ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 108 บาดแผลของผู้ยืนหยัด

              ทว่าความตายอย่างที่เธอคิดไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น


              ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายมีชายแขนเดียวคนหนึ่งพุ่งผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วใช้ขวานศึกกระโดดจามไปที่บริเวณส่วนหัวของมัน แล้วลากขวานจากส่วนบนถึงปลายผ่าร่างยักษ์เป็นสองส่วน เลือดสีเขียวเหนียวเหนอะหนะแตกกระจาย


              ชายร่างกำยำดีดตัวขึ้นไปด้านบนเขวี้ยงขวานไปปักบริเวณหน้ากำแพงประตูที่พังทลายเกิดเป็นคลื่นลมพายุกรีดเฉือนร่างของเหล่าลูกแมงมุมจนขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงกรีดร้องแหลมๆ ของพวกมันดังไปทั่ว เป็นภาพอันน่าสยดสยองและน่าประทับใจในคราเดียวกัน


              ลูกแมงมุมบางส่วนที่หลุดเข้าไปด้านในอยู่ก่อนบัดนี้ถูกแช่แข็งด้วยเวทมนตร์ประเภทควบคุมพื้นที่อันทรงพลัง พื้นที่รอบ ๆถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเปล่งประกายระยิบระยับ


              “ใครไม่อยากตายก็รีบวิ่งมาทางนี้เร็วเข้า!”


              หญิงสาวผู้ร่ายมนตร์แช่แข็งปรากฏตัวหลังเศษซากลูกแมงมุมเธอเปล่งเสียงกังวานกล่าวกับทุกคนอย่างเร่งรีบ เธอมีผมยาวสีฟ้าอ่อนเสื้อคลุมและบอดี้สูทที่เธอสวมใส่สะท้อนแสงทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางความมืด ดวงตาของเธอจ้องไปยังคนที่ยังยืนนิ่งด้วยความสับสน เธอพยายามกระตุ้นให้ทุกคนมีสติและขยับตัวไปข้างหน้า






              เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เสียงหวีดแหลมของกองทัพแมงมุมจำนวนมหาศาลสะท้อนมาตามเส้นทางอุโมงค์ด้านนอก


              ทุกคนเริ่มตะลีตะลานหยิบสัมภาระบางส่วนยังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แต่ยืนอย่างโง่งันแต่เมื่อพวกเขามองไปยังคนรอบข้าง จึงเริ่มรู้สึกตัวออกวิ่งไล่หลังคนอื่น ๆ


              คางูยะกัดฟันฝืนอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้ารีบประคองอิซึมิขึ้นมา แล้วตามหลังคนอื่น ๆ ไปเช่นกัน


              ชายร่างกำยำที่สภาพไม่ค่อยสู้ดีนักซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พุ่งเข้าโจมตีแมงมุมยักษ์ก่อนหน้านี้เขาดีดตัวขึ้นไปพร้อมขวานศึกในมือแขนซ้ายที่ขาดหายไปไม่ได้ทำให้ความสามารถของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงขวานกวาดไปด้านหน้ากรีดเฉือนร่างของเหล่าลูกแมงมุมที่เข้ามาใกล้จนขาดเป็นชิ้น ๆ อย่างง่ายดายแม้สภาพร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ดวงตาของเขายังคงแฝงไปด้วยความแน่วแน่ไม่ยอมแพ้


              “ยูกิมิเธอนำทางพวกเขาล่วงหน้าไปก่อนได้เลยฉันจะอยู่รั้งท้ายให้เอง”


              ซาบุโร่พูดขึ้น แม้จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสทว่าเสียงของเขายังสงบและมั่นคงดั่งภูผาที่ตั้งตระหง่านไม่ไหวติง


              “นายเองก็อย่าฝืนนักล่ะ จำไว้ให้ดีว่าตอนนี้ฉันเหลือเรดโพชั่นอีกแค่สองขวดสุดท้ายเท่านั้น”


              โพชั่น หรือก็คือยาสมานแผลที่นิยมใช้กันในหมู่ฮันเตอร์สรรพคุณของมันขึ้นอยู่กับระดับของอัลเคมิสท์และวัตถุดิบที่ใช้ปรุงยาขึ้น จำแยกความสามารถออกเป็นสีต่าง ๆแต่ก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกสิ่งแบบทันทีทันใดมันเพียงแต่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และเร่งกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายเพียงเท่านั้น


