บรรยากาศเงียบสงัดในพลัน คำกล่าวของเย่หยางราวกับสายอัสนีฟาดผ่าดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน ทำให้พวกเขาอึ้งงันอยู่เป็เวลานาน
โดยเฉพาะสตรีหลายคนที่รู้สึกว่าหัวใจของตนเองแทบจะหลุดออกจากอกสิ่งที่บุรุษท่าทางอ่อนโยนไร้พิษสงผู้นี้กระทำล้วนทำให้หัวใจของพวกนางเต้นแรงอยู่เสมอสีหน้าของเขาสงบไร้ซึ่งความขลาดกลัวแม้เพียงนิด
การประลองเป็ตายภายในตระกูลมันคือความขัดแย้งภายในที่ไม่อาจแก้ไขได้ มีสถานที่สำหรับผู้สมัครใจประลองเป็ตายเมื่อขึ้นไปบนสนามประลองชีวิตจะมีเพียงโชคชะตากำหนดทั้งยังไม่มีผู้ใดมารับผิดชอบกับผลที่จะออกมาในภายหลังตระกูลเย่ดำรงอยู่มานานหลายร้อยปีแล้วแต่การประลองเป็ตายเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งหากไม่เกิดความเกลียดชังจนไม่อาจแก้ไขได้จริงๆ ก็ไม่มีผู้ใดอยากจะใช้มัน
“เ้าเสียสติไปแล้วรึ!เราไม่ได้เกลียดชังกันถึงขนาดต้องประลองบนสนามประลองเป็ตาย ไฉนต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า”เย่อวิ๋นหน้าซีดเผือด อึ้งตะลึงอยู่เป็เวลานาน ก่อนจะว่าอย่างโกรธเคือง
“ฮ่าๆเ้าเองก็รู้ว่าพวกเราไม่ได้เกลียดชังกันอย่างลึกซึ้งแล้วเหตุใดต้องยั่วยุข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเมื่อเ้า้าเป็สุนัขก็จงเตรียมตัวที่จะถูกฆ่า” เย่หยางมองเย่อวิ๋นอย่างเ็า
“จะ…เ้า…อย่าคิดว่าข้ากลัวเ้าฝีมือของข้าอยู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาซึ่งสูงกว่าเ้ามากอย่างไรเ้าก็ไม่มีโอกาสชนะข้า เช่นนั้นก็ลืมเื่ในวันนี้กันดีหรือไม่”
เมื่อเห็นสายตาเ็าของเย่หยางแม้ว่าเขาจะรู้ว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายมาก แต่สายตาที่เย่หยางมองเขาอยู่ไม่ต่างจากกำลังมองคนตายซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“เ้ายั่วยุข้าเพราะได้รับคำสั่งจากเย่เฟิงดูท่าเย่เฟิงคงให้คำมั่นกับเ้าว่าจะมอบผลประโยชน์บางอย่างให้เ้าจึงกล้ายั่วยุข้า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเย่ฉงถูกส่งตัวออกไปรับโทษ”
เขาเหลือบมองเย่อวิ๋นเมื่อเห็นอีกฝ่ายลังเลจนไม่กล้าปริปากพูด เขาก็หันไปมองเย่เฟิงบ้าง "เหตุผลที่เ้าพยายามรังแกข้าอยู่เรื่อยเพราะ้าทำให้บิดาของข้าอับอายจนต้องยอมสละตำแหน่งผู้นำตระกูลโดยเร็วผู้ใดก็ตามที่คิดวางหมากเล่นกลก็ควรแข่งขันกันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา หากผู้ใดเหมาะสมกว่าบิดาข้าสามารถนำพาตระกูลไปสู่ความรุ่งโรจน์ข้าเชื่อว่าบิดาข้าจะยินดียกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับคนผู้นั้นด้วยสองมือของเขาเอง”
