อสูรสยบสวรรค์ 2

    อสูรสยบสวรรค์ 2 ตอนที่ 50 : แก่นธาตุแสง

    " ไอ้หนู เจ้าสร้างโลกเมฆาเช่นกันรึ " หมาป่าเอ่ยถามเมื่อมันพบเห็นสภาพเมืองเมฆา


    " ใช่ ที่นี่น่าสงสารนัก " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " ไปกันเถอะ " นนท์เรียกเรือเหาะออกมา แล้วทะยานร่างไปยังเรือเหาะ 


    " ไป " นนท์บังคับเรือเหาะลอยเข้าอุโมงค์มิติอย่างเชื่องช้า


    " ไอ้หนู นานเพียงใด " หมาป่าเอ่ยถาม


    " ราวหนึ่งแดือน " เหล่าสหายต่างแยกย้ายเข้าห้องของตน


    " สามี ท่านมองมองอันใด " หลางจี้เสวี่ยเอ่ยถาม


    " ข้ากำลังมองสตรีที่งดงามที่สุดในจักรวาลน้อยใหญ่ " นนท์ยกยิ้ม


    " ท่านรู้รึไม่ ท่านทิ้งให้น้องหญิงฉีเอ๋อร์ นอนร้องไห้เพราะความคิดถึงท่านทุกคืน " หลางจี้เสวี่ยเอ่ย


    " จริงรึ " เหล่าภรรยาต่างพยักหน้า


    " ฉีเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้เพราะคิดถึงสามีเล่า " นนท์สวมกอดฉางกุ้ยฉีจากด้านหลัง


    " ท่านพี่ ฉีเอ๋อร์เป็นน้องเล็ก ฉีเอ๋อร์อยู่กับท่านได้มินานก็ต้องพลัดพรากจากกัน ฉีเอ๋อร์จึงคิดถึงท่านมากยิ่งนัก " นนท์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น


    " แต่ฉีเอ๋อร์มิโทษท่านดอก ที่ทิ้งฉีเอ๋อร์ไป " ฉางกุ้ยฉีผินกายกลับ ใช้สองมือโอบรอบคอของนนท์ไว้ 


    " ฉีเอ๋อร์รู้ว่าท่านมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ และฉีเอ๋อร์ภูมิใจในตัวท่านมาก " ฉางกุ้ยฉีเขย่งปลายเท้าจุมพิตที่ปากหนาของสามีสุดที่รัก


    " ท่านพี่ มังกรน้อยตื่นแล้ว " นนท์ยกยิ้ม 


    นนท์วาดมือกางค่ายกลปิดกั้นภาพและเสียงไว้ แล้วจัดการกับเหล่าภรรยาอย่างเร่าร้อนและหนักหน่วง ทำเอาเหล่าภรรยาถึงกับสำลักความสุขที่สามีมอบให้


    " หลับกันหมดแล้ว " นนท์วาดมือนำเหล่าภรรยาเข้าไปในแหวนห้วงมิติ


    " ศัตรูแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ " นนท์พึมพำ


    ตาคมจับจ้องยังห้วงมิจิอันเวิ้งว้าง ในใจพลางครุ่นคิดอย่างหนัก หากทิ้งทุกสิ่งจะเป็นเช่นไร แต่หากทิ้งไปผู้คนมากมายต้องตกตายเพราะมารร้าย นนท์ได้แต่ถอนหายใจหนัก


    " ไอ้หนู " หมาป่าเดินออกมา


    " เจ้าฝึกพอแล้วรึ " นนท์เอ่ยถาม


    " เจ้ายังจดจำเรื่องราวของข้าได้รึไม่ " นนท์พยักหน้า


    " ผู้ที่ทำลายโลกของข้านั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนัก เวลานั้นเป็นขุนพลของทัพอสูรสวรรค์ อยู่ที่โลกอสูรสวรรค์ จักรวาลอสูรสวรรค์ ส่วนโลกของข้าชื่อว่าโลกหมาป่าสวรรค์ ซึ่งก็อยู่ในจักรวาลเดียวกัน " นนท์มองยังหมาป่า


