ตอนที่ 1
ในห้วงความฝันอันยาวนาน..
ในที่สุดเงามืดนั้นก็ปกคลุมตัวข้าไว้ มันเหมือนจะกดทับและพร้อมฉีกกระชากร่างของข้าออกจากกันให้ได้..
น้ำตาอุ่นพลันไหลออกมาจากดวงตาที่แห้งผากของข้า ท่ามกลางความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก ข้ามาอยู่ที่นี่ทำไมกัน? มันเกิดสิ่งใดขึ้น? คำถามมากมายมันหมุนวนอยู่ในความคิดไม่รู้จบ มันทรมานเสียจนข้าไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว
ไม่นานนักข้าก็หลุดออกมาจากเงามืดนั้น เบื้องหน้าปรากฏภาพผู้คนมากมายกำลังวิ่งหนีอะไรบางสิ่ง กลิ่นสาบคาวลอยคลุ้งมากับสายลมที่พัดผ่านเข้ามาเป็ระยะ
สายตาของข้าพลันก้มมองดูมือของตนที่เต็มไปด้วยเืแห้งกรัง มืออีกข้างนั้นกลับกุมดาบยาวเล่มหนึ่งเอาไว้ ราวกับว่า.. มันได้เป็ส่วนหนึ่งในร่างกายของข้าอย่างสมบูรณ์แล้ว
ท่ามกลางเงาเมฆครึ้มดำนั้นพลันเริ่มมีแสงสว่างสีขาวลอดออกมา ร่างเย็นชืดของข้ากลับเริ่มละลายหายไปเหมือนฝุ่นควัน มันแสนเ็ปและยาวนาน จนกระทั่งพบว่าตัวของข้ากำลังล่องลอยไปกับแสงสีขาวนั้น มันอบอุ่น.. และคุ้นเคย
บนมหาพิภพอันกว้างใหญ่ โลกแห่งเหล่ามนุษย์ผู้กล้าจนถึงอสูรปีศาจชั้นต่ำ ผู้ใดนั้นหากได้เป็ผู้ถือครองของวิเศษล้ำค่า หรือเป็หนึ่งในผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับสูงสุด จะถูกนับว่าเป็ชนชั้นผู้ห่างไกลโลกิยะบนโลกมนุษย์ ยิ่งถ้าผู้ใดได้ครองของวิเศษเทพโบราณ ถือว่าคนผู้นั้นเป็ผู้มีอำนาจบารมีสูงสุด สามารถตั้งตนเป็เ้าแห่งาาและขยายการปกครองดินแดนได้หลายเมือง
ด้วยเหตุนี้ใน่ระยะร้อยปีที่ผ่าน บนดินแดนที่เต็มไปด้วยไฟาและความขัดแย้งในการแก่งแย่งชิงของวิเศษ มันกลับเริ่มสุขสงบลงโดยผู้ถือครองของวิเศษกำเนิดใหม่ ซึ่งปกครองโดยเ้าพยัคฆ์สีหนาท กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัตราคีรีนคร ผู้ของวิเศษสองอย่างคู่กาย นั่นคือศาตราเทพมีดตราครุฑ และตราแห่งพยัคฆ์ขาว ด้วยบารมีของทั้งสองสิ่งนี้ เ้าพยัคฆ์สีหนาทจึงสามารถรวมดินแดนทางเหนือหลายเมืองไว้เป็หนึ่งเดียว
เมื่อมีผู้ของวิเศษเทพโบราณ ทำให้เ้าพยัคฆ์มีเมืองน้อยใหญ่เข้ามาสวามิภักดิ์มากมาย โดยอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากของวิเศษและความเคารพศรัทธาจากผู้คน แต่ก็มีบางเมืองที่กลับตั้งตัวเป็ปรปักษ์ ก่อาฏ ทว่าไม่นานนักก็ถูกเ้าพยัคฆ์ยกทัพตีเมืองจนแตกพ่ายไป
กลุ่มฏเคียดแค้นชิงชังเหนือหัวแห่งวัตราคีรีนคร เหล่านักรบเดนตายพลันก่อมรสุมจนยากปราบปรามได้หมด มันผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่า.. เ้าพยัคฆ์อาจเพียงอาศัยของวิเศษสร้างอำนาจบารมีให้ตนเพื่อปกครองใต้หล้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าอำนาจนั้นกำลังจะมีบางอย่างมาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีกไม่ช้า
แคว้นวัตราคีรี เมืองกว้างใหญ่ในดินแดนทางเหนือ อยู่ติดกับแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งเป็เมืองหน้าด่านด้านการค้าที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ เมืองจึงมีเรือขนสินค้าเข้าออกมากมาย เหล่าประชาชนจึงอยู่ดีมีสุขเรื่อยมา
โดยคนรุ่นหลังแทบจะลืมเลือนไปว่าดินแดนอันสงบสุขแห่งนี้ เคยมีาที่ก่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่มาแล้ว แต่สำหรับคนรุ่นก่อนคงไม่อาจบอกได้ว่าประวัติศาสตร์คือบทเรียนอันแสนเ็ปและมันย่อมมีโอกาสหวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง
บ่ายคล้อยวันหนึ่งแถบชานเมือง ยามเมื่อสายฝนเริ่มซาลง บรรยากาศกลับมืดครึ้มเหมือนใกล้เวลาพลบค่ำ บริเวณภายในเรือนพักรองเสนาบดีนามว่าบูรา ปรากฏมีสตรีผู้หนึ่งมาพร้อมบ่าวรับใช้ติดตาม หญิงสาวเดินอย่างสงบเสงี่ยมเข้ามาในเรือนพักรองเสนาบดีบูรา
ในระหว่างนั้นมีชายกลางคนแต่งกายคล้ายผู้ดูแลเรือนพัก เขาเข้ามาต้อนรับอย่างรู้งานพร้อมกล่าวต้อนรับหลายประโยคกับหญิงสาว และแจ้งว่าคนที่้าพบอยู่ในห้องโถงอีกด้าน
บริเวณโถงห้องรับแขกพบชายวัยกลางคนร่างท้วมอ้วนผู้หนึ่ง เขากำลังนั่งเอนกายจิบสุราหวานด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ อีกฝ่ายทอดมองเรือนร่างหญิงงามผู้นั้นพลางตีสีหน้าเฉยชา แล้วจึงขยับริมฝีปากเอ่ยถามขึ้นว่า
“หึ ข้าคงนึกเสียเองว่าเ้าจะไม่มา” ชายร่างท้วมผู้นี้คือรองเสนาบดีบูรา ชายผู้คลั่งศักดิ์ศรีและลาภยศเป็ที่หนึ่ง พอเห็นหญิงงามคุ้นเคยผู้นี้เดินเข้ามา เขาจึงทำทีท่าเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งพอเป็พิธี
เขามิได้ให้ความสำคัญใดกับสตรีที่อยู่ตรงหน้ามากมายนัก การพบกันครั้งนี้เป็เพียงการเจรจาข้อเสนอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หญิงงามผู้นี้ใบหน้าสวยหวาน ผิวกายเนียนละเอียด ริมฝีปากเรียวงามได้รูป เรือนร่างสะโอดสะองราวกับสตรีสูงศักดิ์ เครื่องแต่งกายของนางใกล้เคียงกับหญิงในเมืองทั่วไป นางค่อยๆปลดผ้าคลุมศีรษะผืนบางออกแล้วส่งให้บ่าวรับใช้ตน
ครั้นหญิงสาวเห็นบูราอีกฝ่ายก็พลางเหยียดปากเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบกลับไปว่า “ท่านต้องรีบพูด เวลาของข้ามีไม่มากนัก”
เมื่อกล่าวจบอีกฝ่ายก็ขบกรามแน่น คล้ายกำลังมีโทสะคุกรุ่นอยู่ในใจมาก่อน หญิงสาวผู้นี้นามว่ากำไล ตำแหน่งพระสนมเพียงหนึ่งเดียวของเ้าพยัคฆ์สีหนาทแห่งแคว้นวัตราคีรี
นางคือธิดาแห่งเ้าเมืองศิลาขาว ซึ่งเป็หนึ่งในเมืองขึ้นของวัตราคีรีนคร แม้ว่าคนทั่วไปจะเห็นนางเป็เพียงสตรีบรรณาการจากเมืองที่ใกล้ล่มสลาย แต่ขุนนางบางคนกลับจะปลุกปั่นให้นางเป็เครื่องมือต่อกรกับเ้าพยัคฆ์ และพวกเขาจะเป็ผู้นั่งรับผลประโยชน์เสียเอง
แต่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ พวกสวะเ่าั้ย่อมปัดตัวให้พ้นผิดอยู่ดี กำไลเลือกเสี่ยงที่จะมาก็เพื่อจะดูท่าทีของพวกจอมสอพลอกลุ่มนี้
บูราหัวเราะกับท่าทางของอีกฝ่ายทันใด เขาตวัดสายตาขึ้นอย่างดูแคลน “เ้าเพิ่งได้มาเป็พระสนม สมัยก่อนก็เคย..”เขายังเอ่ยไม่ทันขาดคำก็มีเสียงแหลมเล็กของบ่าวรับใช้คนหนึ่งแทรกเข้ามา
“นี่ท่านจะกล่าวอะไร ควรให้ซึ่งเกียรติพระสนมด้วยนะเ้าคะ” กะเม็ง บ่าวรับใช้หญิงที่ติดตามมากล่าวแทรกเสียงดัง เมื่อเห็นว่าบุรุษคนนี้กำลังพูดจาดูถูกผู้เป็นายของตน
บูราทำสีหน้าโกรธขึ้ง ก่อนจะมองไปยังกำไลที่ยังมีท่าทีสงบนิ่ง หากตนไม่เห็นแก่หน้าหญิงงามที่อยู่ตรงหน้า เขาแทบอยากจะให้คนลากตัวนังบ่าวรับใช้ผู้นี้ไปโบยเสีย
แต่พลันนั้นก็ปรากฏหญิงสาววัยไม่ถึงยี่สิบคนหนึ่ง นางกำลังเดินออกมาจากมุมห้องพร้อมสำรับอาหารถาดหนึ่ง อีกฝ่ายกล่าวเสียงออดอ้อนขึ้นว่า
“หม่อมฉันต้องขออภัยด้วยแทนท่านพี่ด้วยเพคะพระสนม ท่านพี่ชอบกล่าววาจาล้อเล่นกับผู้อื่นเช่นนี้เป็ประจำ อย่าถือสาเลยเพคะ” หญิงสาวผู้นี้กิริยาท่าทางรู้ความและมีจริตมารยาทเช่นสตรีครองเรือน คงสถานะน่าจะเป็ภรรยารองของรองเสนาบดีบูรา
นางเดินค้อมกายเข้ามาทักด้วยอาการสำรวม พลางยกสำรับน้ำและอาหารหวานเข้ามาวางให้แขกที่อยู่ตรงหน้า กำไลพยักหน้ารับอีกฝ่าย พลางสังเกตว่าหน้าตาของหญิงสาวผู้นี้น่าจะมาจากต่างเมืองเช่นเดียวกันกับนาง
“ที่ข้าเชิญเ้ามา ก็เพื่อหารือเื่สำคัญ” บูราเริ่มเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญ ในมือยังยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอย่างหิวกระหาย ท่วงท่ากลับไม่เหมือนกับบุรุษผู้มีตำแหน่งในวังรับใช้แผ่นดิน