เย่เหยางเอานิ้วมือแตะจมูกของตนเองเบาๆ พอเห็นว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟังในบทสนทนาของพวกเขาทั้งสองก็พยักหน้าเล็กน้อยอย่างพึงพอใจก่อนจะชี้นิ้วไปทางเย่เฟิงพร้ะโกนเสียงดังว่า "แต่เ้ามันเป็ได้แค่ผู้ร้ายน่ารังเกียจไร้ยางอายใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องในเื่วรยุทธ์ของข้าตัวเ้าและคนของเ้ารังแกข้ามานานหลายปีเพียงเพราะ้าให้บิดาของข้าหมดโอกาสเชิดหน้าชูตา ให้เขาเป็ตัวตลกถูกทุกคนหัวเราะเยาะยามนี้ตระกูลเย่ไม่มีอำนาจเท่าตระกูลจ้าวกับตระกูลกู่อีกต่อไป เ้ามีความสุขมากหรือไม่”
“อย่าพูดเหลวไหลทั้งหมดเป็เพราะเ้าไม่มีวรยุทธ์ ไม่มีความสามารถพิเศษใดๆเ้านำความอับอายมาสู่คนของตนเอง คนเยี่ยงเ้ากล้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร ความจริงเ้าน่าจะตายไปนานแล้วด้วยซ้ำ”เย่เฟิงทนไม่ไหวจนฉีกหน้ากากหน้าซื่อใจคดของตนเองออก เขามองเย่หยางด้วยท่าทางเกลียดชังอยากสังหารฝ่ายตรงข้ามให้ตายคามือ
ทุกคนเฝ้าดูการโต้เถียงอยู่เป็เวลานาน อิสตรีหลายคนถึงกับปิดปากแน่นด้วยเห็นว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดาสามัญ
การต่อสู้ระหว่างคนกันเองผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเกี่ยวข้องกับชะตากรรมในอนาคตของตระกูลทุกคนจึงเฝ้าดูด้วยความกังวลใจ
เมื่อเห็นท่าทีของเย่เฟิงเย่หยางก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ ทันใดนั้นก็ขึ้นว่า "พวกท่านสองคนเฝ้าดูการแสดงมานานควรปรากฏตัวออกมาได้แล้ว ส่วนเื่การประลองบนสนามประลองเป็ตายจะถูกจัดขึ้นหรือไม่…ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกท่าน”
ขณะทุกคนกำลังสับสนเสียงหัวเราะหนึ่งก็ดังมาจากประตูทางทิศเหนือทิศใต้ตามลำดับจากนั้นร่างสองร่างก็ปรากฏกายเดินเข้ามาหาฝูงชน
“คารวะท่านผู้นำคารวะท่านผู้าุโใหญ่” เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของผู้ที่เข้ามา ทุกคนก็รีบโค้งคำนับด้วยความเคารพหัวใจของพวกเขาตะลึงพรึงเพริดการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ผู้นำระดับสูงของตระกูลตื่นตัวอย่างไม่คาดคิด
เย่หยางคารวะท่านผู้าุโใหญ่พร้อมกับพยักหน้าให้กับบิดาสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เย่หลิงเทียนมีความสุขอย่างมากเมื่อเห็นว่าบุตรชายของตนเองไม่จมปลักอยู่กับความเศร้าโศกอีกต่อไปเขารู้สึกเสมือนดั่งยกูเาออกจากอก
“ฮ่าๆ…อย่างที่คิดไว้ เมื่อบิดาเป็พยัคฆ์ลูกย่อมไม่ใช่สุนัขขอแสดงความยินดีกับท่านผู้นำตระกูลด้วย แม้เย่หยางจะไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์แต่เขามีความกล้าหาญที่สามารถโน้มน้าวใจผู้คนได้” ผู้าุโใหญ่กล่าวกับเย่หลิงเทียนด้วยรอยยิ้ม
เย่หลิงเทียนยิ้มพลางตอบรับอย่างถ่อมตนถึงกระนั้นเย่หยางก็ััได้ถึงความภาคภูมิใจในใจของเย่หลิงเทียนได้อย่างชัดเจน พอคิดถึงความกดดันที่เย่หลิงเทียนต้องเผชิญมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้วเย่หยางก็รู้สึกขมขื่นใจ
