เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 50 เสียงเพียกจากธารา

    ขณะที่คมดาบค่อย ๆ หันเข้าใส่ชายชรานั้น ซีว่างถึงแม้จะความจำเสื่อมแต่ร่างกายของมันยังจดจำในสิ่งที่มันมีได้

     

    มันเร่งพุ่งกายออกไปตามสัญชาตญาณกางแขนกางขาทำตัวให้ใหญ่ที่สุดที่มันพอจะทำได้

     

    ดาบที่ถูกเหวี่ยงลงมาพลันกระทบเข้ากับร่างเนื้อที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ตัวดาบพลันบิดงอตามร่างกายของชายหนุ่มไม่อาจเฉือนร่างเนื้อของผู้ที่อยู่ตรงหน้าได้แม้แต่น้อย

     

    เจ้าพวกขี้เมาเห็นดังนั้น ต่างตื่นตะลึงสร่างเมาในทันทีดวงตาเบิกโพลงแสดงออกมาด้วยความตื่นตระหนกที่พวกมันประสบพบเจอ

     

    ‘ ยอดฝีมือ!!  '

     

    “ บังอาจนัก!! , พวกเจ้ากล้าลงไม้ลงมือ..ต่อท่านลุงของข้า!!”วาจาที่เปล่งออกมานั้น เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในกมลสันดานของชายหนุ่มขณะที่มันกล่าวออกมา มันยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคำที่มันกล่าวออกมามีความหมายว่าอย่างไร

     

    พวกขี้เมาทั้งสาม รีบเร่งทิ้งอาวุธของตนเอง ก่อนจะคุกเข้าหมอบคลานต่อบุรุษหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเอ่ยวาจาขอร้องออกมา

     

    “ ได้โปรดท่านผู้กล้า..ข้าไม่ทราบว่ามันคือสหายของท่าน , โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วย” พวกมันตื่นกลัวต่อชายหนุ่มยิ่งนัก ความมึนเมาเมื่อครู่กลับจางหายไปจนหมดสิ้น

     

    ซีว่างมิได้ขยับตัว มันเพียงแต่ส่งสายตาดุดันและแผ่จิตสังหารออกไปโดยไม่รู้ตัว

     

    เจ้าขี้เมาทั้งสามคนต่างก้มหน้า มิกล้าเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อยจิตสังหารที่ปล่อยออกมาของชายหนุ่ม ทำให้พวกมันทั้งสามคนต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

     

    เมื่อชายชราเห็นดังนั้น มันจึงรีบออกปากขอร้องต่อชายหนุ่ม เกรงว่าถ้าเรื่องบานปลายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

     

    “ หนุ่มน้อย..พอเถิด , ข้าไม่เป็นไร ”ชายชรากล่าวออกมาขณะที่ลุกขึ้นยื่นมองไปที่ชายหนุมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

     

    ก่อนที่ปีร์โล จะตวาดใส่เจ้าพวกขี้เมาทั้งสามออกไป “เร่งไสหัวไป..ก่อนที่น้องชายของข้า..จะลงมือต่อพวกเจ้า!! , แล้วอย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก

     

    ถึงปีร์โลจะกล่าวมาเช่นนั้น แต่ด้วยวาจาที่เปล่งออกมาไม่ได้ออกมาจากปากของซีว่าง พวกมันทั้งสามจึงมิกล้าขยับตัวได้แต่ก้มมอบอยู่อย่างนั้น

    ก่อนที่ชายชราจะอ้อนวอนต่อชายหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “สหายน้อย..เจ้าปล่อยพวกมันไปเถิด , อย่าได้จองเวรต่อพวกมันเลย ”

     

    ซีว่างพอได้ยินคำขอร้องของชายชรา จิตสังหารของมันจึงค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับอารมณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก่อนจะเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกไป “ไปให้พ้นหน้าข้า..ไป !! ”

     

    เมื่อได้ยินดังนั้น พวกมันต่างรีบลุกขึ้น รีบวิ่งจากไปโดยมิได้หันมามองสักนิดพวกมันเกรงว่าหากอยู่รั้งรอ ชายหนุ่มผู้นี้อาจจะเปลี่ยนใจขึ้นมาในภายหลัง

     

    “ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแรง..แต่ข้าไม่ทราบมาก่อนเลยว่าเจ้าจะเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ ! ! ”ปีร์โลกล่าวออกมาเสียงดัง น้ำเสียงของมันนั้นมีความสุขอย่างมาก

     

    ซีว่างเพียงนิ่งเงียบ มิได้ตอบอะไรกลับไปเพราะมันก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองเมื่อครู่ ตนเองทำอะไรลงไป

