ท่ามกลางแสงตะวันสาดส่อง บนผืนทุ่งหิมะสีขาวโปรยปรายสะท้อนประกายระยิบระยับบาดตา กู้เซียนเซียน หญิงสาวร่างบางแก้มตอบ ดวงตาลึกโหลแต่ประกายตาแฝงความมุ่งมั่น กำลังก้าวเดินอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่ที่พักอันเงียบสงัดของเซียวหลงในเรือนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงเป็นใยของบ่าวหญิงที่เดินตามมาด้านหลังไม่ไกลนัก
แม้ลมหนาวจะพัดโหมกระหน่ำ อากาศเย็นยะเยือกจนด้านชาไปทั้งตัว เส้นทางเดินก็ขรุขระ เต็มไปด้วยอุปสรรคสำหรับคนที่เดินได้ไม่ถนัดเช่นนาง แต่กู้เซียนเซียนยังคงมุ่งมั่น กระชับเสื้อคลุมหนาสีขาว ก้มศีรษะหลบลมเย็นยะเยือกบาดแก้ม เดินหน้าช้าๆต่อไปด้วยแรงผลักดันจากความคิดถึงที่มีต่ออาจารย์ และความหวังที่จะได้อยู่กับเขาให้นานที่สุด
“ คุณหนู ให้ข้าช่วยท่านดีกว่า “ เสียงหญิงรับใช้ด้านหลังทักเรียกเสียงเบา แต่กู้เซียนเซียนกลับส่ายหัว พยุงร่างก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆด้วยตนเองต่อไป
เมื่อนางใกล้จะถึงประตูที่พักของเซียวหลง เสียงร้องเรียกหวานใสราวกระดิ่งก็ดังก้องไปทั่ว
“ อาจารย์ ~ “
ท่ามกลางเสียงลมหอนหวิว แว่วเสียงเรียกผ่านสายลมหนาวทำให้เซียวหลงที่เฝ้ารออยู่ภายในรับรู้ได้ถึงการมาถึงของลูกศิษย์ตัวเล็ก ชายหนุ่มนั่งอยู่ไกล้ริมหน้าต่าง เฝ้ามองนางค่อยๆเดินมาจากทางด้านหน้า ดวงตาของเขาเปล่งประกายระยับด้วยสายตาที่คลุมเครือ ยังคงรอคอยการมาถึงของนางเหมือนเช่นทุกวัน
กู้เซียนเซียนค่อยๆ ก้าวขาที่อ่อนแรงขยับเข้ามาไกล้เรือนเขาทีละนิด โดยมีสายตาของเซียวหลงที่เฝ้ามองดูอยู่ด้วยความห่วงใย แม้เขาจะไม่ได้ขยับตัวเข้าไปช่วยเหลือ และยังคงให้นางค่อยๆคืบคลานเดินมาหาเขาด้วยตนเอง
ในที่สุด นางก็มาถึงประตูห้องที่เปิดแง้มไว้รออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา อากาศอบอุ่นโอบล้อมร่างกายของหญิงสาวไว้ ช่วยคลายความหนาวเย็นที่ปกคลุมจากภายนอก นางค่อยๆมองหาตัวคนไปรอบๆ เห็นห้องพักที่เรียบง่าย ไม่มีของประดับตกแต่งมากนัก ห่างออกไปไม่ไกล ชายหนุ่มในชุดสีคราม รวบผมไว้เพียงครึ่งศีรษะ เส้นผมหนายาวตรงราวกับเส้นไหมถูกปล่อยทิ้งไว้กลางหลัง เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่นางด้วยความสนใจเจือความอ่อนโยนและอบอุ่น
กู้เซียนเซียนกลับทรุดลงนั่งบนพื้นทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงภายในห้อง พ่นลมหายใจหอบเหนื่อยราวกับวัว ขาของหญิงสาวไม่มีเรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวลุกได้ในตอนนี้ กระทั่งมือสองข้างยังต้องดันพื้นไปด้านหน้า แต่ใบหน้าและสายตาของนางกลับเปื้อนยิ้มมองตรงไปยังเบื้องหน้า เมื่อผสานสายตากับเขา นางพลันรู้สึกเหมือนได้พบกับสถานที่ที่คุ้นเคยมาก่อน สถานที่ในความทรงจำแสนสุขของนาง เพียงแต่..