“ท่านปู่!” เย่เฟิงรีบวิ่งไปทำความเคารพผู้าุโใหญ่
‘เพยะ!’ เสียงตบดังกังวานไปทั่วทั้งห้องโถง เย่เฟิงถูกตบจนร่างเซถลาทันทีโลหิตไหลออกจากมุมปาก เขามองผู้าุโใหญ่ด้วยสีหน้าสับสนระคนมึนงง
“เ้าเด็กสารเลวน่าตีให้ตายเสียจริง วันๆ ไม่คิดจะฝึกฝนวรยุทธ์ คิดทำแต่เื่สกปรกถ้าข้าไม่ได้ยินสิ่งที่เย่หยางเล่าออกมาในวันนี้ ข้าคงไม่รู้ว่าเ้าทำเื่งามหน้ามานานปีแค่ไหนเดิมทีตามกฎของตระกูล ผู้าุโไม่อาจเข้ามายุ่งย่ามในการต่อสู้ของเหล่าผู้เยาว์รุ่นใหม่แต่ข้าไม่คิดว่าจิตใจของเ้าจะมืดมนสกปรกขนาดนี้ถึงขนาดทำลายคนของตนเองเพื่อผลประโยชน์"
ยิ่งเขาพูดออกมามากเท่าไรก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้นจึงลงมือตบหน้าเย่เฟิงอีกครั้ง การตบในครานี้รุนแรงกว่าเดิมจนเย่เฟิงล้มลงไปกองกับพื้น
“ท่านผู้าุโใหญ่โปรดระงับโทสะถึงลงไม้ลงมือไปก็เปล่าประโยชน์ เราปล่อยให้คนหนุ่มสาวแก้ปัญหาของตนเองดีกว่า”เย่หลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะห้ามปรามหากผู้าุโใหญ่ยังคงจัดการหลานสารเลวต่อไปเกรงว่าเย่เฟิงคงได้ตายคามือเขาเป็แน่
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้าุโใหญ่ก็ยอมหยุดมือแต่ในใจก็ยังคงขุ่นเคือง เย่เฟิงลุกขึ้นจากพื้นพร้อมเสียงคร่ำครวญ แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นแต่ก็ไม่กล้าตำหนิท่านผู้าุโใหญ่เพียงแค่มองไปทางเย่หยางอย่างขมขื่นในใจก็คิดว่าแค้นนี้ต้องชำระในครั้งหน้าให้จงได้
เย่หยางยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ถึงอย่างไรเขาก็ถูกเกลียดอยู่แล้วจึงมิได้แยแส
เขาหันไปหาเย่หลิงเทียนพร้อมเปรยว่า "ท่านพ่อ ลูกกับเย่อวิ๋นตัดสินใจจะต่อสู้กันบนสนามประลองเป็ตายในอีกเจ็ดวันข้างหน้าลูกหวังว่าท่านพ่อกับผู้าุโใหญ่จะอนุญาต" ตามกฎของตระกูลหากคนในตระกูลปรารถนาที่จะต่อสู้กันต้องได้รับอนุญาตจากผู้นำตระกูลกับผู้าุโใหญ่เท่านั้นถึงจะใช้งานสนามประลองเป็ตายได้
“เ้าแน่ใจแล้วรึ ปัจจุบันฝีมือของเย่อวิ๋นอยู่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาทั้งเขายังมีอายุมากกว่าเ้าหนึ่งปี ไม่ว่าจะในแง่ไหนเ้าก็เสียเปรียบทุกประตูอีกทั้งเมื่อไม่กี่วันก่อนเ้ายังประสบเหตุร้ายจนร่างกาย...” เย่หลิงเทียนขมวดคิ้วถามด้วยความกังวล
“หึๆ…ท่านพ่ออย่าได้กังวลลูกเติบโตขึ้นมาภายใต้ปีกของท่านมาโดยตลอดยามนี้ลูกเติบใหญ่แล้วหวังว่าท่านพ่อจะให้ลูกได้เลือกทางเดินของตนเองลูก้าแข็งแกร่งขึ้น ไม่อยากเป็คนอ่อนแอที่ถูกผู้อื่นรังแกอยู่ร่ำไปจะต้องลงโทษผู้ที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าทุกคนไว้ใต้ฝ่าเท้าให้จงได้!”
