จ้าวลู่ชิงเข้ามาภายในห้องที่อยู่อีกฝาก บุรุษรูปร่างสูงทว่าร่างกายผอมจนหนังติดกระดูกนอนหลับอยู่บนเตียงไม้ มิใช่เตียงเตาเหมือนห้องของภรรยา คนครอบครัวนี้ผอมกันจนน่าใจหาย ขาดสารอาหารชนิดรุนแรง เมื่อไม่มีผู้ใหญ่คอยทำงานหาเงินเป็ธรรมดาที่เด็กจะต้องอดอยาก
ซูเซียงแอบปาดน้ำตา ตอนเด็กนางก็เคยมี่เวลาที่ยากลำบากเร่ร่อนอดมื้อกินมื้อ นางรู้ซึ้งดีว่าความหิวโหยมันทรมานอย่างไร
ใบหน้าแดงก่ำเหมือนมีไข้ทำให้จ้าวลู่ชิงยื่นมือไปแตะหน้าผากคนป่วยโดยมิสนใจข้อห้ามระหว่างชายหญิง
ซูเจินอยากจะห้าม คุณหนูของนางเป็ดรุณีที่งดงามราวกับเทพเซียนและยังมีความสามารถสมควรได้ออกเรือนกับบุรุษมีความสามารถเช่นเดียวกัน
หากผู้ใดรู้ว่าคุณหนูของนางถูกเนื้อต้องตัวกับบุรุษอื่นจะถูกติฉินนินทาเอาได้ แต่ว่าคุณหนูของนางกำลังตรวจคนไข้ถ้ามิแตะเนื้อต้องตัวจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องรักษาแบบใด นางทำได้เพียงคอยยืนมองอยู่ใกล้ ๆ
จ้าวลู่ชิงตรวจชีพจรคนป่วยอยู่สักพัก จากนั้นก็รีบบอกให้ซูเซียง
กลับไปจัดเทียบยาตามที่สั่ง นางขึ้นเขากับท่านปู่แล้วเก็บสมุนไพรที่จำเป็มาหลายชนิดไม่นึกเลยว่าจะได้ใช้เร็วเพียงนี้
ระหว่างรอของที่ให้ซูเซียงไปนำมา นางก็นั่งพิจารณาแผลที่ขาด้านซ้าย บริเวณใกล้แผลที่เปื่อยเน่ามีตุ่มเป็ก้อนเกือบเท่ากำปั้นเด็กทารก
“พวกเ้าเคยเชิญหมอมารักษาอาการหรือไม่”
“พวกข้าเชิญมาแค่ครั้งเดียว ตอนที่ท่านพ่อกลิ้งตกเขาใหม่ ๆ ข้าไปเชิญท่านหมอหมู่บ้านข้าง ๆ มาช่วยรักษา ตอนนั้นบ้านข้าไม่มีเงินจ่ายค่าหมอจึงต้องไปหยิบยืมหัวหน้าหมู่บ้านมาจ่าย ท่านหมอรู้ว่าบ้านข้าไม่มีเงินจึงไม่มาทำการรักษาอีก พวกเราไปอ้อนวอนเท่าไหร่เขาก็ไม่มา ท่านแม่กับท่านพ่อจึงบอกให้พวกเรามิต้องลำบาก”
โครกกกก!
