พลิกชะตาบุปผาข้ามภพ

    โชคชะตานำพา

            กลางฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังดี วันนี้จิ่นฮวาจึงตั้งใจเข้าป่าหมอกอาถรรพ์ชั้นกลางเพื่อสำรวจสมุนไพรที่นางยังไม่มี จะได้ขุดมาปลูกไว้ที่แปลงสมุนไพรของนาง


            ป่าแห่งนี้กว้างมาก เข้าป่ามาหลายครั้งจิ่นฮวายังสำรวจป่าไปไม่ถึงครึ่ง นางเดินเรื่อยเปื่อยชมนกชมไม้ ทักทายเหล่าสัตว์อสูรที่พบเจอตามทาง นางไม่ได้พาภูติทั้งสองมาด้วย เพราะนางขอให้ทั้งสองไปเป็นเพื่อนท่านพ่อที่ครั้งนี้ไปส่งผักให้กองทัพด้วยตนเอง เพราะอยากไปทักทายสหายเก่าร่วมรบ


            “อ๊ะ นั่นสมุนไพรเกล็ดมังกร” นางหันไปเห็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะใบเล็กๆ เรียงซ้อนกันคล้ายเกล็ดมังกร นางจึงรีบเข้าไปดู

    แต่ในขณะที่นางกำลังจะขุดสมุนไพรเพื่อนำกลับไปปลูกนั้น จู่ๆ ก็มีกระต่ายขาวตัวหนึ่งแววตาสีทอง ยืนจ้องมองนางอย่างไม่วางตา จิ่นฮวาจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหากำลังเอื้อมมือจะลูบตัวมัน


            กระต่ายขาวก็กระโดดหนี แต่ไปได้ไม่ไกลมันก็หยุดแล้วหันมามองจิ่นฮวา เหมือนมันจะบอกให้นางตามไป จิ่นฮวาสงสัยจึงเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้


            “อยากให้ข้าตามไปหรือ” จิ่นฮวาเอ่ยถาม เหมือนกระต่ายจะฟังนางรู้เรื่องมันผงกหัวสองสามครั้ง แล้ววิ่งนำไป


            กระต่ายน้อยพานางเดินลึกเข้ามาในป่า เป็นเส้นทางที่นางไม่เคยมา จิ่นฮวารู้สึกกังวลนิดๆ แต่พอนึกถึงพรของเทพพฤกษา นางก็สบายใจขึ้น ตามเจ้ากระต่ายไปเรื่อยๆ แต่จู่ๆ มันก็กระโดดหายไป


            “เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าหายไปไหนแล้ว” จิ่นฮวาตะโกนเรียกหา


    จิ่นฮวามองซ้ายมองขวาก็หามันไม่พบ เมื่อเดินไปข้างหน้าอีกประมาณสองเมตร นางพบว่ามีม่านพลังบางอย่างกั้นอยู่ ‘หรือกระต่ายน้อยจะเข้าไปในม่านพลังนี้’ จิ่นฮวาคิด


            นางลองยื่นมือไปแตะม่านพลังดังกล่าว ทันทีที่มือสัมผัสกับม่านพลัง เกิดกระแสพลังบางอย่างดึงนางเข้าไปอย่างกะทันหัน จิ่นฮวาตกใจหลับตาแน่นไม่กล้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น


            เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าอย่างมาก เหมือนนางหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่ง ที่นี่สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ ต้นไม้ใบไม้ที่นี่ดูงดงามแปลกตา ทันใดนั้นกระต่ายน้อยก็กระโดดเข้ามาหานาง เคลียคลอที่ขาของจิ่นฮวา นางจึงนั่งลงแล้วอุ้มมันขึ้นมา


            จิ่นฮวาอุ้มกระต่ายน้อยในอ้อมแขน แล้วเดิมสำรวจไปเรื่อย จนมาถึงบ่อน้ำพุร้อน บรรยากาศรอบๆ บ่อน้ำพุร้อนสวยงามมากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่รอบๆ อย่างร่มรื่น บริเวณขอบบ่อ ตามซอกหินมีดอกไม้เล็กๆ งอกออกมา มีสีสันสวยงามส่องประกาย ในบ่อมีไอร้อนขึ้นเป็นหมอกควัน จิ่นฮวาเหม่อมองเหมือนเห็นภาพมายา