เย่หยางมองเย่หลิงเทียนพร้อมประกาศิตหนักแน่นวาจาอันกล้าหาญเร่าร้อนกระทบจิตใจของทุกคนจนสั่นสะท้าน
“เช่นนั้นก็ได้…ข้าเห็นด้วยกับเ้าที่นี้ก็เหลือผู้าุโใหญ่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่” แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความห่วงกังวลด้วยไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาดีแต่บุตรชายของเขากลับมั่นใจเต็มเปี่ยม หากไม่อนุญาตก็เกรงว่าบุตรชายจะกลับมาทำตัวหดหู่เหมือนเช่นดังเดิม
เย่หยางมองไปทางผู้าุโใหญ่ บอกด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเขินอาย "ความจริงมันเป็เพียงการต่อสู้เล็กๆ ของคนรุ่นเยาว์อย่างพวกข้าไม่จำเป็ต้องประลองบนสนามเป็ตายก็ได้!เย่อวิ๋นในเมื่อเ้าเป็คนเริ่มเื่ทั้งหมดเ้าจะว่าอย่างไร"
เย่อวิ๋นแอบเหลือบมองเย่เฟิงด้วยสถานการณ์ในตอนนี้เย่เฟิงไม่กล้าจะแสดงท่าทีใดๆ ออกมาต่อหน้าผู้าุโใหญ่ถึงกระนั้นก็แอบแสดงท่าทางบอกใบ้บางอย่างให้เย่อวิ๋นทราบเพียงแต่มันไม่สามารถหลบซ่อนจากจิตหยั่งรู้ของเย่หยางได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึง ‘มองเห็น’อย่างแจ่มชัด
หลังจากเห็นท่าทางของเย่เฟิงเย่อวิ๋นก็กัดฟันตอบอย่างเคร่งขรึมว่า "ศิษย์เต็มใจจะต่อสู้กับเย่หยางบนสนามประลองเป็ตายในอีกเจ็ดวัน"
ผู้คนต่างร้องอุทานขึ้นว่าเื่ใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วคนทั้งสองจะเข้าสู่สนามประลองเป็ตายซึ่งหมายความว่าจะเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอดออกมาเหตุการณ์ในครานี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตระกูลเย่หรือไม่
เย่หลิงเทียนไม่คิดว่าเย่อวิ๋นจะกล้าต่อสู้กับเย่หยางบนสนามประลองเป็ตายโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองอย่างไรเสียเย่หยางก็เป็บุตรชายของเย่หลิงเทียน ตราบใดที่เขามีข้อแก้ตัวดีๆก็สามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้ขั้นเด็ดขาดนี้ได้
แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับตอบตกลงทำให้สีหน้าของเย่หลิงเทียนมืดมนลงอย่างฉับพลัน แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตส่งผลให้อุณหภูมิภายในห้องโถงเย็นเยียบลงทันทีจิตสังหารที่ดูราวกับว่า้าสังหารผู้ใดจริงๆทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับถูกก้อนหินขนาดใหญ่กดทับจนหายใจหายคอไม่ออก
“เฮ้อ..” ผู้าุโใหญ่ส่ายศีรษะพร้อมกล่าว “ในเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วเราก็หยุดยั้งมันไม่ได้อีกต่อไป เจ็ดวันหลังจากนี้พวกเราไปรวมตัวกันที่สนามประลองเป็ตาย”หลังกล่าวจบเขาก็โค้งคำนับให้เย่หลิงเทียน ก่อนจะหันหลังกลับโดยมีเย่เฟิงเดินตามมาอย่างใกล้ชิดแล้วหายตัวไปจากประตู
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับมามีสติอีกครั้งสตรีหลายคนวิ่งเข้ามาหาเย่หยางพลางตำหนิขึ้นว่า "เย่หยางเ้าวู่วามเกินไปเ้าไปเสนอการประลองเป็ตายได้อย่างไร"
“ใช่ๆพวกเราเป็ห่วงเ้ามากเลยนะ”
“ข้าจะแบ่งโอสถควบแน่นลมปราณเดือนนี้ให้แก่เ้ามันจะช่วยทำให้เ้าฝึกฝนได้เร็วขึ้น”