    " เวลานั้นจอมทัพผู้นั้นได้ยกกำลังบุกมายังโลกของข้า จัดการสังหารเหล่าผู้อาวุโสที่ขั้นฝึกสูง หลังจากที่จ้ดการโลกของข้าเสร็จก็ไปยังโลกอื่น เมื่อจัดการกับเหล่าผู้อาวุโสมากมายจากทุกโลกในจักรวาลอสูรสวรรค์เสร็จสิ้น " นนท์พยักหน้าช้าๆ


    " มันจึงตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ์ ปกครองทั้งจักรวาลอสูรสวรรค์ " หมาป่าถอนหายใจอย่างหนัก


    " เวลานั้นขั้นฝึกของมันอยู่ที่ใด " นนท์เอ่ยถาม


    " เวลานั้นมันหยั่งรู้ได้ยี่สิบอักขระ " นนท์พยักหน้า


    " นี่ก็ผ่านมาหลายล้านปีแล้ว ขั้นฝึกของมันคงสูงลิ่ว " หมาป่าพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง


    " เจ้าอย่าได้กังวลไป เวลานี้เจ้าก็สิบหกอักขระแล้ว ให้พวกเราหยั่งรู้ได้สักสามสิบอักขระค่อยไปดู " หมาป่าพยักหน้า


    " เจ้าไปพักเถิดข้าจะเฝ้าให้ " นนท์พยักหน้า


    นนท์เข้าไปยังห้องของตน แล้วหายเข้าไปในแหวนห้วงมิติ นนท์กวาดตามองยังเหล่าภรรยาที่เร่งผสานหยินหยาง พลางพยักหน้า


    " เราก็ฝึกบ้าง " นนท์ทะยานร่างไปยังเขาฝึกกาย ต่อด้วยด่านวิญญาณอสูร เมื่ออกจากด่านวิญญาณอสูรจึงมาแช่ตัวเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และทำการหยั่งรู้อักขระเทพ หลังจากทำการหยั่งรู้อักขระได้ชั่วเวลาหนึ่ง จึงกระโจนเข้าสยบเหล่าภรรยา แล้วก็วนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยเนิ่นนานราวสองพันสามร้อยปีในแหวนห้วงมิติ 


    " พี่เขย จวนถึงแล้ว " เสียงของน้องสิบลอยเข้ามา 


    " ไปกันเถอะ " นนท์พาเหล่าภรรยาออกจาแหวนห้วงมิติ


    " ครืน " เรือเหาะเคลื่อนผ่านปลายอุโมงค์มิติอย่างเชื่องช้า


    " จักรวาลปรานแสงแห่งนี้ ช่างสว่างไสวยิ่งนัก ทั้งปรานสุริยะยังแผ่ปกคลุมทั่วห้วงจักรวาล " หยางฟงเอ่ยขึ้น 


    " ภารกิจที่ข้าได้รับน่ากลัวยิ่งนัก ราชันย์อมนุษย์ยี่สิบหกอักขระกำลังเคลื่อนทัพมาที่นี่ " เหล่าสหายต่างถอนหายใจอย่างหนัก


    " ไอ้หนู ภารกิจของเจ้าเริ่มยากมากขึ้น " นนท์พยักหน้า


    " อมนุษย์มันมายังโลกปรานแสงเพื่อสิ่งใด " เอี้ยชิงเอ่ยถาม


    " พระผู้สร้างบอกว่า พวกมันต้องการยึดโลกปรานแสง เพราะโลกปรานแสงส่งผลต่อการฝึกของพวกมันมากที่สุด " เหล่าสหายพยักหน้า


    " ทัพของพวกมันมีมากมายเพียงใด " นนท์ส่ายหน้า


    " พระผู้สร้างมิได้บอก " นนท์ถอนใจหนัก


    " ผู้มาเยือนเป็นผู้ใด แล้วมาทยังโลกปรานแสงเพื่อสิ่งใด " นนท์กวาดตามองเลหล่าทหารยามที่อยู่ในชุดพร้อมออกศึก 