เมื่อกำไลเห็นดังนั้นก็นึกเดียดฉันท์อยู่ในใจ จึงเอ่ยยอกย้อนไปว่า “อย่างท่านรองเสนาบดี มีเื่ให้สนมต่ำต้อยเช่นข้าช่วยด้วยหรือ” กำไลสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ความดุดันกลุ่มหนึ่งวาบผ่านแววตา
บูรารู้สึกถึงความหยิ่งยโสของนางยิ่งนัก หากไม่ได้รองเสนาบดีบูราเช่นเขา ธิดาแห่งเ้าเมืองศิลาขาวคงมิได้ยกฐานะเป็พระสนมอยู่ทุกวันนี้
เ้าพยัคฆ์รับนางเป็พระสนม ก็เพื่อเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองที่เคยมีมาก่อนเท่านั้น กำไลไม่เคยลืมว่ารองเสนาบดีบูราเป็คนที่ช่วยให้นางได้เข้ามาในวัง เพื่อเป็การกระชับไมตรีของทั้งสองเมืองไว้
แม้ว่าหญิงสาวจะมิได้เห็นชอบที่เข้ามาในรั้ววังแห่งนี้มากนัก แต่ก็เป็สิ่งยืนยันที่จะรับรองว่าเมืองศิลาขาวจะอยู่รอดปลอดภัยได้ในอนาคต
บูรามีย่อมแผนบางอย่างเพื่อให้หญิงสาวได้เข้าไปใกล้ชิดเ้าพยัคฆ์สีหนาท เขาจึงไม่อยากโต้เถียงกับอีกฝ่ายให้มากความ “ข้าอยากให้เ้า ช่วยสืบหาว่ามีดตราครุฑและตราแห่งพยัคฆ์ขาวอยู่ที่ใด แล้วนำมันมาให้ข้า”
คำพูดของบูรานั้นทำให้กำไลรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ร่างบางของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย เหตุใดขุนนางขององค์กษัตริย์จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ เพราะหากเื่นี้ล่วงรู้ไปถึงใครเข้า นอกจากจะถูกข้อหาฏแล้ว ซ้ำยังอาจถูกพลังอำนาจจากของวิเศษคร่ากุมถึงชีวิตก็เป็ได้
“จงระวังคำพูดของท่านด้วย ท่านกำลังทำให้ตัวท่านเองกับข้าอาจต้องโทษถึงขั้นถูกปะา..” กำไลกดเสียงลง หญิงสาวมองไปรอบๆห้องด้วยความหวาดหวั่น
บูราไตร่ตรองไว้แล้วว่าหญิงสาวจะกล่าวเช่นนี้ จึงเตรียมคำพูดเพื่อข่มขู่อีกฝ่ายไปว่า “ถ้าเ้าไม่ทำ ข้าก็ไม่รับรองความปลอดภัยของครอบครัวเ้า หรือต่อให้เ้าไม่ทำคนอื่นก็ต้องทำ แต่ถ้าเ้าทำได้ย่อมนำมาซึ่งอิสรภาพของเมืองเ้า” อีกฝ่ายแสยะยิ้มมุมปากพลางตวัดสายตามายังกำไลที่ทำสีหน้าแปลกประหลาดอยู่
เ้าคนขี้ขลาด กล้าเอาเมืองศิลาขาวมาแลกผลประโยชน์กับข้า..
กำไลบีบเนื้อผ้าแน่น ไม่อาจกล่าวว่านางก็เคยมีความคิดอยากจะแย่งชิงของวิเศษเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังไร้ผู้สนับสนุนเท่านั้น นางพยายามข่มกลั้นอารมณ์ไว้ แล้วจึงกล่าวตอบเป็นัยออกไปว่า “สิ่งนั้นเป็ของสูงค่ายิ่ง ว่ากันว่าหากผู้ใดไม่มีบุญวาสนาพอ แค่คิดจะก็ถึงขั้นมีอันเป็ไป” กำไลสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อสิ้นเสียงของนาง บูราก็พลันตะเบ็งเสียงลั่น “ฮ่าๆ เ้าเชื่อเรื่อข่าวลือพวกนั้นด้วยหรือ ข้าคิดอยู่นานยังไม่เห็นเป็อะไร เ้าอย่าหัวอ่อนกับเื่พวกนี้นักเลย แผนของข้าจะทำให้เ้ากับครอบครัวสุขสบายตลอดชาติ มิต้องมาทนอดสูกับกับตำแหน่งสนมเล็กๆเช่นนี้”
กำไลเอ่ยตอบขึ้นอย่างรวดเร็ว “เ้าพยัคฆ์ยังมิเคยแตะต้องตัวข้าในฐานะนางสนม ข้าอยู่ในนามบ้านเมืองของข้า พระองค์ทรงเห็นข้าเป็เพียงเชลยคนหนึ่งในวัตราคีรีนครเท่านั้น ตัวประกันเช่นข้าที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ คงอาจทำให้ท่านผิดหวังแล้ว”
“ข้ารับปากว่าจะทำให้เ้ายิ่งใหญ่ได้ อีกอย่างถ้าหากข้าได้ของวิเศษทั้งสองสิ่ง เมืองศิลาขาวของเ้าย่อมไม่ต้องตกเป็เบี้ยล่างผู้ใดอีก” บูราคล้ายกำลังปลุกเร้าความคิดส่วนลึกของนาง
กำไลหรี่ตาลงพลางครุ่นคิด นางพลันกล่าวตัดบทอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะเริ่มพูดจาโน้มน้าวตนอีก “ข้าขอตัวกลับก่อน ทหารในวังจะสงสัย...”