เมื่อเย่หลิงเทียนเห็นดรุณีจำนวนมากเป็ห่วงเป็ใยบุตรชายของตนเองเขาก็มองไปที่บุตรชายด้วยสีหน้าแปลกๆ ด้วยไม่คิดว่าลูกผู้แสนอมทุกข์จะเป็ที่นิยมในหมู่อิสตรี
เมื่อเห็นท่าทีของเย่หลิงเทียนเย่หยางก็ยิ้มอย่างละมุนปฏิเสธความเมตตาของทุกคน ก่อนจะเดินตามบิดากลับห้องพักของตนเอง
“ฮ่าๆ ไม่คิดว่าเ้าจะเนื้อหอมถึงเพียงนี้”เย่หลิงเทียนเปรยไปยิ้มไป
“ฮ่าๆความจริงข้าเองก็ไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้นหลังจากเอาชนะเย่ฉงพวกนางก็ดูจะชอบสนทนากับข้า” เย่หยางเกาหัวแกรกๆตอบอย่างช่วยไม่ได้
“ข้ามีความสุขยิ่งนักที่เห็นเ้าร่าเริงขึ้นคงไม่ต้องกังวลว่าเ้าจะโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไปเฮ้อ…ถ้าไม่ใช่เพราะสุขภาพร่างกายของเ้า เ้าคงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกดูถูกดูแคลนมานานหลายปี"หลังจากกล่าวเช่นนั้นออกไปเย่หลิงเทียนก็ไม่ได้ปลดปล่อยแรงกดดันเฉกเช่นดั่งผู้นำอีกทว่ามันกลับถูกความโศกเศร้าเข้าแทนที่
เย่หยางมองดูสีหน้าเศร้าสร้อยของเย่หลิงเทียนเดิมทีเย่หลิงเทียนมีอายุเพียงแค่สี่สิบปีเท่านั้น ร่างกายและจิตใจควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาแต่กลับมีร่องรอยความชราบนใบหน้า นั่นเป็เพราะแรงกดดันอันหนักหนาที่เขาต้องแบกรับมานานหลายปีพอคิดถึงเื่นี้เย่หยางก็รู้สึกแสบจมูก น้ำตาแทบจะไหลรินออกมา
เขาเอื้อมมือออกไปลูบหน้าเช็ดความชื้นออกจากดวงตาอย่างเงียบๆ ก่อนยกกาน้ำชาบนโต๊ะเทชาใส่แก้วให้เย่หลิงเทียนพูดยิ้มขึ้นว่า "ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไปแม้ว่าลูกจะทนทุกข์ทรมานจากการถูกดูิ่ดูแคลนมานานหลายปีแต่มันก็ทำให้ลูกมีความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนวรยุทธ์ซึ่งมันจะเป็ประโยชน์ต่อลูกในอนาคต ท่านพ่ออย่าได้กังวลยามนี้ลูกไม่ใช่เด็กน้อยผู้แสนโง่เขลาเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป ลูกมีความกล้าพอที่จะแบกรับและเผชิญหน้ากับบางสิ่งด้วยตนเองแล้ว”
เย่หลิงเทียนยื่นมือออกไปรับชาของเย่หยางเมื่อเห็นสายตาสงบสุขุมไม่สมกับอายุของเขาก็แอบทอดถอนอยู่ในใจการที่ต้องเผชิญหน้ากับประสบการณ์อันเลวร้าย ทำให้คนเราเติบใหญ่ขึ้นจริงๆ
“ท่านพ่อ…ข้าอยากได้ตำราวิชายุทธ์ระดับต่ำเกี่ยวกับเพลงหมัดมวยเตะต่อยข้าอยากจะเตรียมตัวก่อนจะถึงกำหนดในอีกเจ็ดวันข้างหน้า” เย่หยางจิบชาแล้วเปรยขึ้นอย่างแ่เบา“แม้เวลาจะค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ข้าก็เชื่อว่าจะต้องทันเวลาอย่างแน่นอนท่านพ่อโปรดช่วยลูกติดตามเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของผู้าุโสี่ใน่สองวันที่ผ่านมาให้ด้วย”
เมื่อเห็นบุตรชายกล่าวอย่างจริงจังเย่หลิงเทียนก็ทำได้เพียงเห็นด้วยแม้ไม่เต็มใจเขารู้สึกว่าตนเริ่มไม่เข้าใจบุตรชายที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจทำตามที่เขา้า
หลังจากส่งเย่หลิงเทียนออกไปแล้วเย่หยางก็นอนลงบนเตียง จ้องมองไปบนหลังคาอย่างว่างเปล่าพลางพึมพำกับตัวเองว่า "เหยื่อถูกโยนออกไปแล้ว เ้าจะงับเหยื่อเมื่อใด"