    " นายกอง ข้าโจวนนท์ " เหล่าสหายเริ่มแนะนำตน


    " ข้ามาเพื่อช่วยเหลือ " นายกองพยักหน้า


    " เชิญ " นนท์พยักหน้าแล้วเดินเข้าเมือง


    " ที่นี่ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก แสงสุริยะดูร้อนแรงแต่กลับอบอุ่น " ฟั่นตี้ปิงเอ่ยขึ้น


    " สบายยิ่งนัก " นนท์พยักหน้า


    กลุ่มของนนท์เดินเข้าเมืองกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนมากมาย 


    " พวกเจ้าดูคนกลุ่มนั้นสิ ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ขั้นต่ำสุดยังเป็นถึงราชันย์สูงสุดขั้นแปด "


    " ใช่ แข็งแกร่งจริงๆ "


    " เจ้าดูสาวงามเหล่านั้นสิ แต่ละนางนั้นช่างสวยหยาดฟ้ามาดิน "


    " เจ้าดูให้ดี สตรีในกลุ่นนั้นทุกคนมีสามีหมดแล้ว "


    " หาข้อมูลกัน " นนท์เดินไปยังร้านสุราริมแม่น้ำ 


    " ปรานสุริยะบริสุทธิ์ยิ่งนัก " นนท์พึมพำ 


    " เสี่ยวเอ้อจัดสุราอาหารให้พวกเรา " เสี่ยวเอ้อเร่งไปในทันที


    " นายท่าน นี่คือสุราและอาหารขึ้นชื่อของโลกปรานแสงขอรับ " นนท์พยักหน้า แล้วโยนค่าอาหารให้


    " เสี่ยวเอ้อ ยอดยุทธของโลกปรานแสงขั้นสูงสุดอยู่ที่ขั้นใด " นนท์โยนผลึกปรานสรรพสิ่งให้


    " ขอบคุณนายท่าน ยอดยุทธขั้นสูงสุดนั้น เป็นผู้พิทักษ์ของโลกปรานแสงหยั่งรู้อักขระได้ยี่สิบสี่ตัว " นนท์พยักหน้า


    " แต่น่าเสียดายที่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลและสำนักต่างๆนั้น หยั่งรู้อักขระเทพได้น้อยตัวนัก เพียงสิบอักขระ " นนท์ถึงกับหัวคิ้วชนกัน


    " เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น " นนท์เอ่ยถาม


    " นายท่าน เพราะล้านปีที่แล้ว เหล่าอมนุษย์ได้บุกมายังที่นี่และเหล่าผู้อาวุโสเวลานั้นได้เอาชีวิตเข้าแลก แต่น่าเสียดายแม้นจะปกป้องโลกปรานแสงไว้ได้ ก็ต้องสังเวยเหล่าผู้อาวุโสและยอดยุทธขั้นฝึกสูง " 


    " ในเวลานั้นผู้พิทักษ์ที่เป็นยอดยุทธขั้นฝึกสูงรอดชีวิตมาได้ และเป็นยอดยุทธขั้นฝึกสูงผู้เดียวในโลกปรานแสง ผู้พิทักษ์จึงเร่งฝึกตนอย่างหนัก เพื่อที่ว่าจะได้ปกป้องโลกปรานแสงอีกครา "


    " นี่จึงเป็นเหตุให้ขั้นฝึกห่างกันมาก " นนท์พึมพำ


    " แต่ที่น่าแปลกใจ อมนุษย์เหล่านี้จะบุกมายังที่นี่ทุกล้านปี " นนท์เอียงหน้ามองยังเสี่ยวเอ้อ


    " เจ้ารู้รึไม่ว่าเพราะเหตุใด " เสี่ยวเอ้อส่ายหน้า


    " นายท่านข้าก็มิอาจรู้ได้ " นนท์พยักหน้า


    " ข้าคาดว่าน่าจะเป็นที่พวกมันก็สูญเสียอย่างหนัก จึงใช้เวลาเพื่อสร้างกำลังขึ้นมาใหม่ " เซียงเหรินฮุยเอ่ยขึ้น


