บทที่ 14 ข้าไม่ใช่สาววาย ไม่ได้คิดทะลึ่งเลยนะ!
เมื่อชิวหลินรุ่ยได้รับรู้ปฏิกิริยาของลู่จือฉิงที่ถูกคุมขังอยู่ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ‘แม่ลูกคู่นี้ช่างเหมือนกันจริง ๆ จิตใจของทั้งสองคนนั้นดีมาก ทั้ง ๆ ที่เื่เป็แบบนี้แล้วยังใจเย็นอยู่ได้’
แต่เขาก็ยังคงสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ห้ามให้นางกินจนจุกอีก ข้ายังสอบปากคำนางไม่เสร็จ หากนางจุกตายขึ้นมาจะทำเช่นไร”
เหล่าข้ารับใช้ต่างพากันกลั้นเสียงหัวเราะก่อนจะตอบรับว่า “ขอรับ/เ้าค่ะ”
หลังมื้อค่ำเขาก็รักษาสัญญาด้วยการให้ลู่จือฉิงได้พบกับเซี่ยมู่เป็เวลาหนึ่งเค่อ*[1] ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น
ลู่จือฉิงเห็นเซี่ยมู่ก็รีบวิ่งเข้ามากอดเด็กชายตัวน้อยโดยไม่ทันได้สวมรองเท้า จากนั้นนางก็เริ่มซักถามสารทุกข์สุกดิบต่าง ๆ ที่เซี่ยมู่ต้องเจอ แล้วก็ด่าชิวหลินรุ่ยว่าเป็คนใจร้ายเยี่ยงสัตว์ป่า
เซี่ยมู่เอ่ยขึ้นว่า “แต่เขาดูจะชอบข้าจริง ๆ นะ”
ลู่จือฉิงเบิกตากว้างและร้องออกมาอย่างใ นางเป็หญิงสาวที่บริสุทธิ์และซื่อตรงเช่นนี้ ชาติที่แล้วนางไม่ใช่สาววาย ไม่ได้คิดอะไรทะลึ่งตึงตังเลยจริง ๆ นะ!
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เอ่ยกับเซี่ยมู่ด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่นะ ไม่ว่าเขาจะชอบเ้ามากเพียงใด เ้าก็ต้องรักษาระยะห่างกับเขาไว้ เ้าคิดดูสิ เขาอายุยี่สิบกว่าแล้วแต่ข้างกายยังไม่มีหญิงใดเลย นี่มันบ่งบอกว่าเขาชอบบุรุษด้วยกันไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยมู่พยักหน้ารับอย่างจริงจังคิดว่าสิ่งที่ท่านแม่ของเขากล่าวมานั้นเป็ความจริง “ใกล้หมดเวลาแล้ว ข้าต้องไปก่อนพรุ่งนี้ค่ำจะกลับมาหาท่านใหม่”
ลู่จือฉิงรู้ว่าเด็กน้อยอยู่ในจวนของชิวหลินรุ่ยอย่างปลอดภัยจึงยอมปล่อยมือ แต่เซี่ยมู่เดินไปได้เกือบถึงประตูแล้วนางก็เรียกเขากลับมาก่อนจะกระซิบสั่งว่า “เ้าห้ามพูดอะไรนะ ถ้าเ้าไม่พูดอะไรพวกเราก็จะได้อาศัยอยู่ในจวนนี้ต่อไป ที่นี่สภาพความเป็อยู่ก็ค่อนข้างดีเลยนะ…”
เซี่ยมู่ถึงกับกุมขมับ คุณธรรมของนางอยู่ที่ไหนกัน! แค่ของกินนิดหน่อยก็ซื้อนางได้แล้วหรือ? ในฐานะม้าป่านางหลงลืมทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาภายนอกนั้นไปแล้วหรือ?
ชิวหลินรุ่ยมองดูการกระทำของทั้งสองแม่ลูก แต่เสียงนั้นเบาเกินกว่าจะได้ยิน หลังจากเซี่ยมู่กลับมาแล้วเขาจึงถามว่า“ลู่จือฉิงพูดอะไรกับเ้า?”
เซี่ยมู่กล่าวอย่างจริงจังว่า “ท่านแม่ข้าต่อว่าท่าน…”
“หืม?”
เซี่ยมู่ทำตาเป็ประกายและเอ่ยด้วยท่าทางที่ไร้เดียงสา “ท่านแม่บอกว่า ท่านเองก็อายุมากถึงยี่สิบกว่าแล้วแต่ข้างกายยังไร้ซึ่งสตรี แสดงว่าท่านต้องไม่ใช่คนดี…”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘อายุมาก’ ที่ถูกเน้นย้ำเป็พิเศษ พร้อมกับใบหน้าไร้เดียงสานั้น ชิวหลินรุ่ยไม่พอใจเป็อย่างมากพลางคิดในใจว่า ว่าข้าแก่เช่นนั้นหรือ? ดูท่าจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เสียแล้ว
วันต่อมาเยว่เชียนหานผู้ชั่วช้า ก็ส่งน้องสาวผู้งดงามของตนมาเล่นกับลู่จือฉิง
พูดตามตรงเด็กสาวคนนี้ช่างน่ารักยิ่งนักเมื่อเทียบกับพี่ชายของนาง ยิ่งไปกว่านั้นแม้ลู่จือฉิงจะชอบบุรุษรูปงามเป็พิเศษ แต่สำหรับสตรีงาม นางก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กสาวที่อ่อนหวานน่ารักเช่นนี้
เยว่ชูหลิงมีนิสัยร่าเริงและซุกซน นางเป็คนที่พูดจาตรงไปตรงมา และพูดคุยกับลู่จือฉิงอย่างถูกคอ
ในตอนแรกนางก็ถามคำถามน่าเบื่อ แต่ลู่จือฉิงก็พบว่าจุดสนใจของนางค่อนข้างแปลก แม้แต่วิธีคิดของนางก็แตกต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นเย่วชูหลิงถามว่า “น้องชายเซี่ยมู่ผู้นี้ช่างน่ารักจริง ๆ มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาจริง ๆ หรือ? หยกอันประณีตเช่นนี้ ถูกฝังอยู่ในูเาเช่นนั้นหรือ?"