เสียงท้องร้องทำให้จ้าวลู่ชิงก้มมองเด็กชายที่อายุเพียงสิบขวบ
“เ้าไปทานข้าวเถิด ในห้องนี้มีแค่เพียงพวกข้าก็พอ”
“พวกเราทานอาหารเพียงแค่วันละสองมื้อขอรับ”
“เ้าไปหาอะไรให้น้องเ้าทานหน่อยเถิด ปล่อยให้ท้องร้องไม่ดี” หันไปบอกพี่ชายคนโตของบ้านหลังนี้
มู่หานอึกอักจนจ้าวลู่ชิงสงสัย “อย่าบอกนะว่าบ้านเ้าไม่มีอาหาร”
“มีขอรับ พวกเราไปขุดผักป่าบนูเามาจะต้มทานมื้อเย็นพร้อมกัน”
“บ้านพวกเ้ามีข้าวเหลืออยู่หรือไม่”
มู่หานส่ายหน้า
“แป้งล่ะ”
มู่ห่านส่ายหน้าอีกครั้ง
“แล้วมื้อเย็นพวกเ้าจะทำอันใดทานกัน”
“ต้มผักป่า”
จ้าวลู่ชิงยืนนิ่งไปสักพัก มิน่าล่ะถึงได้หนังติดกระดูกกัน ครอบครัวนี้อยู่ในภาวะทุพโภชนาการกันทุกคน
หวังซื่อพะว้าพะวงอยู่หน้าประตู นางจะยื่นมือเข้ามาช่วยก็มิได้ เพราะบ้านนางก็มีหลายชีวิตที่ต้องเลี้ยง แป้งดำที่มีอยู่ก็น้อยนิดถ้าแบ่งมาให้บ้านนางจะทานไม่อิ่ม
ความคิดตีกันอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจเดินกลับไปแบ่งแป้งที่บ้านมาให้ครอบครัวมู่เล็กน้อย คนป่วยจะให้ทานแต่ผักป่าคงไม่มีวันดีขึ้น
มู่หานนั่งเช็ดตัวให้บิดาโดยมีจ้าวลู่ชิงยืนกำกับบอกวิธีการเช็ดตัวอยู่ข้างเตียง ซูเจินคอยจัดเตรียมอุปกรณ์ ส่วนคนอื่นถูกไล่ออกจากห้องให้ไปต้มยาช่วยซูเซียง
“เย็นลงแล้ว” มู่หานกล่าว
ซูเจินคอยมองจ้าวลู่ชิงฝังเข็ม คุณหนูของนางดูเชี่ยวชาญจนน่าเลื่อมใส าแบริเวณขาเนื้อบางส่วนเน่า ผ้าสะอาดชุบสุราแล้วเช็ดบริเวณรอบ ๆ าแ
ฆ่าคนนางยังมิรู้สึกขนลุกเท่านี้มาก่อน กริชที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยไฟขูดเนื้อส่วนที่เน่าออก ถ้าไม่ฝังเข็มสกัดจุดคนป่วยคงร้องออกมาด้วยความเ็ปอย่างแน่นอน
จุดแรกผ่านไปด้วยดีเนื้อเน่าถูกขูดออกจนหมดจุดที่สองคือตุ่มนูนข้างแผล กริชถูกฆ่าเชื้อจากนั้นก็กรีดตุ่มขนาดใหญ่ หนองสีเหลืองปนเืไหลออกจนน่าสะอิดสะเอียน บีบหนองออกจนหมด แล้วใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด
ล้างมือในอ่างที่มีสุรา ขั้นตอนสุดท้ายนางใส่ยาสมานแผล แล้วนำผ้าฝ้ายสะอาดมาพันแผล
มู่หานมองทุกการกระทำแทบไม่กระพริบตา กูเหนียงผู้นี้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์อย่างแท้จริง ความเก่งกาจแผ่รอบตัว ดวงตาเรียวหงส์เต็มไปด้วยแววเฉลียวฉลาด นางหาใช่มนุษย์แต่เป็เทพเซียนแปลงกายลงมาโปรด