นางแ่เสียงให้เบาลงแล้วเอ่ยเสริมขึ้นว่า “ข้าขอเตือนท่านไว้ด้วยว่า ตราบใดที่เ้าพยัคฆ์ยังทรงไม่แคลงใจในตัวท่าน ก็อย่าริเอาความคิดสกปรกมาแปดเปื้อนให้ตัวเองเดือดร้อนเสียเลย”
ครั้นเมื่อจบเสียงของนาง กำไลพร้อมบ่าวรับใช้ก็รีบลุกเดินออกจากโถงรับแขกนั้นทันที บูราไม่ได้สนใจกับคำกล่าวของกำไลนัก แม้แผนการครั้งนี้จะเสี่ยงมากก็ตาม เขาย่อมมีวิธีจัดการและหาทางหนีทีไล่ให้กับคนของตน อีกทั้งยังมีกลุ่มพันธมิตรที่ยังไม่เปิดเผยตัวคอยหนุนหลังอยู่ ใช่ว่าเขาจะไม่เคยยืมมือใครทำเื่นี้มาก่อน แต่เป็เพราะว่ากำไลมีสิ่งที่คนอื่นไม่มีต่างหาก
ในขณะที่กำไลกับบ่าวรับใช้ออกมาจากบริเวณเรือนพักของบูราแล้ว กะเม็งรีบกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยความกังวลใจ “นายหญิงน้อยเ้าคะ ท่านบูรากล่าวอะไรเช่นนั้น บ่าวรู้สึกใจคอไม่ดีนัก หรือว่าเขารู้เื่ของเราแล้วเ้าคะ” กำไลหันมาทำสายตาดุกะเม็งให้เงียบเสียงลง เพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเข้า
“เ้าอย่ากล่าวสิ่งใดให้มากความ ไปรีบจัดการเื่นั้นให้เสร็จ”
ณ ท้องพระโรงวังหลวงแห่งวัตราคีรีนคร มีเหล่าขุนนาง เสนาบดีฝ่ายต่างๆ และเหล่าแม่ทัพที่รักษาการหัวเมือง ต่างรับคำสั่งด่วนเข้าเฝ้าเ้าพยัคฆ์สีหนาทกันอย่างพร้อมเพรียง
“พระองค์จะทรงรับสั่งถอนกำลังทหารจากหัวเมืองขึ้นที่เรายึดมาได้ หากทำเช่นนั้น หัวเมืองน้อยใหญ่อาจจะก่อการฏ เป็ปรปักษ์กับเมืองของเรา ทรงถอนรับสั่งด้วยพะยะค่ะ”
เสนาบดีขษณะโค้งตัวลงต่ำ เขาแสดงจุดยืนเพื่อให้เ้าพยัคฆ์ไตร่ตรองใหม่อีกครั้ง การถอนกองกำลังทหารออกจากเมืองขึ้นที่เคยยึดมาได้อย่างยากลำบาก นั่นเป็สิ่งที่ขุนนางใหญ่เช่นเขาย่อมไม่เห็นด้วย
“หม่อมฉันเห็นพ้องกับพระองค์ เื่การถอนกำลังทหาร ราษฎรจะมองเห็นถึงพระเมตตาของพระองค์พะยะค่ะ” บูรากล่าวขึ้นบ้าง จนขุนนางน้อยใหญ่ที่อยู่ในท้องพระโรงนั้นเริ่มลังเลใจกับการตัดสินใจครั้งนี้
ในราชสำนักมีผู้ฝักใฝ่อำนาจมีนับร้อย ต่างคนต่างแย่งชิงความเชื่อใจขององค์กษัตริย์ ขุนนางน้อยใหญ่ต่อสู้กันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ซึ่งมีให้เห็นกันอย่างมากมาย เ้าพยัคฆ์สีหนาทกลับเห็นจนชินตา แต่หากใครกล้าทำเื่ร้ายแรงจนเกินไป ที่ผ่านมาขุนนางหลายคนก็กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าเกิดเื่ใดขึ้น แต่นับว่าเป็การข่มขวัญพวกเหล่าขุนนางที่กำลังกำเริบเสิบสานได้เป็อย่างดี
เ้าพยัคฆ์สีหนาท กษัตริย์หนุ่มผู้ปกครองแคว้นวัตราคีรี เบื้องหน้าท้องพระโรงแห่งนี้กำลังเปิดให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น เื่การถอนกองกำลังทหารออกจากเมืองขึ้น เ้าพยัคฆ์เห็นว่าท่าทีของเหล่าขุนนางของตนเริ่มควบคุมยากขึ้น เขาจึงหันมาทางขุนบดีกรเพื่อแจ้งเื่ที่ได้หารือไว้ก่อนหน้านี้ ราชเลขาคนสนิทอย่างบดีกรค้อมกายเล็กน้อยเพื่อรับคำสั่ง ก่อนเขาจะเอ่ยต่อหน้าทุกคนว่า
“เมื่อครั้งที่วัตราคีรีนครได้เข้าตีหัวเมืองน้อยใหญ่ ก่อเกิดความเกลียดแค้นชิงชังทุกหย่อมหญ้า ราษฎรอดอยากหิวโหย บัดนี้ด้วยพระเมตตาแห่งเ้าพยัคฆ์สีหนาท ได้รับสั่งให้ถอนกองกำลังทหารออกจากหัวเมืองดังนี้ หัวเมืองเหนือและใต้ ได้แก่ เมืองคูธาร เมืองนครอัตตะ เมืองปานากะ และเมืองชลธานคร หัวเมืองตะวันออก ได้แก่ เมืองมรินตา และเมืองกธุรา
ตามที่ได้รับสั่งก็ให้แม่ทัพได้ถอนกำลังทหารออกทันที และให้เมืองที่ได้รับการถอนกำลังทหารนั้น ให้เ้าเมืองเข้ารายงานความเป็อยู่ของราษฎรแก่แคว้นวัตราคีรีทุกสามเดือน ส่วนหัวเมืองใดที่ไม่ได้รับการถอนกองกำลังหาร ให้เหล่าทหารบางส่วนเข้าประจำการทันที และที่เหลือให้เพิ่มกองกำลังที่เขตชายแดนและกลับเมืองหลวง”
ขุนบดีกรประกาศตามที่บันทึกข้อความไว้ เพื่อให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงได้รับฟังโดยทั่วกัน
เหล่าขุนนางหลายคนเห็นด้วยกับเื่นี้ แต่ก็มีอีกหลายกลุ่มที่กลายเป็เหมือนว่าตัวเองกำลังถูกตัดแขนตัดขา เพราะเป็การตัดผลประโยชน์ทั้งเื่เรียกเก็บส่วยภาษีและการค้าชายแดน การกระทำเช่นนี้ก็นับว่าเ้าพยัคฆ์สีหนาท กำลังเริ่มท้าทายกลุ่มอำนาจมืดอย่างแท้จริงแล้ว
หลังจากนั้นเมื่อกำไลทราบข่าวว่าเมืองศิลาขาวไม่ได้เป็หนึ่งในเมืองที่ได้รับประกาศอิสรภาพ หญิงสาวคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว นางจึงไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจมากเท่าใดนัก ไม่เหมือนบ่าวรับใช้ตน กะเม็งใบหน้าคล้ำดำั้แ่ได้ยินข่าว ปากด่าทอสาปแช่งพวกมีอำนาจทั้งหลายไม่หยุด
เมื่อข่าวถอนกองกำลังทหารเริ่มแพร่สะพัด กำไลรีบเดินทางมาเข้าพบรองเสนาบดีบูราอย่างเปิดเผย หลังจากที่เขากลับจากเข้าเฝ้าเ้าพยัคฆ์เสร็จสิ้น บรรดาเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพูดคุยเื่ที่เกิดขึ้นอย่างหนาหู เพราะเื่นี้ย่อมกะทันหันเกินไปจนขุนนางหลายคนยังกังขา ไม่นานนักเื่นี้ก็ถูกนำไปติดประกาศให้ชาวเมืองทั่วไปได้รับทราบกันแล้ว
กำไลมาขอเข้าพบรองเสนาบดีบูราในตำหนักรับรองขุนนาง ทุกคนต่างรู้ดีว่าพระสนมกำไลรู้สึกกังวลใจ เื่ที่เมืองศิลาขาวยังไม่ได้ถูกถอนกำลังทางทหารออก กลับยังมีกองทหารเข้าประจำการเพิ่มขึ้นอีก เหตุการณ์เช่นนี้เป็ที่น่าสงสัยแต่กลับไม่มีใครรู้รายละเอียดมากนัก
กำไลเมื่อยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนาง หญิงสาวแสร้งทำสีหน้าเศร้าหมอง ทำท่าทีฝืนยิ้มและกล่าวต่อหน้าทุกคนว่า “การถอนกำลังทหารจากวัตราคีรีนครออก ย่อมจะเป็ช่องโหว่ให้กลุ่มโจรฏโจมตีได้ง่าย หากเมืองศิลาขาวยังอาศัยบุญบารมีของเ้าพยัคฆ์อยู่ บ้านเมืองของนางย่อมอยู่รอดปลอดภัยเช่นกัน..”