“พวกเรามาจากหมู่บ้านต้าซู่จริง ๆ”
“เหตุใดจึงเรียกว่าหมู่บ้านต้าซู่ล่ะ? ที่หมู่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง...”
ตอนแรกลู่จือฉิงคิดว่านางเป็คนของชิวหลินรุ่ย ที่ส่งมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้นางบอกความจริง และนางก็เดาไม่ผิด
เยว่ชูหลิงยอมรับด้วยตนเอง หลังจากที่ได้พูดคุยกับลู่จือฉิงมาตลอดทั้งบ่ายนางก็หัวเราะจนปวดท้องไปหมด “พี่ลู่ ท่านเป็คนน่าสนใจเช่นนี้ คงไม่คิดร้ายสิ่งใด ข้าว่าท่านอ๋องคงระแวงมากเกินไป”
ลู่จือฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “น่าเศร้าใจยิ่งนัก แค่ใช้ชีวิตให้ดีก็ยากมากแล้ว หากยังต้องมานั่งระแวงอีกคงจะทุกข์ไม่น้อยเลยนะ”
เยว่ชู่หลิงแลบลิ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ขออย่าให้ท่านพี่หลินรุ่ยคิดว่าพี่ลู่เป็คนขององค์รัชทายาทที่แฝงตัวเข้ามาเลยนะ เพราะว่าตอนนี้ท่านพี่หลินรุ่ยกับองค์รัชทายาทขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หากเขาจับได้ว่าใครเป็คนขององค์รัชทายาทก็จะตัดลิ้นหรือไม่ก็ตัดหัวแล้วส่งกลับไป”
ลู่จือฉิงใในตอนแรก จากนั้นก็ทำหน้าสงสัย “องค์รัชทายาท?”
เยว่ชูหลิงพยักหน้ารับ “ตอนนี้คนทั่วทั้งเมืองเยว่หลานล้วนรู้ดีว่าท่านอ๋องรุ่ยกับองค์รัชทายาทไม่ลงรอยกัน ต่างชิงไหวชิงพริบกันจนแทบเอาชีวิตเข้าแลก ข้าจึงอยากให้พี่ลู่ระวังตัวไว้ด้วย”
ลู่จือฉิงทำท่าทางครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วสุดท้ายจึงได้เข้าใจ นางไม่เพียงแต่คล้ายกับพระชายารุ่ยของอ๋องรุ่ยเท่านั้น แต่ยังถูกดึงเข้าไปสู่วังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจอีกด้วย!
์! นี่ท่านจะรังแกกันเกินไปแล้วนะ!
ลู่จือฉิงจับแขนเยว่ชูหลิงแล้วพูดอย่างจริงจัง “องค์รัชทายาทคือใครข้าไม่รู้จัก และไม่อยากรู้จักด้วย ตอนนี้ข้าแค่อยากกลับบ้าน…”
“พี่ลู่อย่ากังวลไปเลย ท่านพี่หลินรุ่ยจะทำสิ่งใดล้วนไตร่ตรองมาเป็อย่างดีก่อนแล้ว ตอนนี้เขาก็ยังปฏิบัติต่อเซี่ยมู่อย่างดี พี่ลู่จึงยังปลอดภัยอยู่…”
ลู่จือฉิงพูดอย่างโกรธเคืองว่า “เขาย่อมต้องฆ่าข้าเพื่อหวังจะ
เซี่ยมู่แต่เพียงผู้เดียวน่ะสิ!” ทว่าในใจกลับแอบสงสัยว่า หรือเซี่ยมู่จะเป็บุตรชายของชิวหลินรุ่ยจริง ๆ หรือเขารู้เื่นี้แล้ว?
เยว่ชูหลิงชะงักไปเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดลู่จือฉิงจึงคิดเช่นนั้น แต่ก็ยังพยายามปลอบใจ “อย่าห่วงไปเลยเดี๋ยวข้าจะช่วยท่านเอง และท่านพี่ของข้าก็จะช่วยท่านเช่นกัน”
“พี่เ้าหรือ? ฮึ!”
เยว่ชูหลิงรู้ว่าลู่จือฉิงยังคงขุ่นเคืองเื่ที่ถูกพี่ชายของนางหลอก ทว่านางก็ยังรีบอธิบาย “พี่ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าใต้เท้าจะตัดสินใจเช่นนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจ พี่ข้าคือคุณชายน้อยแห่งสำนักปี้หรงที่มีฝีมือดีมากหากท่านยังไม่วางใจ ข้าจะช่วยท่านฝ่าออกจากจวนไปก็ได้!”
“เหตุใดเ้าจึงช่วยข้า?” หรือว่าเป็เพียงการทดสอบของชิวหลินรุ่ย?
เยว่ชูหลิงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตื่นเต้น แล้วชักกระบี่สั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาอย่างว่องไว “ข้าปรารถนาที่จะเป็วีรสตรีผู้ผดุงความยุติธรรม!”
ลู่จือฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็สรุปว่าได้ว่า ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ความคิดเหลวไหลฟุ้งเฟ้อของหนุ่มสาวก็ยังคงรุนแรงพอกันทั้งนั้น...
[1] หนึ่งเค่อ = 15 นาที