              หญิงสาวที่ชื่อ ‘ยูมิกิ’ กำชับซาบุโร่เสียงเข้ม เพราะตอนนี้เขาอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสเกราะหนาบนร่างแตกไปครึ่งซีก แขนข้างซ้ายถูกตัดจนถึงข้อศอก ซึ่งพันไว้ด้วยผ้าลวก ๆจนเห็นเลือดซึมออกมา

              โชคดีที่ได้ยาจากยูกิมิทำให้เลือดบนปากแผลแข็งตัวชั่วคราว


              “แค่นี้ยังไม่ถึงตายหรอกเราไม่ควรเสียเวลาที่นี่นานนัก เจ้านั่นอาจโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ รีบไปเถอะ”


              ซาบุโร่กล่าวก่อนจะยกขวานขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีที่กำลังเข้ามาเขายืนอยู่ที่จุดนั้น เหมือนกับกำแพงที่ไม่มีทางถล่มลงง่าย ๆ

     

              หลังกลุ่มของซาบุโร่สลัดการติดตามของพวกมุมแมงมาได้จึงรีบเคลื่อนขบวนต่อตามเส้นทางในอุโมงค์เดินเท้าลัดเลาะผ่านสถานีย่อยขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ อีกเกือบชั่วโมง จนมาพบพื้นที่บริเวณทางสามแยกด้านหน้ามืดครึ้มแทบมองไม่เห็นทางเดินรอบบริเวณเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและรอบผุพังตามผนังรากไม้และเถาวัลย์คอยเป็นอุปสรรคขวางเส้นทาง มันทั้งอับชื้นและอุณหภูมิค่อนข้างต่ำแตกต่างจากพื้นที่ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


              ด้านในเหมือนเป็นโพรงขนาดใหญ่พอให้พวกเขาสามารถอาศัยพักแรมหลบภัยได้ชั่วคราว มีดอกไม้เรืองแสงขนาดเล็กงอกตามรากไม้ช่วยให้แสงสว่างในรัศมีไม่เกินแขนโอบสองข้างแต่เมื่อกระจายอยู่เต็มพื้นที่ มันก็สว่างมากพอช่วยให้เห็นทุกสิ่งในระยะสายตาได้

     


             

              ทุกคนช่วยกันนำเถาวัลย์และรากไม้รอบๆ มาทำเป็นเชื้อเพลิงในการก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่นกลุ่มผู้รอดชีวิตต่างนั่งกระจายตัวตามมุมต่าง ๆ ล้อมรอบกองไฟแต่ละคนอยู่ในสภาพอิดโรยทั้งจากการขาดน้ำและอาหาร


              คางูยะนั่งพับเพียบโอบอิซึมิไว้ในอ้อมแขนซึ่งเด็กสาวกำลังนั่งสัปหงกพิงไหล่ของเธอหลับไปด้วยความอ่อนล้า คางูยะค่อย ๆเลิกกระโปรงยาวของตัวเองขึ้นเพื่อดูอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าข้างซ้ายซึ่งบัดนี้บวมคล้ำอย่างน่ากลัว


              “ให้ฉันช่วยนะคะ”


              คางูยะเงยหน้ามองเจ้าของเสียงพบว่าเป็นฮันเตอร์สาวที่ช่วยพวกเธอไว้ อีกฝ่ายยิ้มให้ก่อนนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ายื่นมือมาสัมผัสบริเวณข้อเท้าของคางูยะ หลังจากนั้นปรากฏเป็นเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆเคลือบไว้บริเวณที่บวมช้ำ


              “อาจจะเย็นไปสักหน่อยแต่มันช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของคุณได้”


              ความเย็นจากน้ำแข็งทำให้ความเจ็บปวดค่อยๆ ลดลง คางูยะรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่ว


              “ขอบคุณที่ช่วยพวกเราไว้พวกเราซาบซึ้งใจจริง ๆ”


              คางูยะก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาทรู้สึกขอบคุณแทนทุกคนในที่นี้


              “ยินดีที่ได้ช่วยนะคะอ้อ— น้ำแข็งนั่นอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจะสลายไปเองหลังจากนี้อย่าพยายามเคลื่อนไหวแรง ๆ ล่ะ”