แววตามู่หานเถิดทูนจ้าวลู่ชิงโดยที่เ้าตัวมิรู้เลยว่าการกระทำของตนเองสามารถทำให้คนอื่นนับถือ
ห่อยาถูกจัดเป็ชุด แยกระหว่างของอวี้ซื่อกับของมู่ฉินออกจากกันเพื่อป้องกันมิให้เด็กพวกนี้สับสน
“ยามกลางคืนอากาศเย็น เ้าต้องคอยห่มผ้าหนา ๆ ให้ท่านแม่เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะ”
“ให้ท่านแม่ของเ้าจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ข้าจะมาฝังเข็มรักษาอาการให้แม่เ้าอีกครั้ง”
จ้าวลู่ชิงไม่ห่วงบิดาของเด็กเท่าไหร่เพราะาแสามารถสมานกันได้ แต่อาการของอวี้ซื่อนี่สิต้องรักษากันไปอีกสักระยะ
“พี่สาว ข้าจะได้ทำงานเมื่อไหร่เ้าคะ” แหงนหน้ารอคอยคำตอบ
“น้องสาวเ้าพูดอันใด ตัวเล็กสูงมิถึงเอวของข้า จะทำงานอันใดได้ เ้าคอยเล่นอยู่บ้านดูแลท่านพ่อกับท่านแม่เถิด พรุ่งนี้น้องรองไปขุดผักป่า ข้าจะขึ้นเขาไปหาฟืนเพื่อนำไปแลกเงินมาจ่ายค่าหมอให้กับพี่สาวลู่ชิง”
ดึงน้องสาวเข้ามากอดเอาไว้ พยายามขอโทษพี่สาวตรงหน้า
“ข้าไม่้าค่าหมอ เ้าเก็บเงินไว้ซื้ออาหารเถิด”
ครอบครัวลำบากจนต้องต้มผักป่าประทังชีวิต นางจะคิดค่ารักษาก็คงดูใจร้าย ดูเหมือนว่านางอยากถอยห่างการเป็แพทย์มากเท่าใดต้องมีเหตุการณ์ให้นางรักษาตลอด
สมุนไพรที่เก็บมาจากูเานางรวบรวมไว้เพื่อ้าเปิดร้านขายยา ช่องทางทำเงินของนางที่วาดหวังคือการเปิดร้านขายยาสมุนไพรั้แ่หาได้ทั่วไปจนถึงสมุนไพรที่หาได้ยาก ในต้าถังนางต้องกลายเป็คหบดีผู้มั่งคั่ง
ยุคสมัยโบราณการแพทย์ยังล้าหลังอยู่มาก ราษฎรเจ็บป่วยแต่มิสามารถเข้าถึงการรักษาเพราะค่าหมอแพง หลายคนยอมอดทนต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บจนตายดีกว่านำเงินอันน้อยนิดของครอบครัวมารักษาตัว
“เสี่ยวชิง นี่คือผักที่บ้านข้าปลูก เพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจ เ้านำกลับไปทำอาหารเถิด ให้พ่อของเด็กพวกนี้หายป่วยก่อนแล้วค่อยขึ้นเขาไปล่าสัตว์มาแลกเงินเพื่อจ่ายค่ารักษา”
หวังซื่อรับรู้ถึงความยากลำบากจึงช่วยพูดให้กับครอบครัวมู่
ซูเซียงเห็นคุณหนูพยักหน้าจึงรับผักในตะกร้า มีทั้งหัวไชเท้า ผักกวางตุ้งที่ยังไม่โตเต็มที่
“ขอบคุณท่านป้ามากเ้าค่ะ แต่ข้ามิเก็บค่ารักษา”
“ข้ายอมทำงานให้พี่สาวจนกว่าจะสามารถจ่ายค่ารักษาจนหมด”
มู่หานตัดสินใจ ถึงจะจนแต่มิอาจเอาเปรียบผู้อื่นได้
“เ้าอยากทำงาน?”