    " พี่ฮุย อาจเป็นได้ " 


    " บางที อาจมีสมบัติสวรรค์ที่ต้องใช้เวลาล้านปีในการสะสมพลัง " กู้อินชางเอ่ยขึ้น


    " นั่นก็เป็นได้ " นนท์พยักหน้า


    " หากข้าจะขอพูดคุยกับผู้พิทักษ์ต้องทำเช่นไร " นนท์เอ่ยถามยังเสี่ยวเอ้อ


    " นายท่าน เวลานี้นั้นผู้พิทักษ์ปิดตน มิมีผู้ใดเข้าพบได้ " นนท์พยักหน้า 


    นนท์เรียกแผ่นหยกออกมาแล้วส่งจิตลงไปในแผ่นหยก 


    " ข้าอยากให้เจ้าส่งกล่องหยกใบนี้และแผ่นหยกให้กับผู้พิทักษ์ " นนท์โยนกล่องหยกให้เสี่ยวเอ้อพร้อมผลึกปรานสรรพสิ่ง 


    " นั่นคือค่าจ้าง ให้เจ้าเร่งไป เวลามิคอยท่า " เสี่ยวเอ้อพยักหน้าแล้วเร่งจากไป


    " ไอ้หนู ทำเช่นไรดี " หมาป่าเอ่ยถาม


    " พวกเรามิรู้ข้อมูลทั้งของที่นี่ และอมนุษย์เหล่านั้น " นนท์ถอนหายใจอย่างหนัก 


    " ข้าว่าจะออกสำรวจทั่วโลกปรานแสงสักหน่อย " ไวเท่าความคิด นนท์ทะยานร่างออกจากร้านสุราทันใด


    " ไปยังป่านั่น " นนท์เร่งไปยังป่าใหญ่ที่อยู่ตีนเขา


    " หมาป่า รวยแล้ว " นนท์พาทุกคนแทรกตัวลงผืนดิน แล้วเร่งไปยังจุดหมาย 


    " ไอ้หนู นี่คือสิ่งใด " หมาป่าตาโต เดินอ้อมแก่นสีทองขนาดราวห้าจั้ง ซึ่งแก่นสีทองเปล่งแสงสุริยะออกมาจางๆ 


    " ยอดเยี่ยมยิ่งนัก " นนท์จับจ้องยังแก่นสีทองมิวางตา 


    " พวกเจ้าสัมผัสแสงสีทองสิ มีทั้งพลังสวรรค์ ความลึกล้ำของสุริยะ ปรานสุริยะบริสุทธิ์ " นนท์ยกยิ้มให้เหล่าสหาย


    " คลับคล้ายว่าจะมีรูปรอยของอักขระเทพปะปนอยู่ในแสงสีทองนี่ " จงซานเอ่ยขึ้น


    " มันคือแก่นธาตุแสง ข้ากำลังต้องการอยู่พอดี " นนท์เอ่ยขึ้น


    " เจ้าจะเอาไปทำอันใด " นนท์ยกยิ้ม


    " ยกระดับเรือเหาะให้เร็วขึ้น " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " เจ้าจะใช้แก่นธาตุแสงยกระดับเรือเหาะรึ มันมิสื้นเปลืองไปรึ " หมาป่าเอ่ยขึ้น


    " มิสิ้นเปลืองดอก ข้าจะใช้มันเพื่อยกระดับเรือเหาะให้พวกเจ้าทุกคน " หมาป่าฉีกยิ้มในทันใด 


    " หากเป็นเช่นนั้นก็เร่งมือเถิด " นนท์พยักหน้า วาดมือกางค่ายกลเร่งเวลา แล้วเริ่มทำการหลอมแก่นธาตุแสงเพื่อยกระดับเรือเหาะขึ้นเป็นขึ้นสวรรค์ 