              ฮันเตอร์สาวกล่าวทิ้งท้ายหันหลังเดินไปดูอาการของคนอื่น ๆ เป็นลำดับต่อไป

     


              “นายรู้สึกยังไงบ้าง”


              ยูกิมิทิ้งตัวนั่งลงอย่างเหนื่อยล้าข้างซาบุโร่เธอเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นหลังจากสร้างม่านน้ำแข็งเป็นกำแพงปิดกั้นพื้นที่อุโมงค์จากทั้งสองด้านเพื่อความปลอดภัย


              “ยังฝืนไปต่อไหวแต่ถ้าสถาการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่แน่เหมือนกัน”


              ซาบุโร่ตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้าหนักใจทั้งเขาและเธอต่างสื่อสารกันด้วยสายตา ไม่ต้องพูดอะไรไปมากกว่านี้


              เมื่อความกังวลที่ไม่รู้ว่าข่าวสารจะถูกส่งออกไปถึงด้านนอกหรือไม่ยังคงหนักหน่วงในใจของพวกเขา หากภายนอกยังไม่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วส่งฮันเตอร์กลุ่มใหม่ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งอาจทำให้มีผู้รับเคราะห์เพิ่มขึ้น หรือหากภายนอกรับรู้ข้อมูลแล้วแต่ยังประเมินระดับของราชาผิดพลาดอาจทำให้เรื่องยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าตนไม่เชื่อใจทางสมาพันธ์แต่ราชาของดันเจี้ยนแห่งนี้แข็งแกร่งเกินไปจนไม่อาจประเมินได้ด้วยชุดข้อมูลที่มีต่างหาก


              เหนือสิ่งอื่นใดอันน่าเป็นกังวลก็คือตำแหน่งของมันตอนนี้ที่ไม่อาจคาดเดาได้ หากพวกเขายังเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อย ๆอย่างไม่รู้ทิศทาง ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะได้เผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง


              เมื่อนั้นครานั้นมาถึงจริง ๆทุกอย่างล้วนจบสิ้น


              “เอาเถอะถึงคิดมากไปตอนนี้ก็ไม่ช่วยอะไรนายรีบพักผ่อนเอาแรงซะ ฤทธิ์ของยาจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพฉันยังต้องพึ่งพานายอยู่นะ”


              ซาบุโร่หลับตาพยักหน้ารับคำเอนตัวพิงศีรษะเข้ากับรากไม้ที่แผ่ขยายไปรอบ ๆ ต่างแทนหมอน


              พวกเขาทั้งสองเคยทำภารกิจร่วมกันบ่อยครั้งแม้จะอยู่ละคนกิลด์กันก็ตาม ทั้งในฐานะคู่แข่งและพันธมิตร


              “เธอก็ด้วยล่ะ”


              “อืม ฉันว่าจะงีบสักหน่อยเหมือนกันอาคมน้ำแข็งที่กั้นไว้ด้านนอกคงอยู่ไปได้อีกสักระยะ—”


              ยูกิมิอ้าปากกำลังจะพูดอะไรออกมาอีกสักหน่อยแต่เธอกลับได้ยินเสียงลมหายใจของซาบุโร่ซึ่งดังขึ้นเป็นจังหวะ


              แต่อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ยูกิมิก็โล่งใจได้แล้วว่าอาการบาดเจ็บของซาบุโร่ทุเลาลงบ้างแล้ว


              ‘ฝืนมาตลอดเลยสินะ...เฮ้อ ถ้าคุณรินโดมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ด้วยก็คงจะดีมากเลย’


              ฮันเตอร์สาวคิดถึงหัวหน้าของเธอขึ้นมาจับใจก่อนเอนตัวเข้าหากำแพงแล้วงีบหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเช่นกัน


              เสียงกิ่งไม้ที่ถูกแผดเผาดังเปรี๊ยะ ๆกลายเป็นดนตรีกล่อมบรรเลงชั้นดีที่สุดในยามนี้ความเงียบสงบครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดท่ามกลางความมืดและอันตรายที่ยังรออยู่เบื้องหน้า พวกเขาทั้งสองต่างก็ต้องการการพักผ่อนแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม