อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    หยางอวี้เอ๋อร์

    รถม้าจอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมที่มีกลิ่นอายความเก่าแก่แห่งหนึ่ง หลิวเวยอันลงรถม้าตามซุนหลิงจือ มองสำรวจโรงเตี๊ยม มองจากประตูก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่ของโรงเตี๊ยมแล้ว มีทั้งหมดสามชั้น ตัวอาคารเน้นสีแดงเป็นหลัก ตกแต่งสไตล์โบราณ
    "คุณหนูซุนมาแล้วหรือคะ คุณหนูรออยู่ด้านใน" คนที่ยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าประตูไม่ใช่เสี่ยวเอ้อร์ แต่เป็นผู้หญิงสวมชุดจีนโบราณที่สวยมากคนหนึ่ง รูปร่างสูงเพรียว ดวงตากลมโตสดใส ข้างหลังเป็นสาวใช้สี่คน พวกเธอทำความเคารพอย่างถ่อมตน
    "ไม่ต้องนำทางหรอก เดี๋ยวฉันเข้าไปเอง" ซุนหลิงจือกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินเข้าประตูใหญ่ไป ไม่ใช่ล็อบบี้ตามที่จินตนาการไว้ แต่เป็นเขตลานบ้านใหญ่แห่งหนึ่ง มีภูเขาและลำธารจำลอง มีต้นบอนไซอยู่ทั่วทุกที่ เดินทะลุทางเดินกลมที่ยาวสามสิบเมตรกว่าก็จะเจอประตูใหญ่บานหนึ่ง แต่ประตูเป็นรูปโค้ง ยังไม่ทันเข้าประตูไป ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันกับเสียงพิณซือจู๋1ดังแว่วมาแล้ว
    "เจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้แซ่หยาง" ซุนหลิงจือแนะนำก่อนจะเดินเข้าประตูโค้งไป
    แซ่หยาง? ตระกูลหยางเหรอ? หลิวเวยอันพึมพำกับตัวเองแล้วเดินตามเข้าไป ตอนที่เพิ่งจะเหยียบเข้าไป จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยน เขารีบหยิบธนูไม้ทั่วมู่ออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วยิงออกไปดอกหนึ่งโดยแทบจะไม่มีเวลาเล็ง
    ที่แท้ ตอนที่หลิวเวยอันเพิ่งเดินเข้าประตูโค้ง ก็เห็นค้อนฟักทองลอยออกมาจากข้างในแล้ว กำลังทุบไปทางซุนหลิงจือพอดี ค้อนฟักทองยาวประมาณสามสิบห้าเซนติเมตร สีดำขลับ หนักอย่างน้อยเกินห้าสิบชั่ง ตอนที่ลอยผ่านอากาศมา มันส่งเสียงน่ากลัวเหมือนเขาทะลุหินแยก แฝงไปด้วยพลังดุดันไร้ที่เปรียบ ถ้าโดนมันทุบขึ้นมา เกรงว่าคงกระดูกหักตายทันที
    ซุนหลิงจือเหมือนตะลึงค้างกับภาพตรงหน้า ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะลืมหลบ
    ตอนที่ค้อนฟักทองลอยถึงตรงหน้าซุนหลิงจือไม่ถึงหนึ่งเมตร ลูกธนูของหลิวเวยอันก็มาถึงก่อนแล้ว เร็วจนเหมือนเงาดำสายหนึ่ง ตอนที่มันชนกับค้อนฟักทอง เสียงปะทะดังแสบหูถึงได้ดังขึ้น
    ปั้ง…
    ลูกธนูกับค้อนฟักทองชนกัน ระเบิดเป็นประกายไฟจ้าตากลุ่มหนึ่ง ค้อนฟักทองที่โจมตีเข้ามาอย่างดุดัน น่าเชื่อว่าจะช้าลงแล้ว และในตอนนี้เอง ข้างหลังลูกธนูสามเหลี่ยมที่แตกกลายเป็นผุยผงมีลูกธนูโผล่มาอีกดอกหนึ่ง
    วิชาธนูลูกโซ่!
    ระยะห่างไม่ถึงสามสิบเซนติเมตร สำหรับวิชาธนูลูกโซ่นั้นแทบจะไม่มีอยู่เลย ลูกธนูเพิ่งจะโผล่ออกมา ก็ชนบนค้อนฟักทองแล้ว เสียงระเบิดบนเสียงอึดอัดของหินกับโลหะกระทบกันดังขึ้น ราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ดังข้างหู พื้นที่ว่างสั่นสะเทือนเล็กน้อย ค้อนฟักทองเปลี่ยนทิศทางยิงกลับไป
    ทางเดินช่วงหนึ่งหลังประตูโค้ง ด้านหลังทางเดินเป็นห้องโถงใหญ่ที่กว้างใหญ่เป็นพิเศษ มีคนพุ่งออกมาจากประตูเจ็ดแปดคน เพิ่งจะพุ่งมาถึงหน้าประตูก็เห็นค้อนฟักทองยิงย้อนกลับมาแล้ว พวกเขาส่งเสียงร้องตกใจพร้อมรีบหลบ ค้อนฟักทองแวบหายไป ในห้องโถงใหญ่มีเสียงกึกก้องดังออกมา ตามด้วยเสียงโครมครามกับเสียงผู้หญิงร้องตกใจ ไม่รู้ว่ากระแทกโดนของอะไรพัง แต่น่าจะไม่กระแทกโดนคน
    ตอนนี้หลิวเวยอันปรากฏตัวหน้าซุนหลิงจือ ธนูไม้ทั่วมู่ง้างจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวง สายตาดุดันเหมือนเหยี่ยวจ้องกลุ่มคนที่พุ่งออกมาตาไม่กะพริบ มีทั้งชายทั้งหญิง ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา ผู้หญิงสวยสดงดงาม เครื่องต่างกายหรูหรา ลักษณะสูงส่ง เพียงแต่ตอนนี้มีคนไม่น้อยที่เผยสีหน้าหวาดกลัว โดยเฉพาะชายสองคนที่พุ่งออกมาอยู่หน้าสุด
    เป็นชายคนหนึ่งที่สูงประมาณ 175 เซนติเมตร รูปร่างได้สัดส่วน ใบหน้าหล่อเหลา เพียงแต่โหนกแก้มสูงไปหน่อย มองทั้งตัวแล้วคล้ายเหยี่ยวดุร้าย ส่วนคนอื่นเตี้ยกว่าไม่กี่เซนติเมตร เพียงแต่รูปร่างค่อนข้างผอม ถ้ามองเดี่ยว ๆ ก็ทำให้เข้าใจผิดไปเองว่าตัวสูงมาก ดวงตาบวม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนอนไม่พอหรือเปล่า สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองดูอายุน้อยมาก ยังไม่ทันเดินออกมาก็ส่งเสียงออกมาก่อนแล้ว
    "หลิงจือ เธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?"
    "หลิงจือ นี่เป็นอุบัติเหตุ เธออย่าโกรธเลยนะ"
    เดินมาได้สิบเมตร ทั้งสองก็หยุดฝีเท้า เพราะแววตาของหลิวเวยอันน่าตกใจจริง ๆ กลิ่นอายสังหารพวยพุ่ง พวกเขารู้สึกได้ว่าถ้าก้าวออกมาอีกก้าวเดียว คนคนนี้จะยิงลูกธนูคมที่เปี่ยมด้วยพลังอย่างไม่ปรานีแน่นอน
    "เหอชิงมู่ หูจวิ้นเจี๋ย ฉันขอคำอธิบายที่สมเหตุสมผลหน่อย" ซุนหลิงจือใบหน้าขรึมเหมือนน้ำนิ่ง ในดวงตางามเผยกลิ่นอายสังหารไม่น้อยไปกว่าหลิวเวยอัน เธอไม่โกรธไม่ได้หรอก เพราะเมื่อครู่นี้ก็เกือบตายแล้ว
    "หลิงจือ เรื่องนี้พี่สาวจะอธิบายเอง ตกลงมั้ย?" กลุ่มคนหลีกทาง ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเนิบนาบออกมา เธอสวมชุดเดรสสีเหลืองอ่อน สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกนิ่มนวลอ่อนช้อย เอวบางเหมือนกิ่งหลิว ขาเรียวเล็ก พอขยุ้มเอวนิดเดียวเหนือเอวก็พลันนูนขึ้นมา ระดับความลาดชันนั้นทั้งเกินจริงทั้งน่าทึ่ง สิ่งที่ทำให้คนจับจ้องที่สุดก็คือแววตาของเธอ ให้ความรู้สึกว่าเย็นชาและสุกงอมไม่สอดคล้องกับอายุ ทำให้คนมองข้ามไปเลยว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เพิ่งอายุยี่สิบต้น ๆ
    "พี่อวี้เอ๋อร์" เมื่อเห็นผู้หญิงคนนี้ สีหน้าของซุนหลิงจือก็ผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน แต่ยังไม่ยิ้ม
    เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ซับซ้อน เหอชิงมู่หรือหนุ่มหล่อตัวสูงคนนั้น กับหูจวิ้นเจี๋ยที่ตัวเตี้ยกว่านิดหน่อย ทั้งสองมีเรื่องที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีการถกเถียงกันเกิดขึ้น ก็เลยให้ลูกน้องประลองกัน นี่ก็คือวิธีการแก้ไขความขัดแย้งตามปกติของชนชั้นสูง
    ชนชั้นสูงมีฐานะสูงส่ง ชีวิตก็ยิ่งล้ำค่าสุด ๆ ย่อมไม่เข้าไปเสี่ยงอันตรายเองง่าย ๆ ปัญหาบางอย่างไม่ใช่ว่าอาศัยปากแล้วจะพูดให้กระจ่างได้ ดังนั้นทุกคนจึงรวบรวมยอดฝีมือชุดหนึ่งมาประลองตัดสินแพ้ชนะ คนที่ทั้งสองฝ่ายส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสำริด คนหนึ่งใช้ทวน อีกคนหนึ่งใช้ค้อน ผลปรากฏว่าคนที่ใช้ค้อนสู้ไม่ไหว ถูกคู่ต่อสู้ใช้เคล็ดวิชาสี่ตำลึงปาดพันชั่งซัดค้อนฟักทองกระเด็น แล้วเพราะในห้องโถงใหญ่มีคนนั่งอยู่เต็ม ยอดฝีมือที่ใช้ทวนจึงตั้งใจเปลี่ยนทิศทาง ยิงค้อนฟักทองออกไปด้านนอก ใครจะคิดว่าซุนหลิงจือจะบังเอิญปรากฏตัวในเวลานี้
    "เรื่องนี้เดิมทีเป็นอุบัติเหตุ แต่ทำให้น้องหลิงจือตกใจก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลย ยังดีที่น้องหลิงจือไม่เป็นอะไร แค่ตื่นตกใจไปเอง ไม่อย่างนั้นพี่ต้องนึกเสียทีหลังจนตายแน่ คราวหลังจะพยายามลดการประลองด้วยกำลังแบบนี้" ผู้หญิงคนนั้นมองเหอชิงมู่กับหูจวิ้นเจี๋ยพร้อมบอกว่า "คุณชายใหญ่ทั้งสอง น้องหลิงจือตกใจมากเพราะพวกคุณสองคน ควรจะชดเชยสักหน่อยนะ"
    "สมควรอยู่แล้ว" เหอชิงมู่รีบบอก
    "ทุกอย่างทำตามที่แม่นางอวี้เอ๋อร์กำชับ" หูจวิ้นเจี๋ยลังเลนิดหน่อย แล้วก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
    "พวกเงินทองธรรมดาเกินไปน้องหลิงจือไม่ได้ขาดแคลน ของที่ผู้หญิงชอบกันพวกนายก็ไม่มี" ผู้หญิงที่ชื่ออวี้เอ๋อร์เผยสีหน้าลำบากใจ หลังจากเงียบไปไม่กี่วินาที จู่ ๆ ก็กล่าวด้วยสายตาเป็นประกาย "นายน้อยเหอ จำเหอโส่วอูร้อยปีที่เปิดออกมาช่วงก่อนหน้านี้ได้หรือเปล่า น้องหลิงจือชอบจัดต้นไม้ใบหญ้า นายมอบเหอโส่วอูให้เธอสิ น้องหลิงจือต้องชอบมากแน่นอนส่วนนายน้อยหู ไผ่ฉีจู๋ที่หยดเซรั่มได้ นายตัดใจทิ้งไปได้หรือเปล่า?"
    "ฉันตกลง" เหอชิงมู่กล้ามเนื้อใบหน้าบิดเบี้ยวครู่หนึ่ง
    "ขอแค่หลิงจือไม่โกรธ ต้นไม้เล็ก ๆ ต้นเดียวก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉันจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้" หูจวิ้นเจี๋ยยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับเหมือนมีเลือดไหล
    "น้องหลิงจือ เห็นแก่หน้าพี่สาว เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปอย่างนี้เถอะ ดีไหม? ถึงยังไงพวกเขาสองคนก็ไม่ได้ตั้งใจ" อวี้เอ๋อร์แอบกะพริบตาให้ซุนหลิงจือ
    ซุนหลิงจือสีหน้าเรียบเฉย พอผ่านไปห้าหกวินาทีถึงได้ทำเสียงฮึดฮัด นับว่ายอมรับแล้ว
    "ฉันรู้อยู่แล้วว่าน้องหลิงจือใจกว้าง น้องอวี้เอ๋อร์มาตกใจอยู่ที่นี่ พี่สาวจะไม่แสดงท่าทีก็ไม่ได้" อวี้เอ๋อร์ยิ้มบาง ๆ "หลายวันก่อนได้รับเมล็ดพันธุ์มาพอดี ฉันเองก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ให้น้องสาวช่วยเลี้ยงให้แล้วกัน"
    "พี่อวี้เอ๋อร์เกรงใจเกินไปแล้ว" ซุนหลิงจือไม่ทำหน้าตึงอีกแล้ว เหอชิงมู่กับหูจวิ้นเจี๋ยถึงได้วางใจแล้วจริง ๆ ตระกูลซุนไม่ใช่คนที่เอาใจได้ง่าย ๆ เลย
    "ฉันชื่อหยางอวี้เอ๋อร์ เป็นเจ้าของหออวี้เอ๋อร์" หยางอวี้เอ๋อร์กวาดสายตาหยาดเยิ้มมองบนใบหน้าหลิวเวยอัน "ทักษะธนูของคุณชายรูปหล่อท่านนี้ ขออภัยที่อวี้เอ๋อร์ตาไร้แวว ขออนุญาตถามถึงนามอันยิ่งใหญ่ของคุณชายสักหน่อย?"
    "สวัสดีแม่นางอวี้เอ๋อร์ ผมชื่อหลิวเวยอัน" หลิวเวยอันเห็นความเข้าใจผิดถูกคลี่คลายแล้ว จึงเก็บคันธนูและลูกธนู กลิ่นอายสังหารที่ปกคลุมร่างกายก็หายไปราวกับกระแสน้ำเช่นกัน
    ทุกคนต่างก็รู้สึกทึ่งในใจ วิชาธนูลูกโซ่อันน่าทึ่งก่อนหน้านี้ได้ตราตรึงอยู่ในใจของทุกคนแล้ว อาศัยแค่ลูกธนูสองดอกก็ทำให้ค้อนฟักทองที่หนักอึ้งเด้งกลับมาได้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้จริง ๆ กลิ่นอายสังหารที่แผ่ซ่านมาจากตัวเขา ทำให้คนรู้สึกว่าสองมือของเขาจะต้องเปื้อนเลือดแน่นอน
    "ที่แท้ก็เป็นคุณชายหลิว" ดวงตางามของหยางอวี้เอ๋อร์ฉายประกาย พอคนอื่น ๆ ได้ยินว่าหลิวเวยอันแซ่หลิว ก็สีหน้าเปลี่ยนไปมากเช่นกัน
    "เป็นนายเองเหรอ" ข้าง ๆ มีเสียงคนพูดแทรก หลิวเวยอันหันไปมอง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนรู้จัก เป็นเถ้าแก่น้อยของขบวนรถเฟยหม่า เขาจำได้แค่ว่าอีกฝ่ายแซ่หวัง แต่ชื่อหวังอะไรก็จำไม่ได้แล้ว
    "คุณชายหวัง รู้จักคุณชายหลิวด้วยเหรอ?" หยางอวี้เอ๋อร์มองเขา
    "มีโอกาสเจอกันครั้งหนึ่ง" เถ้าแก่น้อยหวังกล่าว ใบหน้าเขาแดงเรื่อเล็กน้อย สายตาของหยางอวี้เอ๋อร์มองทะลุปรุโปร่งเกินไป
    เมื่อพูดจาปราศัยกันสองสามคำ หยางอวี้เอ๋อร์ก็นำทุกคนเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่แล้ว ห้องโถงใหญ่เป็นรูปทรงกลม ตรงกลางเป็นเวทีหลังหนึ่ง สองคนที่ยังประลองกันอยู่บนเวทีทำอะไรไม่ถูก คนหนึ่งถือทวนยาว อีกคนรูปร่างสูงใหญ่เหมือนหมีควาย กำลังถือค้อนฟักทอง ส่วนอีกด้ามหนึ่งก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว
    ในห้องโถงใหญ่ยังมีคนนั่งอยู่ ในจำนวนนั้น โต๊ะที่อยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือถูกพังเละเทะแล้ว จานชามและแก้วน้ำแตกเกลื่อนพื้น ค้อนฟักทองด้ามหนึ่งติดอยู่ในมุม ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นผลงานของหลิวเวยอัน พวกสาวใช้กำลังเก็บกวาด พอคนกลุ่มนี้เดินเข้าไป ในห้องโถงใหญ่ก็เริ่มคึกคักอีกครั้ง
    หลิวเวยอันมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งหัวโต๊ะฝั่งตะวันออก รูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา แผ่ซ่านกลิ่นอายดุดันเปี่ยมบารมี ไว้หนวดสั้น ฉายตาเฉียบคมเหมือนมีกระแสไฟฟ้า ข้างหลังและด้านข้างมีคนนั่งอยู่หลายคน ทุกคนตัวเตี้ยกว่าครึ่งศีรษะ ทำให้เขาโดดเด่นเหมือนเป็นเดือนท่ามกลางหมู่ดาว
    หลังจากหยางอวี้เอ๋อร์จูงซุนหลิงจือเดินเข้ามาแล้ว เขาก็เป็นคนเดียวที่ไม่ได้ยืนขึ้น คนอื่นทุกขึ้นยืนทักทายหมด มีเพียงคนนี้ที่สนใจแต่รินเหล่าดื่มของตัวเองไป ไม่นาน หลิวเวยอันก็ได้รู้จักตัวตนของคนคนนี้แล้ว เขามาจากตระกูลหลิว หลิวโจ่วซิง
    หลิวเวยอันได้อาศัยบารมีของซุนหลิงจือ ได้นั่งใกล้กับหยางอวี้เอ๋อร์ ห่างกันแค่มีซุนหลิงจือกั้นเท่านั้น ทำให้ผู้ชายคนอื่นมองมาด้วยสายตาอิจฉา คนที่นั่งตำแหน่งนี้คงจะเป็นคนสำคัญมาก
    คนกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ด้วยกัน หลิวเวยอันยังนึกว่ามีเรื่องใหญ่ระดับชาติอะไรต้องปรึกษากันเสียอีก ใครจะไปรู้ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยทั้งนั้น ซุนหลิงจือกับหยางอวี้เอ๋อร์ก้มหน้ากระซิบกัน ส่งเสียงหัวเราะคิกคักเป็นระยะ สิ่งเดียวที่ทำให้หลิวเวยอันสนใจก็คือกลุ่มนางระบำหญิงบนเวที ท่วงท่าของพวกเธออ่อนช้อย ผ้ามุ้งบางคลุมแขนสีขาวอมชมพูด อรชรเย้ายวนใจ แล้วก็สนใจอาหารมากมายบนโต๊ะ มันสวยงามน่ากินมาก เพียงแต่ปริมาณน้อยเกินไปหน่อย
    กรอกน้ำชาลงท้องไปสองกา ก็ทำให้อิ่มไปแล้วเจ็ดแปดส่วน หลิวเวยอันรู้สึกเบื่อหน่ายพอดี จู่ ๆ หยางอวี้เอ๋อร์ก็ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวเสียงดังชัดใส "เวลาผ่านมาพอสมควรแล้ว พวกเราเริ่มงานกันเถอะ"
    หลิวเวยอันได้ยินแล้วพูดไม่ออก ที่แท้ตัวเองก็มาเร็วเกินไป ไม่มีที่ไหนให้ไป เหมือนกับไปรอดูหนัง แต่ไปก่อนเวลาเลยต้องเดินเล่นในสวนสาธารณะก่อน
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -
    1 พิณซือจู๋ (丝竹) หน้าตาคล้ายกีตาร์ เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีโบราณที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์จีนชื่อรวมของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของชาติฮั่นและเครื่องดนตรีประเภทเป่าจากไม้ไผ่ มีเครื่องสาย รวมทั้งการเล่นและการดึงสาย และเครื่องเป่าลม เมื่อเทียบกับเครื่องเคาะจังหวะ พิณซือจู๋ใช้มีท่วงทำนองที่หนักแน่นกว่า ทุ้มที่นุ่มนวลกว่าและสว่างกว่า เสียงที่ออกจากพิณซือจู๋ส่วนใหญ่มีความละเอียดอ่อน นุ่มนวล สวยงาม และสง่างาม และแสดงอารมณ์ที่สนุกสนานได้ดี

    คล้ายกับเรื่องอุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258