    " เสร็จแล้ว เรือเหาะขั้นสวรรค์ของพวกเจ้า " นนท์วาดมือส่งเรือเหาะลอยไปยังเหล่าสหายและภรรยา


    " แร่ทองอนันตกาลของข้าใกล้จะหมดแล้ว เสร็จศึกนี้ข้าต้องไปยังโลกไท่ " เหล่าสหายพลันฉีกยิ้ม 


    " แก่นธาตุแสงนี้ใช้ไปเพียงหนึ่งส่วนจากล้านส่วน ยังเหลืออีกตั้งมาก จะทำเช่นไรดี " อวี่ตงซินเอ่ยขึ้น


    " เร่งหลอมแก่นธาตุแสงเถิด " นนท์บอกกับเหล่าสหาย


    " มีแต่เจ้าที่ยังต้องทะลวงขั้นพลังย่อยจึงจะใช้ได้ แต่พวกข้าทะลวงขั้นพลังจนสุดแล้วมิมีประโยชน์ดอก " หมาป่าเอ่ยขึ้น


    " หมาป่าเจ้าผิดแล้ว ทุกการหยั่งรู้อักขระต้องเสริมพลังเข้าไปด้วย ฐานของอักขระจึงจะแข็งแกร่ง " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " หากเจ้ามิได้หยั่งรู้อักขระ เจ้าก็เสริมพลังให้กับกายของเจ้าได้ หากกายของเจ้าแข็งแกร่งมาก เจ้าก็สามารถสู้ได้โดยที่มิต้องผสานอักขระ " นนท์มองยังหมาป่า


    " เช่นข้าเวลานี้เพียงพลังกายของข้า สามารถประมือกับสิบเอ็ดอักขระได้แล้ว ข้าสู้ได้โดยมิต้องผสานอักขระ เพราะข้านั้นเน้นที่ฝึกกายเป็นหลัก " เหล่าสหายต่างพยักหน้า แล้วหาที่นั่งเพื่อดูดซับแก่นธาตุแสง


    " ตูม " ร่างของนนท์พลันสะท้าน เมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นที่ตันเถียน 


    " ขั้นที่เก้าแล้ว พลังกายขาดอีกสองขั้นก็จะประมือกับสิบสองอักขระได้ " นนท์พึทพำแล้วเร่งปรับสมดุลร่างกาย


    " ครืน " โถงถ้ำที่นนท์สร้างขึ้นพลันสั่นไหว นนท์กวาดตามองผ่านเนตรมังกร ร่างของเหล่าสหายต่างยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นมาก


    " แก่นธาตุแสง ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก " นนท์พึมพำ แล้วเร่งปรับสมดุลร่างกาย


    " จริงอย่างที่พี่เขยบอก เวลานี้ข้ารู้สึกว่ากายของข้านั้นสามารถประมือกับสามอักขระได้โดยที่มิต้องผสานอักขระ " นนท์พยักหน้า


    " จะว่าไปแก่นธาตุแสงนี่ เสมือนเป็นสมบัติสวรรค์ก็ว่าได้ " เอี้ยชิงเอ่ยขึ้น


    " หรือพวกอมนุษย์จะยึดเอาโลกปรานแสงเพราะแก่นธาตุแสงนี่ " นนท์หัมมองยังเซียงเหรินฮุย


    " น่าจะเป็นเช่นนั้น " นนท์เอ่ย


    " มันจะคุ้มรึ ยกทัพมามากมาย เพื่อแก่นธาตุแสงเพียงแก่นเดียว " หมาป่าเอ่ยขึ้นบ้าง


    " ผู้ใดบอกเจ้าว่ามีแก่นเดียว " นนท์ยกยิ้ม


    " ไอ้หนู เร่งจัดการนำมันมาให้ข้า " หมาป่ากระโจนขี่คอของนนท์


    " ก่อนจะไปหาแก่นธาตุแสง ฝึกอีกหนึ่งวันก่อน " นนท์พาภรรยาเข้าไปในแหวนห้วงมิติ แล้วเร่งฝึกฝนยกระดับกาย


