ไม่ถึงสามวัน ข่าวคราวเรื่องจักรพรรดิ ผู้ปกครองดินแดนเทพ ที่อายุน้อยที่สุดก็แพร่กระจาย ออกไปทั่วดินแดนดั่งรองเท้าติดปีก ส่งให้ผู้คนที่คุ้นเคย ชื่อเสียงเรียงนามของอี้เฉิน ได้ยินข่าวคราวนี้ ต่างก็มีสีหน้าที่ประหลาด แตกต่างกันออกไป
แต่กลุ่มคนที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับอี้เฉิน พวกเขาต่างก็มีสีหน้า แววตาบูดบึ้งกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคนของ4สำนักใหญ่ เริ่มที่จะนั่งไม่ติดอีกต่อไป แม้แต่อายสังหาร ของบรรพบุรุษชรา ภายในสำนัก ยังปลดปล่อยเล็ดลอดออกมาไม่ขาดบ่งบอกถึงโทสะที่มากล้นของพวกเขา หากสบโอกาสเมื่อใด พวกเขาไม่ลังเลที่จะฆ่าสังหารอี้เฉินอย่างแน่นอน
ด้านอี้เฉินที่นั่งปิดขั้นพลังภายในห้องส่วนตัว จู่ๆ เสียงฝีเท้าของกลุ่มคน ก็ดังขึ้นมา ส่งคำพูดออกมาบอกกล่าวอี้เฉิน ภายในห้องส่วนตัวเขาในทันใด “ผู้คนเริ่มทยอยเดินทาง ไปยังดินแดนจักรพรรดิ กันแล้วอี้เฉิน เยว่ชิงเซียน พร้อมกับสำนักศักดิ์สิทธิ์ ของนางเองเริ่ม ที่จะเตรียมตัวแล้วเช่นกัน เหมือนว่านางจะได้รับเลือก ให้เป็นศิษย์คนโปรด ภายในนิกายยอดยุทธ์”
อี้เฉินเปิดเปลือกตา เอ่ยพูดพึมพำออกมาทันใด “เยว่ชิงเซียน นางไม่คิดมากล่าวร่ำลา ข้าบ้างเลยหรือ แถมนางยังคิดจะจากลาไปรวดเร็วเช่นนี้”
อี้เฉินถอนหายใจยาว ออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะลุกพรวดพราด สืบฝีเท้าออกมาถามรายละเอียด มิตรสหายของเขา “พวกเจ้าได้ข่าวนี้นานหรือยัง”
“อี้เฉิน เจ้า ใจเย็นลงหน่อย พวกเราพึ่งจะได้ข่าวคราวนี้มาเอง เจ้าจะเดินทางไปส่งนาง ยังสะพานสายรุ้งหรือไม่” โม่กวางคลี่ยิ้มไต่ถามออกมา
อี้เฉินกลอกตา เอ่ยตอบในทันที “เจ้าก็น่าจะรู้คำตอบของข้า ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือโม่กวาง”คนอื่นๆ ได้ยินต่างก็ขำกันออกมาน้อยๆ
อี้เฉินส่ายหัวให้พวกซีเผิง กงหนาน แม้จะรู้ว่าพวกเขาหวังดี ไม่อยากเห็น ใบหน้าแววตา ที่เจ็บปวดของเขา ข้อนี้อี้เฉินล้วนรู้ดี ทว่าเพียงอี้เฉิน สืบฝีเท้าไปพร้อมแววตาที่ว่างเปล่า ผ่านห้องโถงใหญ่
อี้ฟางหรง นางกล่าวเตือนอี้เฉินในทันใด “เจ้าคงยังไม่ลืมหรอกกระมังอี้เฉิน ยิ่งเจ้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้มากเท่าใด เจ้าก็จะไม่สามารถ ใช้พลังของพรจักรพรรดิได้อี้เฉิน”
“ข้ารู้แล้วท่านพี่อี้ฟางหรง แต่ยามนี้คงไม่มีใครกล้าฆ่าสังหารข้า ท่ามกลางผู้คนหรอกกระมัง”
“เจ้าเอาแผ่นยันต์ส่งข้อความนี้ไป หากมีปัญหาให้ขับเคลื่อนมันขึ้นมาใช้เสีย”
อี้เฉินพยักหน้ารับคำ พี่หญิงอี้ฟางหรงอย่างว่าง่าย แล้วเดินไปยังบริเวณลานกว้าง ของพระราชวัง ก่อนจะโบกฝ่ามือ ผ่าแยกมิติ เป็นช่องโหว่ใหญ่ แล้วสืบฝีเท้า เข้าไปภายในรอยผ่าแยกนั้น พร้อมกับกลุ่มมิตรสหายของเขา ตรงดิ่งไปยังทางเหนือสุด ของด่านในราชวงศ์