ในขณะที่เหล่าบรรดาขุนนางที่ได้ฟังกลับรู้สึกเห็นใจนางเป็อย่างยิ่ง มีบางคนยืนยันว่าจะถวายฎีกายื่นต่อเ้าพยัคฆ์อีกครั้ง แต่ยังมีหลายคนกลับเห็นด้วยที่แคว้นวัตราคีรียังไม่ถอนกำลังทหารออกจากเมืองศิลาขาว เพราะพื้นที่ของเมืองเคยถูกโจมตีโดยกลุ่มโจรอยู่หลายครั้ง ถ้าหากเมืองนี้ตกเป็ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แคว้นวัตราคีรีย่อมต้องเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล
และที่สำคัญไปกว่านั้น เมืองศิลาขาวจัดได้ว่าเป็แหล่งค้าเกลือและถ่านหินเป็ลำดับต้นๆของดินแดนทางเหนือ หากปล่อยให้กับผู้ใดได้ย่อมไม่เป็ผลดีเช่นกัน
กำไลที่รับฟังกลับไม่ได้แสดงความเห็นของตนมากนัก สตรีในรั้ววังจะยุ่งกับบ้านเมืองมากเกินไปย่อมไม่ใช่เื่ที่ดี
ภายหลังจากที่กำไลกลับมาถึงตำหนักตน บูราก็ส่งคนมาพบ ซึ่งเป็นางกำนัลน้อยท่าทางเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง และน่าจะเป็คนของบูราโดยตรง หญิงสาวผู้นี้ไม่เหมือนนางกำนัลในวัง แต่คล้ายจะเป็สายลับคนหนึ่งที่บูราส่งมาเพื่อดูลาดเลาก่อน นางได้เล่าว่าเคยมีสายลับแฝงตัวเข้ามาในวังมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถค้นหาห้องลับหรือเบาะแสที่อยู่ของวิเศษทั้งสองพบสักครั้ง
บูราจึงสนับสนุนให้ธิดาของเ้าเมืองศิลาขาวได้ตำแหน่งพระสนม เพื่อที่เขาจะใช้กำไลเข้าใกล้เ้าพยัคฆ์ให้มากที่สุด นางกำนัลน้อยคนนั้นยังกล่าวเสริมอีกว่า อาจเป็ไปได้เื่ของวิเศษทั้งสองสิ่งจะมีเวทย์อำพลางขั้นสูงคุ้มกันอยู่ ว่ากันว่าผู้ที่จะมาหักล้างเวทย์อำพลางนั้นได้จะต้องมีพลังต่อต้านผู้เป็นายแห่งของวิเศษ นั่นก็คือผู้ที่เกิดในคืนพระจันทร์สีเื และได้รับไอพลังจากจันทราสีเืโดยตรง
เมื่อกำไลได้ฟังนางกลับรู้สึกร้อนรุ่มในใจราวกับนั่งบนกระทะร้อน อีกฝ่ายจึงรีบตกปากรับคำนางกำนัลน้อยคนนั้นไปก่อน และกล่าวว่าจะพยายามหาทางเข้าหาเ้าพยัคฆ์ให้มากขึ้นเพื่อสืบเื่ของสิ่งนั้น
กำไลไม่อาจปฏิเสธบูราไปตรงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำตามโดยทันที แผนการของกำไลั้แ่ก้าวย่างเข้ามายังที่แห่งนี้ นางย่อมไม่เปิดเผยให้ผู้ใดทราบ บูราอาจจะล่วงรู้ความลับเื้ัของนางแล้ว จึงอาจจะยืมมือนางเพื่อภารกิจสำคัญนี้ แต่ถ้ามีรองเสนาบดีบูราและพวกคอยสนับสนุนอย่างไม่เปิดเผย หากเกิดสิ่งใดขึ้นนางย่อมจะไม่ยอมถูกลากลงนรกไปคนเดียวอย่างแน่นอน
ทว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้ประวัติความเป็มาที่ของธิดาเพียงหนึ่งเดียวของเ้าเมืองศิลาขาว กำไลคือผู้ที่เกิดในคืนพระจันทร์สีเื และบิดาของนางคือผู้ที่เลือกจะอุ้มบุตรสาวแรกเกิดของตนมารับไอพลังจากจันทราสีเืด้วยตัวเอง
เพราะหากเป็ชาวเมืองทั่วไป สตรีของครอบครัวใดคลอดบุตรในคืนพระจันทร์เต็มดวง จะต้องมีพิธีปัดเป่าและไม่ให้แม่และเด็กต้องแสงจันทร์โดยเด็ดขาด หรือต่อให้มีผู้ใดหาญกล้าทำเช่นนั้น ก็ใช่ว่าจะมีเด็กทารกคนใดจะกลายเป็ผู้ถูกเลือกที่ได้รับไอพลังจากจันทราสีเืโดยง่าย
กล่าวขานกันว่าไอพลังจันทราสีเืเป็พลังเวทย์ที่เคยถูกสาปมาก่อน หากมิใช่ผู้เป็เ้าของพลังก็จะถูกมันกลืนกินร่าง
ครั้นเมื่อมีแต่ผู้คนหวาดกลัวคำสาป แต่เ้าเมืองศิลาขาวกลับเห็นต่างกัน เขาเพียงปฏิญาณว่าบุตรของตนจะต้องยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด
จนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงผ่านมาร่วมสิบแปดปีแล้ว กำไลที่้าพิสูจน์เื่บางอย่างถึงต้องยอมถวายตัวมาเป็นางสนมแห่งแคว้นวัตราคีรี
ในคืนวันนั้น เ้าพยัคฆ์สีหนาทรับสั่งให้พระสนมกำไลเข้าเฝ้าในพระตำหนักทรงงาน
เมื่อกำไลเข้ามาด้านในตำหนักทรงงานแล้ว นางก็เห็นเพียงบุรุษกลิ่นอายสูงส่งผู้หนึ่งนั่งเท้าคางบนโต๊ะไม้สีดำขลับ ใกล้ตัวพบม้วนภาพเขียนวางระเกะระกะอย่างไม่เป็ระเบียบ หากเ้าพยัคฆ์ไม่ได้อยู่ในฐานันดรองค์เหนือหัวของแคว้น ภาพตรงหน้าของนางนั้นกลับเป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายคนหนึ่ง
ครั้นเ้าพยัคฆ์พอเห็นหญิงสาวมาถึงแล้ว อีกฝ่ายจึงรีบเงยหน้าเอ่ยทักขึ้นมาทันใด
“เ้าคงโกรธเคืองข้ามาก เื่ที่ข้าไม่ถอนกำลังทหารออกจากเมืองของเ้า” เ้าพยัคฆ์ปรายตามองท่าทีของกำไล ก่อนจะก้มหน้าวาดเขียนบางอย่างลงบนกระดาษต่อ หัวคิ้วของเขาขมวดแน่นเป็ระยะคล้ายกำลังใช้ความคิดกับสิ่งที่กำลังทำ
เื่ของเมืองศิลาขาวจะถูกถอนกำลังทหารหรือไม่นั้น มิอาจตัดสินได้เพียงเวลาอันสั้น ใช่ว่าเ้าพยัคฆ์จะไม่คิดถึงเื่นี้ แต่เขาย่อมต้องประเมินหลักการต่างๆให้รอบคอบ เพื่อจะไม่ให้มีผลกระทบกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้
เ้าพยัคฆ์เอนตัวพิงหมอนที่อยู่ใกล้ๆ เขาพลันส่งสายตาเ็ามายังสตรีบรรณาการที่กำลังนั่งหดตัวอยู่ตรงหน้า กำไลเติมแต่งใบหน้าให้ดูเย้ายวน ชุดงามที่สวมใส่บางจุดรัดแน่นจนเห็นสัดส่วนโค้งเว้าของสตรีชัดเจน นางปล่อยผมยาวทัดดอกไม้ช่อสีขาวบนศีรษะ ไม่คล้ายว่าขัดตาผู้พบเห็น แต่รู้สึกถึงอิสระและขับตัวตนของหญิงสาวออกมาได้อย่างงดงาม
กำไลก้มหน้าต่ำ หญิงสาวรู้สึกถึงสายตาอันเย็นเฉียบของเ้าพยัคฆ์ที่มองมา สิ่งนั้นยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มกดดัน คล้ายกับตัวนางกำลังจมอยู่ในก้นแม่น้ำหนาวะเื สติของนางกลับเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
เมื่อครั้งแรกที่กำไลพบเจอเ้าพยัคฆ์สีหนาท นางกลับไร้การเทิดทูนหรือมีใจเสน่หาเขาแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกเพียงว่านางกับกษัตริย์หนุ่มผู้นี้อาจมีสายสัมพันธ์กันบางอย่างคล้ายว่าอธิบายไม่ได้
กำไลครุ่นคิดหลายอย่างอยู่พักหนึ่ง นางกัดริมฝีปากตัวเองแน่น น้ำเสียงเจืออาการประหม่า “หม่อมฉันหามิได้เพคะ ดีเสียนักหนาที่เมืองศิลาขาวของหม่อมฉันยังอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ด้วยบารมีแห่งของวิเศษ เมืองใดที่ได้สวามิภักดิ์ถือว่าเป็ความโชคดีอย่างยิ่งเพคะ”
นางเอ่ยขึ้นพลางค้อยกายลงเล็กน้อย ดวงตาของนางฉายแววลึกล้ำ บุรุษที่อยู่ตรงหน้ามิได้มองนางในฐานะเฉกเช่นสามีมองภรรยา แต่ราวกับว่านางเป็เพียงหมากในกระดานไร้ค่าตัวหนึ่ง
เ้าพยัคฆ์ค่อยๆวางกระดาษและแท่งเขียนลง ก่อนจะตอบรับคำ “หากเ้าทำตัวอยู่ในหูในตาข้า ไม่สบคบกับขุนนางเพื่อหักหลังข้า ข้าก็สัญญาว่าเมื่อถึงเวลาเมืองศิลาขาวก็ย่อมเป็ไทเช่นกัน รวมถึงตัวเ้าด้วย”
กำไลหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่พยายามไม่ทำให้เกิดพิรุธใด เ้าพยัคฆ์คงรู้ว่านางไปมาหาสู่กับรองเสนาบดีแล้ว หรือเขาอาจล่วงรู้แล้วว่านางกับรองเสนาบดีกำลังคิดจะทำสิ่งใด หากเป็เช่นนั้นทำไมเขายังไม่เปิดโปงเื่ของนาง หรือแค่อาจกำลังคอยจับตาดูนางอยู่หรืออย่างไร
หากต้องมีห้องลับสักแห่ง มันอยู่ที่ใดกันหรือ..