     

    “ ช่างเถิด..ช่างเถิด , นี่ก็ใกล้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว..เจ้าเข้าไปพักผ่อนก่อนเถิด, ข้าจะหาอะไรให้เจ้าทาน ” ชายชรามองตรงมาที่ซีว่างถึงแม้ตัวมันจะมีความกังขาและกังวลต่อตัวชายหนุ่มอยู่บ้างแต่ในเมื่อมันยื่นมือช่วยเหลือตนเอง ชายชราจึงมิได้ระแวงสงสัยอะไรมากนัก

     

    ก่อนที่ชายชราจะมองมาที่ ปีร์โลก่อนเอ่ยปากสั่งต่อบุตรของตนเอง “เจ้ามาช่วยข้าทำอาหาร , ข้ารู้ว่างานทั้งหมดวันนี้..เจ้าใช้แต่มันเพียงผู้เดียว, ฉะนั้นเลิกขี้เกียจแล้วตามข้ามา ”ชายชรากล่าวออกมาด้วยเสียงที่กดดันเล็กน้อยก่อนจะเดินหลังค่อมนำไปทางด้านขวาของตัวบ้าน

     

    “ เจ้าเข้าไปพักผ่อนเถิด..เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ”ปีร์โลยิ้มให้ซีว่าง ก่อนจะกำมือชกไปที่อกของชายหนุ่ม ก่อนจะกล่าวว่า “ โชคดีจริงๆ ที่เจ้าฟื้นขึ้นมาในวันนี้ ” พอกล่าวจบมันจึงรีบเดินตามชายชราไปในทันที

     

    ซีว่างยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น พร้อมเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม‘ ข้าเป็นใคร... ’ มันยืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปเท่าใดตลอดเวลาที่เลยผ่าน มันพลันพยายามคิดสิ่งต่าง ๆ พยายามนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆแต่ก็มิได้นำพา

     

    ‘ นายของข้า... ’ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาภายในหัวของซีว่าง  

     

    “ อ๊ากกกก..หัวข้า..หัวข้า ”เมื่อเสียงนั้นดังเข้ามาในหัวของชายหนุ่มดั่งกับมีคนเอาหินก้อนใหญ่ทุบเข้าไปในหัวของมัน 

     

    ซีว่างทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับเอามือกุมหัวร่างกายบิดงอพร้อมกับดิ้นทุรนทุราย “ ออกไป..ออกไปจากหัวข้า... ”เสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงดังลั่นเสียจนผู้ที่ทำอาหารทั้งสองคนต่างรีบวิ่งออกมาดู จนมิมีเวลาดับไฟ หรือยกอาหารออกจากไฟที่กำลังลุกไหม้

     

    “ พามันเข้าไปข้างใน! !” เสียงชายชราร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก

    ด้านปีร์โลรีบวิ่งเข้าไปเอามือช้อนเข้าไปใต้รักแร้ของชายหนุ่มทั้งสองข้าง มันมิสามารถอุ้มอย่างถนัดมือได้เพราะตอนนี้ชายหนุ่มดิ้นออกมาอย่างรุนแรง และแรงของชายหนุ่มนั้นมีมากมายเสียด้วย

    แต่พวกมันก็สามารถลากชายหนุ่มกลับมาข้างในตัวบ้านก่อนจะวางลงไว้บนเตียงอย่างทุลักทุเล

     

    “ หัวข้า!! หัวข้า!! เอามันออกไป!! ”เสียงที่ร่ำร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแทบจะขาดใจ

     

    สองพ่อลูกก็ได้แต่จ้องมองอาการของชายหนุ่มอย่างสงสารแต่พวกมันก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยอะไรชายหนุ่มได้ ได้แต่มองด้วยสายตาที่สิ้นหวัง

     

    “ ทำอย่างไรดีท่านพ่อ..เพราะอะไรมันถึงเป็นเช่นนี้.. ”ปีร์โลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน

     

    “ ข้าก็ไม่ทราบ.. , ข้าอยู่ดูโลกหลายสิบปี.. , ข้าก็พึ่งเคยเห็น..คนที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดถึงเพียงนี้” ชายชรากล่าวออกมาอย่างจนปัญญา

     

    เมื่อเวลาผ่านไปเสียงชายหนุ่มค่อย ๆ เบาลงและเงียบไปในที่สุดแต่ถึงเสียงจะเงียบไป แต่ร่างกายของมันกลับไม่นิ่งตามไปด้วยมันยังดิ้นไปดิ้นมาอย่างอ่อนแรง

    .