มู่หานพยักหน้า
เด็กครอบครัวนี้ขยันกันจริง “เอาเป็ว่าหากมีงานข้าจะให้คนมาเรียกเ้าไปทำ”
“เอาล่ะ ข้าขอตัวกลับก่อน”
นายบ่าวทั้งสามเดินกลับบ้าน จ้าวลู่ชิงถอนหายใจกับความอัตคัดของชาวบ้าน
“ครอบครัวมู่ลำบากจนไม่มีข้าวกรอกหม้อ เหตุใดลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านไม่คัดเลือกคนในครอบครัวนี้มาทำงานล่ะ”
ซูเซียงถือตะกร้าผัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ครอบครัวมู่และครอบครัวที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นคือชาวบ้านอพยพมาจากที่อื่น ท่านหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านเป็คนจิตใจดีจึงให้พวกเขาลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้าน ทว่าความใจดีก็มิได้มีพร่ำเพื่อ ครอบครัวในหมู่บ้านล้วนยากจน หากเป็เ้ามีอะไรดีจะแบ่งปันพี่น้องหรือผู้อื่นก่อนล่ะ”
“พี่น้องเ้าค่ะ” ซูเซียงเข้าใจแจ่มแจ้ง
“เอาล่ะ วันนี้ข้าจะเข้าครัวปรุงอาหารแสนอร่อยจนเง็กเซียนฮ่องเต้อิจฉาให้พวกเ้าลิ้มลอง”
“คุณหนูใจดีที่สุด”
“แต่…ต้องรอหน่อยนะ ข้าขออาบน้ำล้างคราบสกปรกออกจากร่างกายเสียก่อน”
“บ่าวจะรีบไปบอกห้องครัวต้มน้ำให้คุณหนูชำระร่างกายนะเ้าคะ”
สิ้นเสียงซูเซียงก็วิ่งตรงดิ่งไปยังห้องครัว นางคิดถึงอาหารที่คุณหนูบอก ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้ยังต้องอิจฉามันจะอร่อยเพียงใดกันนะ
“ซูเซียงนางยิ่งโตยิ่งมิรักษามารยาท” ซูเจินบ่นน้องสาวฝาแฝด
“เ้าจะเคร่งเครียดไปไย ทำตัวเหมือนอี้หมัวมัวไปได้”
“คุณหนู”
“เอาน่า เ้าเด็กกว่าข้าเสียอีก ไยต้องทำตัวแก่เคร่งกฎระเบียบด้วยเล่า อย่าลืมว่าตอนนี้พวกเราเป็แค่ชาวบ้านธรรมดามิได้มียศถา บรรดาศักดิ์เช่นแต่ก่อน”
“ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดาหรือเป็จวิ้นจู่ [1] คุณหนูก็คือคุณหนูของบ่าว”
“เ้านี่มันมิกลัวหัวจะหลุดจากบ่าเลยหรืออย่างไรถึงกล้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับจวิ้นจู่”
“เปรียบเทียบกับจวิ้นจู่มิใช่กงจู่ [2] เสียหน่อย หากจวนฝู่กั๋วกงมิล้มคุณหนูจะได้เป็ถึงหวังเฟย [3] แห่งจวนฉีอ๋อง”
“ระวังปากเ้าด้วย เื่นี้หาใช่ว่าจะพูดเล่นได้”
“บ่าวขอโทษเ้าค่ะ” ซูเจินเห็นใบหน้าของคุณหนูจึงรีบขอโทษ
รู้ว่าตัวเองผิดที่เผลอพูดเื่นี้ออกมาด้วยความคะนองปาก
“เอาล่ะ เ้ามิต้องรู้สึกผิดไป มาช่วยข้าอาบน้ำพวกเราจะได้ลิ้มลองอาหารอร่อยกัน”
“เ้าค่ะ”
หมายเหตุ
[1] จวิ้นจู่ ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงหรือท่านหญิง ขั้น 1 ชั้นรอง
[2] กงจู่ ตำแหน่งองค์หญิงขั้น 1 พระธิดาในองค์จักรพรรดิ
[3] หวังเฟย ตำแหน่งพระชายาเอกในอ๋อง ซึ่งตำแหน่งนี้ผู้เป็อ๋องสามารถแต่งตั้งได้คนเดียว