            เมื่อไอน้ำจางลงเล็กน้อย จิ่นฮวากับเห็นว่ามีคนอยู่ที่นั่น นางตกใจรีบหลบหลังโขดหินขนาดใหญ่ เมื่อตั้งสติได้นางชะโงกหน้าออกจากโขดหิน เพื่อมองให้ชัดว่าใครอยู่ในบ่อน้ำพุร้อน


            เป็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังอาบน้ำ ร่างกายกำยำเปลือยเปล่า ผมสีดำสนิทที่เปียกน้ำลู่ลงกับแผ่นหลังดูหน้าหลงใหล เมื่อเขากันกลับมาจิ่นฮวามองใบหน้างดงามชวนฝันของเขาอย่างตะลึง ‘นี่มันเทพบุตรชัดๆ’ จิ่นฮวาคิดในใจ


            แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ หน้าท้องที่มีกล้ามเป็นมัดๆ จิ่นฮวาเผลอจ้องมองอยู่นาน จนกระทั่งเจ้ากระต่ายตัวดี ดันดิ้นหลุดออกจากอ้อมแขนนางและกระโดดออกไป “ว้าย!!” จิ่นฮวาเผลออุทานอย่างตกใจ


            “นั่นใคร?” ชายหนุ่มรู้ตัวแล้ว


            จิ่นฮวารีบซ่อนตัว นิ่งเงียบอยู่หลังโขดหินไม่กล้าขยับตัว ทันใดนั้นก็มีพลังสายหนึ่ง ดึงร่างของนางลอยออกไป และตกลงในน้ำ


            นางรีบโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำอย่างตื่นตกใจ ทันทีที่เงยหน้าขึ้น นางก็สบตากับบุรุษที่นางแอบมองเมื่อครู่ สายตาประสานกันอยู่พักหนึ่ง ต่างคนต่างมองกันอย่างแปลกใจ


            “เป็นเจ้าจริงๆ ใช่ไหม เสี่ยวจิ่น” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเบาหวิว


            “ท่านรู้จักข้าหรือ?” จิ่นฮวาเมื่อได้สติก็ถามออกไปอย่างสงสัย นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขามาก่อน


            “ข้าคงจำคนผิด” ชายหนุ่มรีบเก็บสายตาแล้วเอ่ยออกไป


            “ท่านปล่อยข้าได้หรือไม่” จิ่นฮวาหน้าแดง เมื่อชายหนุ่มร่างกายเปลือยเปล่าจับไหล่นางไว้ทั้งสองข้าง ยังดีที่น้ำเบื้องล่างมีหมอกควันหนาปิดบังอำพรางส่วนที่อยู่ใต้น้ำเอาไว้

     

            “จะให้ข้าปล่อยหรือ เจ้าแอบมองข้าอาบน้ำ จะให้ข้าปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร” ชายหนุ่มเห็นท่าทีเขินอายของนาง จึงโน้มเข้ามากระซิบที่ข้างหู จนจิ่นฮวาหลับตาแน่น


            “ข้า..ข้าไม่เห็นอะไรเลยนะ หมอกหนามากข้ามองไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ” จิ่นฮวารีบแก้ตัวตะกุกตะกัก


            “เช่นนั้นเจ้าก็ลืมตาสิ จะกลัวอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยหยอกเย้า


            จิ่นฮวาลืมตาขึ้นสายตาก็ปะทะกับแผ่นอกกว้าง นางจึงรีบก้มหน้า แต่ก็ดันไปเจอกับหน้าท้องที่มีลอนกล้ามเป็นมัดๆ นางหน้าแดงไปจนถึงใบหู รีบหมุนตัวหันหลังให้ชายหนุ่มอย่างเขินอาย การแอบมองไกลๆ ผ่านม่านหมอก กับการจ้องมองระยะประชิดเช่นนี้มันต่างกันมาก หัวใจนางเต้นถี่เหมือนจะหลุดจากอก


            ชายหนุ่มเผยยิ้มที่มุมปากอย่างถูกใจ โอบกอดนางหลวมๆ จากด้านหลังแล้วกระซิบที่ข้างหูนาง จิ่นฮวาตัวแข็งทื่อเมื่อถูกโอบกอดกะทันหัน


            “เจ้าเห็นเรือนร่างของข้าเช่นนี้ ข้าคงมิอาจแต่งให้ใครได้อีก เจ้าต้องรับผิดชอบข้านะ” ชายหนุ่มพูดเหมือนตนเป็นหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ


            “ท่านจะ...จะให้ข้ารับผิดชอบอะไร” จิ่นฮวาถามเสียงสั่น แต่ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรเพียงใช่คางเกยที่ไหล่ของนางแล้วหัวเราะเบาๆ

    จิ่นฮวารู้สึกขนลุก จึงรีบเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเขา แล้วพยายามขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด


            “ข้าจำได้ว่ามีธุระ ขอตัวก่อน” เมื่อขึ้นจากน้ำได้ นางหันมาบอกชายหนุ่มอย่างเร่งรีบ แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหนีไปโดยไม่หันกลับมาอีก

    ชายหนุ่มไม่ได้ตามไป เขาเพียงยืนมองทางทิศที่นางหายไปอย่างเหม่อลอย พร้อมยิ้มที่มุมปาก “ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้าเสี่ยวจิ่น ข้าคิดว่าเจ้าจะจากข้าไปตลอดกาลเสียแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเผยความเศร้าในแววตา ไม่นานก็ขึ้นจากน้ำ เสกเสื้อผ้าสวมบนร่างกายเรียบร้อย แล้วเดินไปอีกทาง

     

            ทางด้านจิ่นฮวาที่หนีออกมาได้ รีบกลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้าน คนแรกที่พบคือมารดา


            “ฮวาเอ๋อร์เจ้าไปทำอะไรมา ทำไมเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำเช่นนี้” มารดาเอ่ยถามอย่างสงสัย


            “ข้าร้อนเจ้าค่ะ เลยลงไปเล่นน้ำในลำธาร ข้าขอตัวไปเปลี่ยนชุดนะเจ้าคะ” จิ่นฮวาแก้ตัว แล้วรีบหนีกลับเรือน


            มารดามองตามแผ่นหลังลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ อากาศเย็นสบายเช่นนี้ ร้อนได้อย่างไรกัน


            จิ่นฮวาเมื่อถึงเรือนตนเองจึงถอดชุด แล้วแช่ในอ่างอาบน้ำเพื่อสงบจิตใจ น้ำอุ่นๆ ในอ่างและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่โรยไว้ ทำให้นางผ่อนคลายลง นางจึงหลับตาลง แต่ทันทีที่หลับตานางก็นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้


            “น่าอายชะมัด แอบดูผู้ชายอาบน้ำแล้วยังโดนเขาจับได้อีก” นางบ่นตัวเองอย่างอับอาย ขึ้นริ้วสีแดงที่สองข้างแก้ม นางจึงลุกออกไปแต่งตัว แล้วไปที่ห้องตำรา

     

            จินฮวาอยู่ที่ห้องตำราจนค่ำมืด มารดาจึงให้คนยกสำรับอาหารมาให้ เพราะเวลานางศึกษาตำราก็เป็นแบบนี้ประจำ จึงไม่มีใครสงสัยอะไร

    นางพยายามอ่านตำราแต่ไม่เข้าใจสักนิด ตำราที่เคยอ่านเพียงครู่เดียวก็เข้าใจ กลับต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ก็ไม่เข้าหัวสักนิด ในหัวนางมีแต่ใบหน้าหล่อเหลาของชายผู้นั้นวนเวียนอยู่จนไม่มีสมาธิ จึงตัดสินใจกลับห้องไปนอน


            แต่นางก็นอนไม่หลับ นางรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็รู้สึกว่าไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน บุรุษที่ใบหน้างดงามขนาดนี้ถ้าเคยเจอสักครั้งนางจะลืมได้อย่างไร คิดวนไปวนมาจนดึก จึงผล็อยหลับไป


            กลางดึกคืนนั้น จิ่นฮวานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง มีสายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามยืนมองนางอยู่ข้างเตียง เขาลูบหัวนางเบาๆ และจุมพิตที่หน้าผากนาง


            “ข้าจะไม่มีทางยอมเสียเจ้าไปอีกแล้ว เสี่ยวจิ่นของข้า” ชายหนุ่มกระซิบแผ่วเบา ยืนมองใบหน้ายามหลับใหลของนางด้วยสายตาคิดถึงอยู่ครู่หนึ่ง เผยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปาก และเมื่อสายลมพัดมาเบาๆ อีกครั้ง เขาก็หายตัวไปจากตรงนั้น

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาบุปผาข้ามภพ ที่คุณอ่าน