    .

    .

    ‘ นายของข้า..ฟื้นเถิด ’เสียงบางสิ่งบางอย่างปลุกชายหนุ่มให้ฟื้นขึ้นจากการหลับใหล

     

    ชายหนุ่มรีบดีดตัวขึ้นมา ก่อนจะพบกับความมืดจากภายในบ้านหลังซอมซ่อเนื่องจากเวลานี้มืดมากแล้วทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้านมืดจนแทบจะไม่เห็นสิ่งอื่นใดมีเพียงแสงจากแสงจันทร์ที่รอดผ่านหน้าต่างเท่านั้น ที่ทำให้พอเห็นของต่าง ๆอย่างเลือนราง

     

    ที่ข้างกายมันมีบุรุษวัยกลางคนนอนอยู่ในสภาพนั่งหลังพิงเก้าอี้ข้างกายมันมีถังน้ำกับผ้าที่เปียกหมาด ๆ วางอยู่

     

    แต่ชายหนุ่มก็มิทราบว่าพวกมันเอาของแบบนั้นมาวางไว้ทำไมให้เกะกะทางเดินก่อนที่มันจะพยายามยกถังใบนั้นออกไปอย่างแผ่วเบาแต่ด้วยความมืดที่ทำให้เห็นพื้นแถวนั้นอย่างเลือนราง จึงทำให้มันวางถังน้ำใบนั้นทับไปที่ฝ่าเท้าของชายฉกรรจ์ผู้นั้น จนถังใบนั้นล้มลงน้ำข้างในไหลออกใส่เท้าของมันจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา

     

    “ ฝนตก!! ท่านพ่อฝนตก !! ”เมื่อรู้สึกถึงความชื้นแฉะที่แทรกซึมเข้ามายังปลายเท้า มันรีบตะโกนร้องลั่นจนปลุกบิดาของมันที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียง ผวาตื่นขึ้นมา

     

    “ อะไรอะไรอะไร !! ” ชายชราสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่มึนงงแต่มันก็ไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่น้อยด้วยความแก่ชราของตัวมันเองและความมืดมิดภายในบ้าน

     

    มันจึงรีบจุดตะเกียงที่วางอยู่ตรงหัวนอนของตนเองก่อนที่แสงดวงไฟจะเผยความกระจ่างภายในบ้านต่อสายตาพวกมัน

     

    “ เจ้าฟื้นแล้ว.. , ข้าเป็นหัวเจ้าแทบแย่ ”ชายชรายิ้มออกมาขณะที่มองไปที่ชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปกล่าวถามต่อบุตรชายของมัน“แล้วเจ้าโวยวายอะไรของเจ้า , ข้ากำลังฝันดีอยู่..พลันทำให้สหายน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วย..เจ้าเห็นไหม!!” 

     

    ปีร์โลถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่แสดงสีหน้าเอ๋อเหรอออกมาก่อนที่จะมองไปที่พื้นที่เปียกโชก “ โวะ..ข้าก็นึกว่าฝนตก , ที่แท้ถังน้ำหกใส่ขาข้า”

     

    ซีว่างได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรออกมามองไปที่บุรุษตรงหน้าที่กำลังใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดน้ำที่หกอยู่

     

    “ เป็นอย่างไร..เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่ ? ” ชายชรากล่าวถามต่อชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

     

    ซีว่างเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวถามออกไป “ เกิดอะไรขึ้น? , ข้าจำได้เพียงว่ามีเสียงบางอย่างเพียกหาข้า”

     

    “ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร..เห็นแต่เจ้าร้องโอดโอย..ปวดหัว..ปวดหัว , ข้าต้องคอยเฝ้าเจ้าทั้งคืน..หลังข้าระบมไปหมดแล้วเจ้ารู้ไหม!!” ปีร์โลบ่นออกมาทันที ก่อนจะลุกขึ้นมาดัดหลังของตนเองจนมีเสียงดังกอบดังแกบออกมา

     

    “ ช่างเถิด..ช่างเถิด , เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ” ชายชรากล่าวออกมาก่อนที่จะมองไปนอกหน้าต่าง

     

    “ พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นแล้ว.. ” ชายชรากล่าวค้างไว้ก่อนที่จะมองไปที่บุตรชายของมัน “ เจ้าเลิกบ่นพึมพำ..แล้วไปรดน้ำพืชผักได้แล้ว , ส่วนเจ้าสหายน้อย, เจ้าพักผ่อนต่อเถิด.. , ถึงเวลาอาหารเช้า..ข้าจะเรียกเจ้าอีกที” ชายชรากล่าวออกมาอย่างห่วงใย ก่อนจะลุกแล้วเดินหลังค่อมไปที่โต๊ะตรงข้างประตู