“ แฮ่กๆๆ ถึงแล้ว แฮ่กๆ “ เสียงพูดสลับกับเสียงหอบของนางดังขึ้นรัวๆ
เซียวหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เรียกให้นางลุกขึ้น แต่กู้เซียนเซียนอ่อนเปลี้ยเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน นางจึงทำได้เพียงยิ้มเศร้า ส่งสายตาระยิบระยับกลับมาให้เขาพร้อมยื่นมือสองข้างไปด้านหน้า เพียงแต่ชายหนุ่มกลับไม่หลงกล ปราศจากความเห็นใจ จากน้ำเสียงนุ่มนวลในตอนแรกจึงเปลี่ยนเป็นเสียงตำหนิกลายๆ
“ ลุกขึ้น “ พื้นในฤดูหนาวเย็นเยียบ นางลงไปนั่งเช่นนั้น มิใช่หาเรื่องป่วยอีกหรือ คิ้วกระบี่พลันขมวดมุ่น
“ เดินมาจะถึงอยู่แล้ว ไยไม่พยายามอีกนิด “ เขายังคงปั้นหน้าขรึมเอ่ยดำหนิออกไปอีกประโยค
กู้เซียนเซียนยังคงไม่ขยับในทันที ท่าทางไม่ได้ตระหนักถึงคำตำหนิจากเขาเท่าไหร่นัก นางยังคงหอบหายใจอยู่อีกพักหนึ่งกระทั่งเริ่มปรับลมหายใจได้อย่างปกติ จึงเอ่ยตอบเขาออกไปบ้าง “ ขา ชา ไปหมดแล้ว “
นี่ใช่เรื่องที่จะต่อรองได้เสียที่ไหนกัน เซียวหลงนั่งมองดูลูกศิษย์ที่กำลังพยายามจะลุกโดยอาศัยการเกาะผนังเหมือนเช่นขามา กระทั่งตอนที่บ่าวหญิงจะเข้ามาช่วย ยังถูกเขาถลึงตาห้ามปรามไว้
หลังล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ ขาเล็กๆจึงค่อยๆก้าวเดินเข้ามาหาเซียวหลงทีละก้าว ราวกับเด็กทารกเพิ่งหัดเดิน
ชายหนุ่มทำเพียงยื่นมือออกไปรับเมื่อนางเดินเกือบจะเข้ามาไกล้เขาแล้ว ก่อนจะคว้าจับมือผอมบางที่ยื่นออกมาไว้และจูงนำมานั่งที่เก้าอี้พนักสูงด้านข้างเขา
หมดไปอีกหนึ่งเค่อเพื่อให้นางได้พักเหนื่อยตรงหน้าประตูและเดินมาหาเขา
หมดไปอีกครึ่งเค่อเพื่อให้นางได้ใช้มือสั่นเทาค่อยๆรินชาให้แก่เขาและตัวนางเอง
“ ตอนนี้เจ้ารับรู้รสชาติได้บ้างแล้วหรือยัง “ เซียวหลงขมวดคิ้วถามหลังมองดูการกระทำของกู้เซียนเซียนเงียบๆ เขาเห็นนางสามารถดื่มชาร้อนได้โดยไม่ต้องเป่าหรือรอให้เย็นเสียก่อน หากถ้วยที่สองเขาไม่ได้ห้ามไว้ คิดว่าชาร้อนถ้วยนั้นนางคงดื่มตามลงไปเสียหมดแล้ว
“ อืม.. เหมือนจะได้บ้างแล้ว ข้าแค่.. “ กู้เซียนเซียนพยายามคิดทบทวนอาหารที่นางกินไปเมื่อเช้า คิดถึงรสชาติต่างๆที่ได้ลิ้มลองมา แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก รสไหนๆก็ออกฝาดเฝื่อนเหมือนกันทั้งนั้น ก่อนจะเอ่ยตอบเลี่ยงไปว่า
“ เหมือนจะดีขึ้นมาก แต่แบบนี้ก็ดี กินได้ทุกอย่าง ไม่ใช่อาจารย์ชอบหรือ “ นางยิ้มตาหยีมองดูเขา มือสองข้างวางประกบถ้วยชาอุ่นๆบนโต๊ะเล็กที่คั่นระหว่างเขาและนางไว้
แต่เซียวหลงกลับไม่ตลกด้วย “ อ้าปาก “ เขาเริ่มสงสัยว่าหากนางไม่รู้รสสัมผัส มิใช่ปากพองไปหมดแล้วหรือไร
กู้เซียนเซียนอ้าปากกว้างอย่างเชื่อฟัง “ อ้า “
รอยแผลแตกที่ริมฝีปาก อาจมาจากความเย็นภายนอก ในกะพุ้งแก้มมีแผลบวมพองสีแดงระเรื่อจากความร้อนอยู่จริงๆตามที่เขาคาดไว้ไม่ผิด ชายหนุ่มค่อยๆใช้ปลายนิ้วชี้ไล้ไปที่ริมฝีปากนาง ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปไกล้มากขึ้นเพื่อตรวจดูแผลด้านในปากกลมเล็กๆตรงหน้า
“ อ้า “ กู้เซียนเซียนยังคงถูกจับคางปรับเปลี่ยนท่าไปมา ก่อนจะเห็นบ่าวหญิงที่ติดตามนางมายื่นยาตลับหนึ่งมาให้เขา
เขาเปิดตลับยาด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะป้ายเนื้อยาสีเขียวอมเหลืองอิหลักอิเหลื่อขึ้นมาด้วยนิ้วชี้ ป้ายลงไปบนปากของนางก่อนจะค่อยๆไล้ไปมาบนริมฝีปากแตกแห้งผากและกะพุ้งแก้มด้านในปากของนางจนทั่ว กระทั่งทั่วทั้งปากของกู้เซียนเซียนเต็มไปด้วยคราบสีเหลืองอมสีเขียวแลดูขบขัน