…บริเวณทางเหนือสุดของด่านในราชวงศ์ยามนี้ วุ่นวายไม่น้อย เนื่องด้วยมันเป็นสถานที่ ที่สะพานสายรุ้ง ดินแดนจักรพรรดิตัดผ่านเข้ามา ผู้คนไม่น้อยต่างก็เริ่มทยอย จากไปจากดินแดนแห่งนี้ หลายคนต่างก็รับรู้ได้ว่า แก่นของดินแดนเทพ ยามนี้ แตกร้าวพังทลาย ไม่เหมาะให้พวกเขา เหล่าอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ เติบโตภายในดินแดนเทพอีกต่อไป
ทว่าก็มีกลุ่มคน ไม่น้อยที่อยากจะขึ้นไปยังดินแดนจักรพรรดิ มีเพียงส่วนน้อยที่ถูกรับเลือก ให้ไปเติบโตยังดินแดนเบื้องบน
สายตาที่อิจฉาเฝ้ามองคนที่สืบฝีเท้า บนสะพานสายรุ้งไปยังดินแดนจักรพรรดิ จึงมีเล็ดลอดออกมาไม่ขาด แม้แต่เส้นทางสายรุ้ง ยังถูกผู้ยิ่งใหญ่คุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา
ราวกับพวกเขารับรู้ว่า จะมีผู้โง่เขลา ทำเรื่องสิ้นคิด ฝ่าเข้าไปภายในดินแดนจักรพรรดิก็มิปาน
ทว่าภาพที่อากาศบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดมิติ แหวกออกเป็นรูโหว่ใหญ่ บนครรลองสายตาผู้คน สายตาหลายคู่ ต่างก็จับจ้องไปที่ มิติที่เปิดแยกในทันใด พวกเขาต่างก็รับรู้ว่า ผู้อาวุโสผู้หนึ่งมาเยือนยังสถานที่แห่งนี้ เฝ้ามองผู้อาวุโสผู้นั้น เป็นผู้ใดมาเยือนกันแน่
แต่ทันใดผู้คนก็ต้องหดดวงตา กันจนเล็กแคบเป็นแถบๆ เมื่อเห็นชายอาภรณ์จักรพรรดิ โบกสะบัดโยกไหวมาพร้อม เส้นผมสีขาวโพลน อี้เฉิน ปลิวลู่ไปกับสายลมเย็นยามเช้า เดินสืบฝีเท้าออกมาสู่ครรลองสายตาผู้คน ด้วยความเด่นสง่าตา
แม้แต่สาวน้อย บางคนยังจับจ้อง มามองอี้เฉินอย่างไม่วางตา เอ่ยเสียงใสออกมา ด้วยดวงตาที่ทอประกาย “เขาหรืออี้เฉิน ที่เป็นจักรพรรดิ อายุน้อยที่สุดของดินแดนเทพในยามนี้”
กลุ่มอนุชนอีกกลุ่มก็กล่าวขึ้นมาเช่นกัน “เหตุใดดูเหมือนเขาอายุไล่ๆ กับพวกเราเหล่าอนุชนเองเล่า ไม่คิดบัดนี้เขาจะกลายเป็นจักรพรรดิ หรือดินแดนเทพ กำลังจบเห่กันแน่ในยามนี้”
ก่อนชายหนุ่มวัยกลางคน จะกระแอมไอออกมาน้อยๆ เขาที่เห็นความรุ่งโรจน์ของอี้เฉิน ภายในสงคราม ต่อสู้กับจักรพรรดิเพลิง อันหลาน ภาพนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจของเขา ไม่เคยเลือนหาย ก่อนเขาจะกล่าว ห้ามปรามเหล่าศิษย์ในสำนัก “พวกเจ้าจะพูดอะไร ระวังปากไว้หน่อยก็ดี”
หญิงสาวภายในกลุ่มที่กล่าวพูดก่อนหน้านี้ หน้างอ คอตกในทันใด “ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่”
การมาเยือนของอี้เฉิน เหมือนว่าจะทำให้บรรยากาศ โดยรอบ ดูน่าอึดอัดขึ้นมาไม่น้อย แม้แต่อี้เฉินยังรับรู้ได้ถึงปราณมังกร พรจักรพรรดิ ภายในกายที่หดหายออกไป อย่างมากมาย เมื่อเขาออกห่างจากพระราชวังใหญ่ ส่งให้อี้เฉินในยามนี้ไม่ได้ มีขั้นพลังที่น่าคร้ามเกรง เหมือนยามก่อนอีกต่อไป
ครั้นเมื่อ อี้เฉินกวาดสายตา มองออกไปรอบๆ เมื่อยังไม่เห็นเยว่ชิงเซียน พร้อมกับคนสำนักศักดิ์สิทธิ์ มันจึงทำให้อี้เฉินมีท่าทีกระวนกระวายใจ ในทันใด
