วิถีแห่งผู้สังเวยชีวิต : ปลดล็อกมหาเวทต้องห้ามด้วยระบบขยายหมื่นเท่า!

    บทที่ 29 ผู้สังเวยคลั่ง สั่นสะเทือนไปทั้งสนาม!

            สิ้นเสียงประกาศ

     

            บรรดาผู้เข้าสอบต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที การเปิดโอกาสให้เลือกคู่ประลองได้อย่างอิสระเช่นนี้ ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับอาชีพสายต่อสู้ เพราะขอเพียงเลือกคู่ต่อสู้ที่เป็นสายฮีล หรืออาชีพสายใช้ชีวิต ก็แทบจะการันตีการผ่านเข้ารอบต่อไปได้ 100%

     

            แต่หากผู้ใช้อาชีพสายสนับสนุนหรือสายใช้ชีวิตสามารถทำผลงานได้โดดเด่นในสนามประลอง ก็ยังมีโอกาสได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาเช่นกัน

     

            ทว่าการต้องมาเผชิญหน้ากับอาชีพสายต่อสู้หลัก สำหรับมือใหม่เหล่านี้แล้ว มันไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย!

     

            กฎเกณฑ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมานานนับร้อยปีแล้ว และยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าสถาบันการศึกษาระดับสูง อำนาจในการต่อรองของเมืองเล็ก ๆ ย่อมมีไม่มากนัก

     

            “เอาละ การประลองกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ให้เวลาทุกคนคิดตัดสินใจ 3 นาที”

     

            สิ้นคำพูดนั้น เกาชงก็ผุดลุกขึ้นยืนทันทีโดยไร้ความลังเล

     

            “อาจารย์ที่เคารพทุกท่าน ผมชื่อเกาชง อาชีพจอมโจรเงา ผมขอท้าประลองกับหลินหานครับ!”

     

            ทั่วทั้งสนามเงียบกริบลงในพริบตา ไม่ใช่เพราะตัวเกาชง แต่เป็นเพราะชื่อของหลินหานในอดีตเปรียบประดุจตัวตนระดับอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง

     

            แม้ว่าอาชีพที่ปลุกพลังได้ในปัจจุบันจะไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังดึงดูดความสนใจจากฝูงชนได้อย่างมหาศาล

     

            กรรมการตัดสินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอให้นักเรียนหลินหานและนักเรียนเกาชงก้าวเข้าสู่สนาม พวกเราจะเริ่มการประลองคู่แรกของวันนี้”

     

            เมื่อได้ยินดังนั้น เกาชงก็ยิ้มเยาะไปให้หลินหาน จากนั้นจึงก้าวยาว ๆ เข้าสู่สนามประลองด้วยท่าทางมั่นใจ ส่วนหลินหานที่รู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ค่อย ๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืน

     

            หวังเฉียงที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยเตือนเสียงเบา “ระวังตัวด้วยนะหลินหาน ไอ้หมอนั่นมันเปลี่ยนเป็นคลาส 2 แล้ว ฝีมือประมาทไม่ได้เด็ดขาด”

     

            “วางใจเถอะ”

     

            หลินหานตอบรับสั้น ๆ ก่อนจะเดินขึ้นสู่ลานประลอง

     

            เมื่อเห็นคนทั้งคู่ก้าวเข้ามาในสนามแล้ว กรรมการตัดสินก็เอ่ยขึ้น “กฎระเบียบเมื่อครู่ ฉันชี้แจงชัดเจนแล้ว หากมีใครฝ่าฝืน สิทธิ์ในการเข้าศึกษาจะถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง ห้ามเข้าร่วมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในทุกพื้นที่เป็นเวลา 10 ปี และจะไม่มีสถาบันการศึกษาใดรับพวกเธอเข้าเรียนเด็ดขาด”

     

            “ระหว่างการต่อสู้ ห้ามใช้ท่าลงมือถึงชีวิต และห้ามมีความคิดที่จะฆ่าฟัน”

     

            ทั้งสองคนพยักหน้ารับทราบ

     

            “ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว การประลองเริ่มได้!”