“ รู้สึกเย็นๆไหม “ เซียวหลงถามน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยอธิบายต่อ “ ยาตัวนี้มีว่านฤทธิ์เย็นหลายขนาน เจ้าเก็บเอาไว้ทาทุกวันหลังกินข้าวก็แล้วกัน”
เขาค่อยๆปิดตลับยา และเลื่อนไปทางด้านหน้านาง แต่กู้เซียนเซียนยังพยายามจะทำความรู้จักกับคำว่าเย็นๆในปากอยู่จึงไม่ได้ฟังประโยคถัดไปของเขา
“ มันขม แต่ไม่เย็น “ นางเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น ก่อนทำสายตาลอกแลกเหมือนไม่เข้าใจ
“ ขม ? ไม่เย็น ? “ คำตอบของนาง ทำเอาเซียวหลงต้องลากเอาตลับยาตัวนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง เขาเปิดมันขึ้นมา ดมไปมาสองสามรอบ กระทั่งต้องป้ายยาขึ้นมาบนลิ้นตนเอง
“ เจ้าใช่เข้าใจผิดอันใดหรือไม่ ยานี่ผสมหญ้าหวานไปด้วย เหตุใดจะขมได้เล่า “ เขาพยายามจับความรู้สึกในปาก หรือคนที่ป่วยจะเป็นเขากันแน่ ถึงกับต้องป้ายยาที่ปากตนเองเพิ่มไปอีกนิด
กู้เซียนเซียนนั่งเท้าคางอยู่ไกล้ๆเขา ชุดคลุมกันหนาวสีขาวหนาทำให้ใบหน้าภายใต้หมวกขนสัตว์นั้นดูเล็กลงไปอีก
กระทั่งเห็นเขาขมวดคิ้ว พลิกตลับยาไปมา พอจะหันไปถามบ่าวหญิงข้างตัว นางก็เดินออกไปไหนเสียแล้ว
“ ยาหมดอายุแล้ว “ กู้เซียนเซียนยิ้มเหยงๆไปยังเซียวหลง
“ ข้าจะตายหรือเปล่า ท่านป้ายยาให้ข้าราวกับข้าเป็นจานรองพู่กัน “ แม้นางจะพูดเช่นนี้ แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มเช่นเดิม
เซียวหลงป้ายยาส่วนหนึ่งจากริมฝีปากของนาง มาชิม “ ไม่ขมจริงๆ ยาดีๆ “ เขาผงกหัวไปมาหลายๆที ท่าทางผ่อนคลายไม่สงวนท่าทีอย่างที่เคย สายตายังคงมองดูตลับยาอย่างพิจารณา
แต่ราวกับฟ้าผ่ากลางวัน ตอนที่เขาไม่ทันระวัง ลิ้นเล็กๆของหญิงสาวข้างตัวก็ตวัดลงมาที่ริมฝีปากของเขาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวสองสามครั้ง กระทั่งจะผละออกหรือผลักนางที่โน้มตัวมาข้างหน้าให้ถอยห่าง เขาก็ยังไม่ได้ทำ
“ เจ้า เจ้าทำอะไร “ เขาช้อนสายตาขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดวงตาพลันเบิกกว้างอย่างตกตะลึง สมองพลันขาวโพลน ผิดกับใบหน้าที่ขึ้นปื้นสีแดงลามไปจนถึงคอ
"ขมไหม" กู้เซียนเซียนเอ่ยถาม ดวงตาของใสกระจ่าง จ้องมองเขาด้วยความสงสัย
คำถามของหญิงสาวทำให้เซียวหลงเงียบงันไปชั่วครู่ เขาไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ความรู้สึกต่างๆ คล้ายจะเชื่องช้าจนหยุดหมุน แต่แทนที่จะพูดตำหนิ เขากลับจ้องมองใบหน้าของนางอย่างเหม่อลอย ความคิดของเขาวุ่นวายไปหมด รู้สึกเพียงสัมผัสบางเบาจากลิ้นเล็กๆนุ่มชื้นของนางที่ตวัดลงบนริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็วเท่านั้นและสัมผัสนั้นเขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย
"หวาน" เขาเอ่ยตอบออกไปโดยไม่ทันได้คิด เสียงของเขาแหบพร่า หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก
กู้เซียนเซียนเอียงคอมองเขาอย่างตั้งใจ ฟังคำตอบของเขาแล้ว นางจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ "คงเป็นเพราะรสสัมผัสของข้าป่วยจริงๆ สินะ"
เซียวหลงจ้องมองใบหน้าของนาง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งคิดถึง ทั้งสงสารและสับสน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเพิ่งตระหนักรู้แน่นอนคือ นางเป็นคนพิเศษสำหรับเขาไปแล้วจริงๆ หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งและไร้เดียงสาผู้นี้…
ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เสียงลมพัดแว่วหวานราวกับบทเพลงแห่งรักเริ่มบรรเลงขึ้น หัวใจของเซียวหลง เต้นระรัวไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ผูกพันแน่นแฟ้นกับนางอย่างไม่รู้ตัว