แล้วยิ่งเห็นกลุ่มคนราชวงศ์ชิง กับราชวงศ์ซือ ที่นำมาโดยองค์ชายชิงไป๋ยี่ พร้อมกับผู้ติดตามของพวกเขา ไม่น้อยสืบฝีเท้าเข้ามาทักทายอี้เฉิน มันยิ่งทำให้บรรยากาศยิ่งดูน่าอึดอัด
“จักรพรรดิอี้เฉิน เจ้าสบายดีหรือไม่ ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นเจ้า มายืนอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ฮ่าๆ”
องค์ชายซือจงเทียน เขาเองก็กล่าวพูดขึ้นมาเช่นกัน “ข้าเองก็นึกว่าเจ้าจะเอาแต่มุดหัว อยู่ภายในพระราชวังของเจ้าเสียอีก จักรพรรดิอี้”
อี้เฉินเขาคลี่ ยิ้มบางออกไปให้ เหล่าองค์ชาย องค์หญิงที่เขารู้จัก ไม่ได้ใส่ใจ น้ำเสียงดูถูกเย้ยหยัน ขององค์ชายใหญ่ทั้งสองแต่อย่างใด ครั้นอี้เฉิน ไต่ถามข้ามหัวองค์ชายใหญ่ ไปไต่ถาม องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ที่ยืนแยกจากกลุ่มคนอย่างเห็นได้ชัด มันทำให้ องค์ชายใหญ่ทั้งสอง อยากจะต่อยใบหน้าอี้เฉิน สักทีสองทีให้หายเจ็บแค้น
องค์ชายชิงอู๋เหล่ย “ท่านไม่คิดขึ้นไปเติบโต ยังดินแดนจักรพรรดิ เช่นนั้นหรือ”
ชายหนุ่มสีหน้ามีท่าทาง อาลัยอยู่เล็กน้อย ก่อนกล่าวพูดออกมาอย่างไม่มีปิดบัง “ข้ายังมีความอาลัยต่อดินแดนเทพ แต่เมื่อข้าเห็นเจ้าอี้เฉิน มันก็ทำให้ข้าคิดได้”
ก่อนองค์ชายชิงอู๋เหล่ย จะเอ่ยพูดมันออกมา ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้ายังจำวันที่เราพบกันได้ดีอี้เฉิน สภาพของเจ้าในวันนั้น ไม่ต่างอะไรไปจากปุถุชน คนธรรมดา ทว่าบัดนี้ใครเล่าจะไปคาดคิด คนธรรมดาในวันนั้น จะกลายมาเป็นจักรพรรดิ ผู้ปกครองดินแดนเทพในวันนี้ ข้าจึงเชื่อว่า ข้าก็สามารถฝึกฝนต่อไป กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ภายในดินแดนเทพได้”
ครั้นหลายคนได้ยิน ต่างก็พยักหน้าด้วยความเชื่อมั่น ไม่เว้นแม้กระทั่ง พวกซีเผิง ซีเยว่ โม่กวาง มีเพียงอี้เฉินที่ส่ายหัวออกมา รับรู้ว่าแก่นของโลก จะค่อยๆ เข้าสู่การเสื่อมถอย จากการสูญเสียแก่นพลัง ไปสร้างเส้นเขตแดน ป้องกันศัตรูต่างดินแดน ช้าๆ
ก่อนองค์ชายชิงไป๋ยี่ จะกล่าวพูดหักหน้า องค์ชายชิงอู๋เหล่ย “เจ้าอย่าพูดปลอมตัวเองไปหน่อยเลย องชายชิงอู๋เหล่ย เจ้าก็แค่ไม่อยากจากสตรี นามว่าสตรีบุปผาหยก หลิวอี้เฟยไปก็เท่านั้น เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือ ว่านางอยากจะครองตัวเป็นโสด เข้าสู่เส้นทางเซียน ไม่แปดเปื้อน คาวโลกีย์ของโลกหล้า”
องค์ชาย ชิงอู๋เหล่ย กัดกรามขึ้นมาน้อยๆ ทว่าครั้นเตรียมจะแค่นเสียงแข็งกร้าวออกมา จู่ๆ อี้เฉินก็กล่าวพูดขึ้นมากะทันหัน “องค์ชายชิงไป๋ยี่ อย่าว่าข้าสอนเลย หากเจ้าขึ้นไปยังดินแดนจักรพรรดิ อย่าได้พูดจาหมาๆ เช่นนี้กับใครเขา เดี๋ยวเจ้าจะถูกฆ่าสังหารไม่รู้ตัวเอา”
องค์ชายชิงไป๋ยี่ ยกนิ้วชี้อี้เฉินในทันใด “เจ้า! เจ้า!” ก่อนเขาจะสะบัดฝ่ามือลง ด้วยความไม่จำยอม เมื่อเห็นสายตา ที่คมกล้าของอี้เฉิน กดข่มออกมา