    “ ถุงนี่ของเจ้า , มันติดตัวเจ้ามาด้วยแต่ข้าไม่กล้าเปิดดู , ของข้างในอาจทำให้เจ้านึกอะไรได้บ้าง ” ก่อนที่ชายชราจะยื่นให้ต่อซีว่าง “เชิญเจ้าดูได้ตามสบาย..ข้าออกไปทำงานของข้าก่อน ”แล้วชายชราก็เดินหลังค่อมจากไปพร้อมกับบุตรชายของมัน

     

    ซีว่าถือถุงในมือก่อนจะพลิกไปพลิกมามันเปิดปากถุงล้วงมือเข้าไปข้างใน ก่อนจะหยิบของออกมาดูทีละชิ้น

     

    ของแต่ละชิ้นมันทำให้รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแต่มิได้ทำให้มันนึกอะไรออกเลยแม้แต่น้อย

     

    ก่อนที่มันจะหยิบดาบเล่มหนึ่งออกมา มันเป็นดาบที่มีสีม่วงตัวดาบแหว่งเว้าอย่างกับดาบพิการซีว่างพลิกไปพลิกมาตรวจสอบดาบเล่มนี้อย่างถี่ถ้วนก่อนที่ตัวดาบจะเปล่งแสงสีม่วงออกมา พร้อมกับมีเสียงดังเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม

     

    ‘ นายของข้า !! ’

     

    ซีว่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะปล่อยดาบตกลงบนเตียง

     

    เมื่อชายหนุ่มปล่อยมือออกจากดาบ แสงของดาบเล่มนั้นก็พร่าเลือนจางหายไปในทันที

     

    ชายหนุ่มรู้สึกมึนงงสงสัยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะใช้นิ้วของตนเองเขี่ย ๆดาบเล่มนั้นดั่งกับมันเป็นของที่สกปรกโสโครกอย่างหนึ่ง

     

    ก่อนจะปรากฏแสงสีม่วงอ่อน ๆ ออกจากตัวดาบอย่างริบหรี่พร้อมกับข้อความที่ไม่ชัดเจนเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม ‘..ดิ......นส..ย..าร..ตา....า..า ’

     

    ชายหนุ่มรีบชักมือออกจากตัวดาบดั่งกับของที่มันเขี่ยอยู่มีกระแสอัสนีอยู่ในนั้น

     

    มันจ้องเขม็งไปที่ตัวดาบ คิดพินิจไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึก ๆ ยื่นมือเข้าไปจับที่ตัวดาบเต็มไม้เต็มมือ

     

    ‘ เดินสวนสายธาราตามหาข้า !! ’ข้อความเต็มประโยคผุดเข้ามาในหัวของชายหนุ่มแต่ครานี้ซีว่างมิได้ปล่อยมือออกจากดาบ

     

    มันทำสติของตนเองให้มั่นคงพยายามรอฟังว่าเสียงลึกลับจะกล่าวอะไรเพิ่มเติมหรือไม่..แต่ก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติมอีกเลย

     

    ‘ เดินสวนกระแสธารา? , ตามหาเจ้า..เจ้านี่หมายถึงใคร? ’ หลังจากหลับใหลมาเนิ่นนาน พอฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้แถมตอนนี้ยังมีเสียงแปลกประหลาดบอกให้ตามหามันอีก

     

    วันนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสับสนและมึนงงเป็นอย่างยิ่ง

     

    ‘ หากตามหาเจ้าแล้วทำให้ข้าได้คำตอบ..คงต้องลองเสี่ยงดู.. ’ก่อนที่มันจะเก็บของทุกสิ่งอย่าง เข้าไปในถุงมิติเช่นเดิม ก่อนจะลุกออกจากเตียงเดินตรงไปที่ประตู หางตาของมันพลันเห็นกระบี่ดำเล่มหนึ่งมันจึงคว้ากระบี่เล่มนั้นใส่ลงไปในถุงมิติ

     

    มันจำได้ว่ากระบี่เล่มนี้เป็นของมัน จากคำบอกเล่าของปีร์โลก่อนที่มันจะเปิดประตู ก็มีคนเดินสวนมันเข้ามาเสียก่อน

     

    อันเดรอาชายชราผู้อ่อนโยน เดินสวนเข้ามาพอดีก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย “ เจ้าจะไปไหนรึ ? ”

     