กำไลพลันความคิดวาบผ่านขึ้นมา ในขณะนั้นเ้าพยัคฆ์หยิบกระดาษสีขาวหม่นออกจากแผ่นกระดานที่ตนวาดเขียนเสร็จแล้วยื่นให้อีกฝ่าย เมื่อกำไลรับมาดูกลับตื่นตะลึงไปชั่วขณะ ภาพนั้นดูแล้วไม่ได้งดงามลึกซึ้ง แต่เพียงลายเส้นหนักแน่นพลิ้วไหว คล้ายกับนักรบที่หาเวลาว่างมาวาดเขียนตอนไร้ดาบในมือเสียมากกว่า
ภาพนั้นคือทุ่งหญ้าทอดยาวริมูเา เส้นทางสู่เมืองศิลาขาว สตรีผู้หนึ่งยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมพัดเอนทิวดอกหญ้า นั่นคือนาง...
กำไลยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเต็มปอดก่อนกล่าวขึ้นว่า “หม่อมฉันทราบฐานะตัวเองดีเพคะ มิได้มีสิ่งใดที่พระองค์จะต้องกังวลพระทัย หม่อมฉันเพียงขอให้ท่านพ่อท่านแม่กับน้องชาย พร้อมชาวเมืองศิลาขาวให้อยู่ดีมีสุขเท่านั้น หม่อมฉันไม่เคยคิดไม่ดีหรือคิดจะหักหลังพระองค์เลยนะเพคะ”
เ้าพยัคฆ์พลันนิ่วหน้าคราหนึ่ง ดวงตานั้นมีแววความสงสัยเจืออยู่ จากนั้นเขาจึงเอ่ยเชิงเล่าบางอย่างให้อีกฝ่ายฟังว่า “ข้าตีทัพจับศึกมานานหลายปี เมืองศิลาขาวเป็สถานที่แห่งเดียวที่ข้าคิดว่าในอนาคตจะเป็ปราการสำคัญเื่บางอย่าง ข้าจึงมิอาจปล่อยวางได้
ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงผู้หนึ่งตรวจพื้นที่ชายแดนใกล้เมืองศิลาขาวเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาพบว่ามีแอ่งหลุมลึกใต้พื้นดิน มันมีพลังไร้ที่มาแทรกขึ้นมาบนอย่างน่าประหลาด ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าแถวนั้นแห้งตายเกือบหมด จนกว่าข้าจะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เมืองศิลาขาวจะต้องอยู่ใต้การควบคุมของวัตราคีรีนครไปก่อน เ้าคงต้องเข้าใจข้าเื่นี้”
กำไลใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้ในใจตนอยากจะซักถามเื่หลุมลึกใต้ดินใกล้เมืองศิลาขาว แต่กลัวว่าเ้าพยัคฆ์จะจับผิดมากจนเกินไป ส่วนเ้าพยัคฆ์ก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายกังวลเกินเหตุ จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเื่อื่น ไม่นานนักเ้าพยัคฆ์จึงปล่อยให้นางกลับตำหนักไปพักผ่อน เขามอบภาพเขียนให้นางเป็ของขวัญ และยังกำชับว่าเมื่อถึงเวลาภาพเขียนนี้จะช่วยชีวิตของนาง
ภายหลังจากกำไลออกมาจากตำหนักทรงงานเ้าพยัคฆ์ ไกลออกไปปรากฏเงาคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง กำลังแอบซุ่มดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ ไม่คล้ายว่าจะเป็ทหารยามหรือคนในวัง ทว่าเมื่อกำไลพร้อมบ่าวรับใช้และนางกำนัลทยอยเดินออกจากหน้าตำหนัก เงานั้นกลับหายไปอย่างปริศนา
ในค่ำคืนเดียวกันกำไลหลับฝันไปพร้อมภาพเขียนแผ่นนั้น นางไม่อาจปล่อยให้มันห่างกาย..
‘สถานที่นี้อยู่ไกลออกไปหนทางสู่เมืองศิลาขาว ซึ่งเป็สถานที่ที่คุ้นเคยของนางั้แ่ยังเล็ก ต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม มีแนวดอกหญ้าสีขาวพลิ้วไหวไปมา
กำไลทอดมองเนินเขานั้นอย่างอาวรณ์ การจากลาครั้งนี้บิดาของนางนำทหารมาส่งเพียงครึ่งทาง จากนั้นหญิงสาวกลับต้องเดินทางสู่วัตราคีรีนครเพียงลำพัง เป็เพียงของบรรณาการแก่ผู้ชนะศึก เป็เพียงสตรีเดียวที่พร้อมจะกล้าเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตน’
บริเวณเรือนพักของรองเสนาบดีบูรา มีแขกจากเมืองต่างๆที่ได้รับการถอนกำลังทหารเข้ามามอบของกำนัลอย่างไม่ขาดสาย เพราะมีข่าวเื่รองเสนาบดีสนับสนุนราชโองการเ้าพยัคฆ์ ในการถอนกำลังทหารที่ประจำการในเมืองที่ยึดมาได้
แต่ถึงอย่างนั้นหัวเมืองน้อยใหญ่ที่ได้รับการถอนทหาร ต้องมีขุนนางจากแคว้นวัตราคีรีเข้าไปตรวจพื้นที่เป็ประจำ และยังต้องให้มีการส่งสินค้าสำคัญเข้ามาที่แคว้นวัตราคีรีเช่นเดิม ตามการรับสั่งของเ้าพยัคฆ์สีหนาท ก็เพื่อให้ราษฎรมีโอกาสแลกเปลี่ยนสินค้าและทำการค้าขายมากยิ่งขึ้น
แม้จะมีข้อผูกมัดหลายประการ แต่ผู้คนจากเมืองต่างๆ น้อมจงรักภักดีต่อเ้าพยัคฆ์ เพราะด้วยศรัทธาในอำนาจของวิเศษเทพโบราณที่องค์กษัตริย์ได้ แต่ก็ยังมีคนหลายกลุ่มกลับจงเกลียดจงชัง พยายามก่อการจลาจลหลายครั้ง จนก่อให้เกิดการาเ็ล้มตาย