     

            ...

     

            เกาชงแค่นหัวเราะเสียงชาน “หลินหาน ฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่าวันหนึ่ง คนอย่างฉัน เกาชงจะได้มายืนประจันหน้าประลองกับอัจฉริยะอย่างแกบนลานแห่งนี้”

     

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ถ้าตอนนี้แกยอมคุกเข่าขอขมา ฉันอาจจะพิจารณาเบามือให้หน่อย ไม่อย่างนั้นขืนโดนหาว่ารังแกสายฮีล ฉันเองก็คงรู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนกัน”

     

            “เกาชง นายนี่ยังคงปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวคนที่ต้องไปนอนวัดพื้นอาจจะเป็นนายก็ได้” หลินหานว่า “ถึงตอนนั้น ถ้ามีคนรู้ว่าโจรขโมยอย่างนายแพ้ให้ผู้สังเวย มีหวังได้โดนหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิตแน่ ถ้าฉันเป็นนาย ป่านนี้คงลากขาคลานกลับบ้านไปแล้ว ไม่มาทำตัวขายหน้าในสถานที่แบบนี้หรอก”

     

            ฟังคำของหลินหาน ระดับความโกรธของเกาชงก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ทั้งที่การประลองรอบนี้เขาควรจะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า แต่ไอ้หลินหานกลับพูดจาราวกับว่า ตนเองเป็นฝ่ายกุมชัยชนะไว้แล้ว

     

            เป็นแค่ผู้สังเวย มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแบบนี้กับโจรขโมยอย่างเขา!

     

            มันไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าต่อปากต่อคำแบบนี้! ทำไมถึงยังกล้าเยาะเย้ยทั้งที่ความตายจวนจะมาถึงตัวอยู่แล้ว หรือว่าหลินหานจะไม่เกรงกลัวเลยจริง ๆ ?

     

            ทุกคนต่างรู้ดีว่า อาชีพผู้สังเวยไม่มีทางเอาชนะอาชีพโจรขโมยได้อย่างแน่นอน ทว่ายามนี้หลินหานกลับแสดงท่าทีไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด

     

            เรื่องนี้ทำให้เกาชงหงุดหงิดอย่างยิ่ง บทมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ!

     

            ตอนนี้หลินหานควรจะต้องร้องขอความเมตตาจากเขาไม่ใช่หรือไง!

     

            “หลินหาน ในเมื่อแกไม่มีทางถอยแล้ว ก็ปากแข็งต่อไปเถอะ พอคมมีดของฉันปักลงบนร่างแกเมื่อไหร่ แกจะได้รู้ว่าความห่างชั้นระหว่างพวกเรามันมากแค่ไหน! แต่สบายใจได้ ฉันไม่ฆ่าแกหรอก เพราะมันผิดกฎ แต่ฉันมีวิธีเป็นหมื่นวิธีที่จะทำให้แกทรมานเจียนตาย!”

     

            สิ้นเสียง เงาร่างของเกาชงก็เลือนหายไปจากลานประลองทันที

     

            ฝูงชนรอบสนามพลันเงียบสงบลง หากไม่ใช่ลูกหลานจากตระกูลใหญ่ที่มีการสืบทอดวิชา นี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นฉากการต่อสู้ของผู้ใช้อาชีพ

     

            “โฮ่ นึกไม่ถึงเลยว่าคนแรกที่เปิดสนามจะเป็นถึงโจรขโมยคลาส 2 ดูท่าที่นี่จะมีต้นกล้าใช้ได้อยู่บ้างนะ” ผู้ประเมินหญิงเอ่ยขึ้น

     

            ผู้ประเมินหนุ่มเอ่ยอย่างไม่แยแส “ฝีมือตัวคนเดียวก็พอใช้ได้ แต่กลับเลือกท้าประลองกับอาชีพผู้สังเวย แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่ารังแกคนอ่อนแอกว่า แล้วจะเรียกว่าอะไร”

