรู้ทันที พวกเราทราบดีว่าจุดหมายต่อไปของท่านย่อมต้องเป็นแดนเหนือเพื่อถอนรากถอนโคนตำหนักสวรรค์มืด ทว่า... พลังของพวกมันในยามนี้ซับซ้อนและมีหลากหลายตระกูลมารหนุนหลัง ข้าจึงนำพาหน่วยย่อยที่หลบซ่อนอยู่ใกล้ที่สุด มารอรับคำสั่งและมอบสิ่งนี้ให้กับท่านครับ"

    กู้ชางยื่นมือขวาออกมา ปลดปล่อยปราณดาราสีเงินลอยวน คลี่เปิดออกเป็น **"ม้วนคัมภีร์หนังอสูรโบราณ"** ผืนหนึ่ง ส่งมอบให้แก่หลินเฟิง


    หลินเฟิงรับม้วนคัมภีร์มาเปิดออก เนตรมรรคาไร้ลักษณ์กวาดมองเพียงแวบเดียว แววตาสีทองก็ทอประกายวาบ ภายในคัมภีร์ไม่เพียงแต่มีแผนที่ทางภูมิศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของแดนเหนือที่ซ่อนเร้นจากสายตาชาวโลก ทว่ามันยังระบุตำแหน่งของ **"สระมรรคาชำระจิต"** ที่วิญญาณมรรคาภพเคยกล่าวถึงไว้อย่างแม่นยำ!

    "สระมรรคาชำระจิตยามนี้... ถูกควบคุมโดยตระกูลมารถิง ทว่าพวกมันยังไม่รู้วิธีเปิดใช้งาน ได้แต่ล้อมอาณาเขตไว้เพื่อดึงเอาไอปราณวิญญาณรอบนอกมาฝึกวิชามารดัดแปลงเท่านั้นครับ" กู้ชางรายงานเสริม

    *‘วิเศษนัก!’* วิญญาณมรรคาภพหัวเราะต่ำในใจ *‘พวกขยะตระกูลมารถิงนั่นมันตาบอดแท้ ๆ สระมรรคาชำระจิตมีกฎเกณฑ์ที่หลากหลายในการคัดกรองสายเลือด หากไม่ใช่อัจฉริยะมรรคาภพ ต่อให้เป็นจอมมารระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดก้าวเข้าไป ก็ต้องถูกน้ำพุเซียนหลอมละลายจนกลายเป็นก้อนหิน เจ้าหนู... นี่คือโอกาสของเจ้าแล้ว’*

    "นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากครับคุณชาย" สีหน้าของกู้ชางแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขั้นสูงสุด "การตายของอินเฉวียนทำให้ 'ตำหนักสวรรค์มืด' บ้าคลั่ง ยามนี้พวกมันได้ส่งคำสั่งไปยังสี่มหาตระกูลมารแดนเหนือ ให้ระดมพลและปลุกชีพ 'หุ่นรบอสูรโลกันตร์' สิบสองตน ซึ่งเป็นอาวุธสงครามโบราณที่มีพลังทำลายล้างขอบเขตสวรรค์ขั้นกลางตั้งแถวรอรับมือท่านที่ทางเข้าหุบเขามารล่องหนแล้ว!"

    หลินเฟิงม้วนคัมภีร์เก็บเข้าอกเสื้อช้า ๆ หน้ากากเหล็กสะท้อนแสงสว่างวาบ "หุ่นรบอสูรโลกันตร์งั้นรึ... ช่างมีความหลากหลายในกลยุทธ์ป้องกันตัวดีนัก ทว่าพวกมันคิดจริงๆ หรือว่า ของพรรค์นั้นจะสามารถหยุดยั้งฝ่าเท้าของข้าได้?"


    หลินเฟิงหันมาจับจ้องกู้ชาง แผ่กระแสปราณมรรคาภพสายหนึ่งเข้าไปขัดเกลาจุดชีพจรที่อุดตันของชายชราในพริบตา จนทำให้กู้ชางรู้สึกได้ถึงพลังตบะครึ่งก้าวสู่สวรรค์ที่ติดขัดมานานนับสิบปี เริ่มสั่นสะเทือนปานจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นได้ในไม่ช้า!