อีกทั้งก็มีกำลังสนับสนุนจากหลายชนเผ่าในป่าที่นับถือเพียงภูตผีปีศาจ และพวกเขาก็ไม่้าอยู่ใต้อาณัติจากของวิเศษแห่งวัตราคีรีนครด้วย
ภายหลังจากที่เสนาบดีขษณะเข้าถวายรายงานการออกเยี่ยมทหารที่ประจำการนอกเมืองแล้ว ขรัวเซียนก็มีกิจธุระเข้าเฝ้า ซึ่งเ้าพยัคฆ์จะให้อาจารย์ชราของตน เล่าเื่ราวเก่าๆทั้งในวังและนอกวังให้ฟังอยู่เป็ประจำ
ขรัวเซียนคือหนึ่งในผู้ใช้ไสยไวทย์ขั้นสูงระดับกลาง และเป็เสมือนบิดาคนหนึ่งของเ้าพยัคฆ์ เขาคือพระอาจารย์ผู้สอนศาสตร์แขนงต่างๆให้กับผู้ที่จะขึ้นเป็กษัตริย์แห่งแคว้นวัตราคีรี กระทั่งขรัวเซียนยังเป็หนึ่งในผู้กุมความลับเื่ของวิเศษทั้งสองอย่างที่ตกทอดมาจากพระบิดาของเ้าพยัคฆ์อีกด้วย
เ้าพยัคฆ์ยกมุมปากเล็กน้อยเมื่อมองขรัวเซียนที่กำลังชื่นชมแผนผังโครงการทดน้ำในฝั่งแม่น้ำใหญ่ทางตะวันออก กษัตริย์หนุ่มรอความเห็นจากอีกฝ่าย “ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร งานภาพแผนงานของข้าใช้ได้หรือไม่” ขรัวเซียนพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วยและคล้ายชื่นชมอยู่ไม่น้อย จึงเอ่ยอย่างยิ้มๆไปว่า
“ใช้ได้แล้วพะยะค่ะ ปรับแก้้าเล็กน้อยก็ถือว่าสมบูรณ์” ขรัวเซียนเอ่ยพลางชี้ไปมาบนแผนผังนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายสังเกตดู
ชายชรากล่าวต่อเพิ่มอีกว่า “เมืองที่ไม่ได้รับการถอนทหาร ย่อมจะมีพวกปลุกปั่นก่อจลาจล พระองค์คิดว่าจะรับมืออย่างไร โดยเฉพาะเมืองศิลาขาว กระหม่อมฟังจากเสนาบดีขษณะกล่าวว่าเ้าเมืองศิลาขาว ระยะนี้เขามีพฤติกรรมที่แปลกไปแต่ยังจับจุดไม่ได้ ที่นั่นบางหมู่บ้านเริ่มเกิดโรคระบาด ตอนนี้ก็คงต้องหาสาเหตุว่าจะเกี่ยวข้องแอ่งหลุมลึกที่กระหม่อมตรวจเจอหรือไม่”
เมื่อได้ฟังคำชี้แนะจากขรัวเซียน เ้าพยัคฆ์แย้มยิ้มเหมือนไม่รู้สึกกังวลสิ่งใด เขาเอ่ยตอบอีกฝ่ายไปว่า “ท่านไม่ต้องห่วง ข้าสั่งให้ท่านเสนาบดีจัดการในสิ่งที่ควรจะเป็แล้ว อีกไม่นานท่านก็น่าจะทราบข่าวดี”
ขรัวเซียนยังมีสีหน้ากังวลใจ แม้อีกฝ่ายจะทำตัวเพิกเฉยในหลายๆเื่ แต่ผลลัพธ์มักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงทุกครั้ง จนเขาคิดมากว่าเ้าพยัคฆ์คงอาจพึ่งพิงของวิเศษมากจนเกินไป นานเข้าอาจไม่เป็ผลดีต่อตัวกษัตริย์หนุ่มอย่างแน่นนอน
“ส่วนเื่พระสนมกำไล..” ชายชราหยุดชะงักพลางทำสีหน้าเป็เชิงให้อีกฝ่ายตอบ
เ้าพยัคฆ์ไม่ได้ลดสีหน้าเบิกบานนั้นลง แต่กลับกระตุกมุมปากยิ้มแย้มอย่างพอใจ เขาพลันตอบกลับอีกฝ่ายไปทันที “เื่นี้ท่านก็คิดมากไปแล้วเช่นกัน ตอนนี้นางก็เป็เพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง หากครั้งนี้ข้าเบื่อจะเล่นสนุกแล้ว ท่านเองก็เตรียมรับมือต่อจากข้าแล้วกัน”
อาจารย์และศิษย์นั่งสนทนากันพักใหญ่ ขรัวเซียนจึงขอตัวลา
ครั้นเมื่อขรัวเซียนกลับออกไปแล้ว เ้าพยัคฆ์พลันครุ่นคิดเื่กำไลอย่างห้ามไม่ได้ ในคืนวันนั้นที่เขาได้อยู่เพียงลำพังกับนาง คล้ายกับว่ามีเศษเสี้ยวพลังอันคุ้นเคยแผ่เข้ามาในร่างเขาอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเลือนรางไม่รู้ที่มาได้ปรากฏขึ้น เหมือนสิ่งนั้นเคยเป็ส่วนหนึ่งของความฝันที่อยู่กับเขามาเนิ่นนานแล้ว
ไม่นานนักเ้าพยัคฆ์ก็เดินเข้ามาหยุดยืนตรงผนังห้องอีกด้านหนึ่ง เบื้องหน้าปรากฏแสงเรืองรองประหลาดผุดแทรกขึ้นมา เพียงชั่วพริบตาเดียว เงาร่างของอีกฝ่ายก็พลันหายเข้าไปในพื้นผนังที่ปรากฏแสงนั้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เ้าพยัคฆ์เข้าไปภายในห้องลับประหลาด ก็พบบันไดทางเดินลงไปด้านล่าง ทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้น ตะเกียงที่ถูกห้อยติดไว้ตามผนังทางเดิน พวกมันเริ่มส่องแสงพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย คล้ายกับผู้สั่งการนั้นกำลังเชื้อเชิญผู้มาเยือนอย่างรู้สึกยินดี
>โปรดติดตามตอนที่2<