    ในมือของชายชรานั้น ถือถ้วยชามอาหารเดินเข้ามาพอดีหวังที่จะนำอาหารมาให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสารทานก่อน จะได้พักผ่อน

     

    “ ข้าต้องไปที่หนึ่ง.. ”ชายหนุ่มกล่าวออกไปพร้อมกับเดินสวนชายชราออกไปที่หน้าประตูก่อนจะหันกลับมากล่าวกับชายชรา “ เหมือนมีบางอย่างที่ข้าต้องทำ ”ก่อนที่มันจะหันหลังแล้วเดินต่อไป

     

    ชายชราเร่งวางของที่มันถือมาลงบนพื้น ก่อนจะยื่นมือที่เหี่ยวแห้งคว้าไปที่ไหลชายหนุ่ม

     

    “ ตะ ตอนนี้เลยรึ ? ” ชายชรากล่าวออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ

     

    “ ตอนนี้ ” ซีว่างกล่าวออกมาก่อนจะหลบสายตาของชายชราที่มองมาที่ตนเอง มันรู้สึกดีกับที่นี่อย่างมากแต่มันก็ยังอย่างที่จะรู้ว่าตนเองเป็นใคร มันจึงต้องทำแบบนี้

     

    ชายชราพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจก่อนจะปล่อยมือของตนเองออกจากหลังของชายหนุ่มกล่าววาจาออกมาด้วยเสียงที่เศร้าสร้อยเล็กน้อย “หากไปแล้วไม่พบอะไร..เจ้ากลับมาได้ทุกเมื่อ , ที่นี่ต้อนรับเจ้าเสมอ ”

     

    ซีว่างถึงกับก้าวขาไม่ออก ก่อนจะหันไปมองชายชราที่อยู่ด้านหลังมองออกไปด้วยสายตาที่ตื้นตัน “ ข้าจะไม่ลืมความหวังดีของท่านเลย.. ”ก่อนที่มันจะเร่งเดินออกไป เพราะกลัวว่าหากรั้งอยู่ต่อเพียงครู่หนึ่งมันอาจจะไม่อยากจากชายชราผู้นี้ไปเป็นแน่แท้

     

    พอคิดได้ดังนั้น มันพลันเร่งฝีเท้าของตนเอง วิ่งไปตามแนวลำธารไม่เหลียวหลังกลับมองไปเลยสักนิด ‘ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณพวกท่านเลย ’

    .

    .

    .

    หลังจากออกวิ่งตามแนวน้ำไหลได้ราว 1 ชั่วยามมันก็ต้องหยุดลงพร้อมกับมองไปข้างหน้าด้วยความหนักใจ

     

    เหตุที่มันหยุด เพราะทางข้างหน้าของมันนั้นเป็นทางแยกสามทางแล้วทุกทางต่างเป็นทางที่น้ำไหลลงมาทั้งหมด

     

    ‘ ข้าต้องไปทางไหน ? ’ ตอนนี้ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าทางข้างหน้าของมันดั่งกับทางตัน มันไม่รู้ที่จะเริ่มเดินทางไปตรงไหนก่อน ซ้าย ขวา หรือตรงกลาง

     

    ชายหนุ่มกังวลว่าถ้าเดินผิด มันอาจจะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวได้อีกเลย

     

    ก่อนที่มันจะล้วงมือเข้าไปในถุงมิติของตนเอง หยิบดาบสีม่วงออกมาเพื่อหวังว่าเสียงลึกลับนั้น จะบอกใบ้อะไรบางอย่างต่อตัวมันได้

     

    แต่มันก็ต้องผิดหวัง ตัวดาบไม่มีปฏิกิริยาแสดงอะไรออกมาเลยก่อนที่มันจะเปิดถุงมิติออก เพื่อหวังจะเก็บดาบเข้าไปข้างใน

     

    ฟุ๊บ !!

     

    มีอะไรบางอย่างวิ่งตัดหน้าของชายหนุ่มไป พร้อมกับดาบในมือของมันที่หลุดออกจากมือของตนเอง

     

    “ ดาบข้า!! ” ซีว่างร้องออกมาก่อนจะมองไปตามทาง ที่สิ่งนั้นวิ่งผ่าน

     

    ---------------------------------------

     

    เนื้อเรื่องอาจดูอืดหน่อยเน้อ..ผมต้องการปูปมให้ซีว่างผูกพันกับครอบครัวนี้, แต่เอ๊ะ..ปูไว้ทำไมหว่า:)

    ปล.วันนี้ปล่อยก่อนเวลาเน้อ..กลัวลืมกดปล่อยตอน

    คล้ายกับเรื่องเงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight ) ที่คุณอ่าน