    นนท์วาดมือเก็บแก่นธาตุแสงเข้าในแหวนห้วงมิติ หัวคิ้วของนนท์ถึงกับชนกัน


    " ท่านพี่ มีอันใดรึ " จูเม่ยเสียนเอ่ยถาม


    " ข้ามิแน่ใจ " นนท์เอ่ยขึ้น 


    " ไปกันเถอะ " นนท์พาเหล่าสหายไปยังยังแก่นธาตุแสง


    " ได้คนละสิบแก่น น่าจะพอให้ยกระดับกายได้ " นนท์เอ่ยขึ้น


    " แก่นธาตุแสงนี้ ข้าเหมาะสำหรับผู้ที่ฝึกกายเป็นหลัก เพราะเท่าที่ข้าได้ประมือกับอมนุษย์นั้น เหล่าอมนุษย์มีร่างกายที่แข็งแกร่งยิ่งนัก นี่คงเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการบุกมายังที่นี่ " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " พวกเจ้าอยากเห็นสิ่งมหัสจรรย์รึไม่ " นนท์เอ่ยถาม


    " แน่นอน " นนท์วาดมือลึกลงไปจนถึงแกนโลก 


    " ไอ้หนู นั่นคือสิ่งใด " หมาป่าเอ่ยถาม


    " ข้าก็มรู้ มันมิใช่แก่นโกลาหล " นนท์เอ่ยขึ้น


    " คราแรกข้าคิดว่าแก่นธาตุแสงนั้นรับเอาแสงสุริยะมากลั่น แต่แท้จริงแล้วแก่นธาตุแสงได้พลังมาจากแก่นนี้ " นนท์มองยังแกนพลังขนาดใหญ่ราวร้อยล้านลี้ 


    " พลังจากแก่นนี้มหาศาลยิ่งนัก " นนท์พึมพำ 


    " เราได้ทั้งเส้นปรานมังกรและแก่นธาตุแสงครบแล้ว " นนท์พาทุกคนขึ้นสู่ผิวดิน


    " เรือรบพวกนั้นมาจากแดนเทพมิใช่รึ " นนท์จับจ้องยังเรือรบหลายร้อยลำ ที่ลอยอยู่กลางนภาของโลกปรานแสง


    นนท์ทะยานร่างไปยังกองเรือเหาะของแดนเทพ 


    " ท่านโจว " เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น


    " ผู้เฒ่าเซี้ยะ " นนท์เร่งไปหายังผู้เฒ่าเซี้ยะ


    " ท่านโจว นี่ผู้พิทักษ์แห่งโลกปรานแสง " นนท์ประสานสองมือคารวะ


    " คารวะผู้พิทักษ์ " ชายชราพยักหน้าให้


    " สิ่งที่เจ้าให้ข้านั้น ยอดเยื่ยมยิ่งนัก " นนท์ยกยิ้ม


    " พ่อหนุ่ม ขอบใจเจ้า " นนท์เพียงพยักหน้า


    " ข้าว่าเราไปหารือการรบยังวิหารสภาเถิด " นนท์พยักหน้า แล้วเดินตามผู้พิทักษ์เข้าไปในสภา


    " ผู้พิทักษ์ ข้าอยากรู้ว่า ทัพของอมนุษย์ที่บุกมา มีมากมายเพียงใด " นนท์เอ่ยถาม


    " เฮ้อ ครานี้มากมายยิ่งนัก เสมือนว่าจะเป็นการบุกครั้งสุดท้าย " นนท์พยักหน้า


    " ราว แสนล้าน " นนท์ถึงกับแข็งค้าง 



    ปล. ตั้งแต่ตอนที่51 ผมจะเก็บหัวใจนะครับ เก็บแบบสบายๆไม่กดดันใคร ฟรี4ตอนจ่าย1ตอนครับ ถือว่าช่วยค่าเน็ตค่าไฟก็แล้วกัน


    ขอบคุณที่ยังติดตาม 

    คล้ายกับเรื่องอสูรสยบสวรรค์ 2 ที่คุณอ่าน