     

            “ทั้งที่มีความสามารถพอจะไต่เต้าขึ้นไปได้แท้ ๆ แต่กลับเลือกเดินเส้นทางข่มเหงคนอื่น พูดตามตรง ต่อให้เจ้าเด็กนี่คว้าแชมป์มาได้ สถาบันของเราก็ไม่มีวันรับเข้าเรียนเด็ดขาด”

     

            ตอนนั้นเอง ชายชราที่นั่งข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “อย่าเพิ่งพูดตัดรอนขนาดนั้นสิ การท้าทายคนที่อ่อนแอกว่าถือเป็นวิธีและโอกาสที่ดีที่สุดในการแสดงศักยภาพของตนเอง เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไรหรอก”

     

            “ถูกต้อง ฉันเห็นด้วยกับเหล่าหลงนะ” ชายชราผมขาวอีกคนเอ่ยเสริม “หากจับคู่ให้คนที่ฝีมือสูสีและตึงมือมาเจอกัน การประลองรอบนี้คงได้ยุ่งยากกันไปใหญ่”

     

            “เด็กพวกนี้ผ่านการลุยดันเจี้ยนมาไม่กี่วัน ประสบการณ์การต่อสู้จริงยังขาดอีกมาก หากเจอคู่ต่อสู้ที่ระดับใกล้เคียงกัน ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าการประลองจะออกมาในสภาพแบบไหน ไม่แน่ว่าท้ายที่สุด อาจกลายเป็นการวัดกันแค่ว่าหมัดใครแข็งกว่ากันเท่านั้น”

     

            คำพูดนี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกคน สำหรับนักรบที่มีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน ปัจจัยตัดสินผลแพ้ชนะในการประลองย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะและการกุมจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

     

            แต่สำหรับเด็กใหม่เหล่านี้ ใครหมัดหนักกว่าคนนั้นก็ชนะ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าหากมีอาชีพนักรบลงแข่ง โอกาสคว้าแชมป์ย่อมสูงถึง 80%

     

            “หลินหาน เป็นไงล่ะ มองไม่เห็นฉันแล้วใช่ไหม!” เกาชงเร้นกายซ่อนตัวไปทั่วลานประลอง ในฐานะโจรขโมย การซ่อนกลิ่นอายถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด

     

            ในสายตาของผู้ชมรอบข้าง นอกเหนือจากบรรดาตาแก่ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ผู้ประเมินแล้ว คนอื่น ๆ ต่างไม่อาจจับร่องรอยของเกาชงได้เลย

     

            จอมโจรเงาคลาส 2 นับว่าเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของที่แห่งนี้แล้ว

     

            ทว่าในสายตาของหลินหาน ตอนนี้เกาชงกำลังเดินย่องเบาไปมาอยู่เบื้องหน้าเขา แถมยังทำหน้าตายียวนยั่วโมโหเป็นระยะ

     

            เพราะสเตตัสทุกด้านของหลินหานสูงปรี๊ดจนผิดมนุษย์มนา มโนภาพการเคลื่อนไหวของเกาชงจึงไม่อาจเล็ดลอดสายตาเขาไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากพูดถึงทักษะการเร้นกายซ่อนตัว หลินหานมีมหาเวทต้องห้ามครองไว้อยู่ด้วยซ้ำ

     

            แน่นอนว่า ในงานประลองแบบนี้ หากปลดปล่อยมหาเวทต้องห้ามออกมา มันคงเป็นการรังแกเกินไป คงไม่ถึงขั้นซัดที่แห่งนี้ราบเป็นหน้ากลองหรอกนะ

    คล้ายกับเรื่องวิถีแห่งผู้สังเวยชีวิต : ปลดล็อกมหาเวทต้องห้ามด้วยระบบขยายหมื่นเท่า! ที่คุณอ่าน