    "ผู้อาวุโสกู้... ข้าซาบซึ้งในความจงรักภักดีของพวกท่าน" หลินเฟิงกล่าว น้ำเสียงทรงพลังอำนาจ "ยามนี้ข้าต้องการให้หน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับทั้งหมดของพวกท่าน กระจายกำลังออกไปทำลายสายส่งกำลังเสบียงศิลาลมปราณ และทำลายค่ายกลลวงตาขนาดย่อยรอบนอกของมหาตระกูลมารทั้งสี่ เพื่อตัดขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนตัวข้า... จะมุ่งหน้าไปที่สระมรรคาชำระจิตเพียงลำพัง เพื่อทวงคืนรากฐานขั้นสูงสุดก่อน"

    "รับบัญชาครับคุณชาย! พวกเราจะสละชีวิตเพื่อทำตามแผนการนี้ให้สำเร็จ!" กู้ชางคุกเข่าคำนับด้วยความตื้นตันใจ พลังที่หลินเฟิงประทานให้เมื่อครู่ทำให้เขาเห็นแสงสว่างแห่งมรรคาที่แท้จริง


    ในขณะเดียวกัน ณ ชายขอบด้านตะวันออกของแดนรกร้างอนธการ ม่านหมอกสีเทาพลันถูกแหวกออกด้วยแสงสีทองบริสุทธิ์ของ **"สาส์นธรรมดารา"** จากอารามสวรรค์เสบียงฟ้า แสงสว่างนั้นลอยละล่องผ่านน่านฟ้า มุ่งตรงเข้าสู่วังวนแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หุบเขาผาชัน

    ภายในถ้ำหินประหลาดที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของสมุนไพรเซียนและโลงศพหยกโบราณ ชายหนุ่มรูปงามในชุดนักพรตสีคราม หน้าผากมีปานรูปพระจันทร์เสี้ยว ลืมตาขึ้นช้า ๆ ยื่นมือไปรับสาส์นธรรมดารานั้นมาเปิดอ่าน

    เขาคือ **"ฉินเทียนหมิง"** อัจฉริยะลึกลับผู้เป็นศิษย์ปิดประตูนอนของไต้ซือฟาไฮ่ แห่งอารามสวรรค์เสบียงฟ้า ทั่วทั้งใต้หล้าแทบไม่มีใครรู้จักตัวตนของเขา ทว่าตบะของเขากลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ขั้นกลางตั้งแต่อายุยังน้อย

    "อาจารย์ส่งสาส์นมาเตือน... ห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลหลินและแคว้นต้าเซี่ย" ฉินเทียนหมิงพึมพำเสียงแผ่ว พลางเผาสาส์นธรรมดาราให้กลายเป็นเถ้าถ่าน แววตาของเขาฉายประกายความสับสนและความสนใจลึกล้ำ "หลินเฟิง... เด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กผู้ใช้กฎแห่งอนัตตาสังหารอินเฉวียน ข้าอยากจะเห็นนักว่า มรรคาภพของเจ้า... กับมรรคาธรรมของข้า สิ่งใดจะแข็งแกร่งและเข้าถึงแก่นแท้ของจักรวาลได้ลึกซึ้งกว่ากัน!"

    สายลมหนาวจากทิศอุดรพัดกระโชกแรงขึ้นอีกครั้ง พาเอาความเหน็บหนาวและรังสีฆ่าฟันที่คุกรุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง กระดานหมากเบื้องหลังมีความหลากหลายและเริ่มขยับตัวเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และก้าวต่อไปของหลินเฟิงที่กำลังมุ่งหน้าสู่สระมรรคาชำระจิต... จะเป็นก้าวที่ปลุกเอาความทรงจำแสนปีให้ตื่นขึ้นจากการหลับ

    ใหลอย่างแท้จริง!



    คล้ายกับเรื่องบันทึกผู้พลิกสามภพ ที่คุณอ่าน