จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 128 ทิวทัศน์ที่งดงาม

            เวิง!

            เสียงดังกึกก้องไปในอากาศกระจกวิญญาณของจั่วชิวหมิงถูกแขวนลอยไว้บนท้องฟ้าแสงรัศมีส่องสว่างแพรวพราวสาดส่องไปในความมืดมิด

            “ช่วยข้าสกัดไว้”จั่วชิวหมิงตะโกนขึ้นมาอย่างเยือกเย็น จากนั้นกระจกวิญญาณก็สั่นขึ้นอย่างรุนแรงสาดแสงสว่างจนไม่กล้าหันมอง แสงที่เอ่อล้นออกมาส่องประกายแพรวพราวกว่าเก่าพละกำลังอันทรงอานุภาพก็มุ่งลงมาจากท้องฟ้า

            “เจ้าบ้าเอ๊ย”เย่เฉินรู้สึกได้เพียงความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและแล้วเขาก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

            “จงเปิดออก”เสียงตะโกนดังขึ้น จากนั้นเขาก็ยืดตัวขึ้นตรง และทำการสกัดกั้นกระจกวิญญาณในทันทีเมื่อวานนี้อาวุธวิญญาณของทั้งสามรวมกันยังไม่สามารถขัดขวางเขาไว้ได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้ที่เหลือเพียงจั่วชิวหมิง

            เมื่อถูกเย่เฉินสกัดกั้นกระจกวิญญาณเอาไว้จั่วชิวหมิงก็ไม่ได้ตกใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับกัดปลายลิ้นตนเองทันทีจากนั้นก็พ่นเลือดออกไป และรวมเข้ากับกระจกวิญญาณ

            ทันใดนั้นรัศมีของกระจกวิญญาณก็เปล่งประกายออกมาลำแสงอันน่าสะพรึงก็พุ่งตรงเข้ามายังเย่เฉิน

            เวิง!

            เย่เฉินพลิกมือของเขาหยิบกระบี่เทียนเชวียออกมาขวางเอาไว้

            เปรี้ยง!

            ลำแสงอันน่าสะพรึงนั้นกระทบเข้ากันกับกระบี่เทียนเชวียจนเกิดเป็นประกายไฟการสั่นสะเทือนอันน่ากลัวทำให้เย่เฉินถึงกับกระอักเลือดออกมา

            “เพลงกระบี่กระจกวิญญาณ”จั่วชิวหมิงกระแทกเสียงขึ้นมาและยืมเอาอาวุธวิญญาณประจำตัวของตนเองออกมาแสดงเคล็ดวิชาลับ ลำแสงอันน่าสะพรึงแต่ละสายกวาดตรงเข้ามาลำแสงที่เข้ามาแต่ละสายนั้นมีความทรงพลังอย่างมากและเพียงหนึ่งสายก็สามารถจะเจาะทะลุร่างกายของเย่เฉินได้

            เย่เฉินเริ่มขยับตัวขณะที่กำลังหลบหลีก เขาก็โบกกระบี่เทียนเชวียออกมาขวางเอาไว้ด้วย

            เปรี้ยง!

            เปรี้ยง!

            ประกายไฟปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องบนกระบี่เทียนเชวียมันไม่เคยทำให้เย่เฉินต้องผิดหวัง ความหนาและความหนัก ทำให้มันไม่ถูกตีจนแตกหักแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังกระอักเลือดจนถอยห่างออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยฐานการฝึกตนของเขาในตอนนี้ยังไม่มีข้อได้เปรียบที่มากพอจะต่อต้านวิชาลับของอาวุธวิญญาณ

            “เจ้าจะทนได้นานอีกเท่าไรกัน”จั่วชิวหมิงตะคอกขึ้นอย่างเยือกเย็น จากนั้นก็เปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้ง

            ทันใดนั้นลำแสงอันน่าสะพรึงที่มุ่งลงมาจากท้องฟ้าก็รวมกันเป็นสายเดียว ควบรวมกันจนหนาแน่นกลายเป็นแขนของมนุษย์โดยมีเสียงฟ้าร้องปรากฏอยู่ด้านบน อานุภาพของพลังที่แสดงออกมายากจะหาอะไรเปรียบได้

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ใช้สองมือจับกระบี่เทียนเชวียเอาไว้แน่น

            เวิง!

            ลำแสงที่แข็งแกร่งนั้นได้พุ่งลงมาจากท้องฟ้าและฟาดลงไปกระทบเข้ากับกระบี่เทียนเชวียของเย่เฉินอย่างแรง

            แกรก!

            แขนของเย่เฉินถูกแรงปะทะจนได้รับบาดเจ็บและเป็นเพราะความแข็งแกร่งของลำแสงนั้นจึงทำให้เขาถึงกับทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นตอนนี้เขารู้สึกคาวไปทั้งคอจนกระอักเลือดออกมาอีกหนึ่งคำ

            อ๊าก...

            เย่เฉินส่งเสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั้งฟ้าและยืนขึ้นอย่างกะทันหัน มังกรผยองก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

            ปัง!

            กระจกวิญญาณชิ้นนั้นถูกกระแทกเข้าอย่างแรงส่งเสียงเวิงวังดังไปทั่วบริเวณ เป็นเพราะมันคืออาวุธประจำตัวของตนเองเมื่อมันถูกกระแทกจึงมีผลกระทบตรงมายังจั่วชิวหมิงจนทำให้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมา

            “นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะมีอาวุธวิญญาณมือเปล่า”จั่วชิวหมิงมองไปยังเย่เฉินอย่างเหลือเชื่อ

            มังกรผยอง!

            มังกรผยอง!

            มังกรผยอง!

            เย่เฉินโกรธมากที่ทุกครั้งจะต้องถูกอาวุธวิญญาณสกัดไว้และนั่นทำให้เขาต้องปล่อยพลังฝ่ามือออกไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเงาร่างรูปมังกรสีทองทะยานออกไปในอากาศอย่างต่อเนื่องทำให้กระจกวิญญาณที่มั่นคงเริ่มสั่นคลอน แม้แต่แสงที่ส่องสว่างอยู่ก่อนหน้านี้ก็เริ่มจางลงอย่างมาก

            “เอามันลงมาให้ข้า”ท้ายที่สุด เย่เฉินก็ส่งเสียงตะโกนดัง และโบกมืออีกครั้งวิชาลับมังกรผยองที่ทรงพลังก็เข้าโจมตีกระจกวิญญาณใบนั้นอย่างรุนแรง

            เวิง!

            ทันใดนั้นกระจกวิญญาณใบนั้นก็ถูกทำลายด้วยแสงเทวะกระจกที่ง่อนแง่นอยู่แต่เดิมตอนนี้ได้ร่วงหล่นลงมาแล้ว

            เฮือก!

            เฮือก!

            จั่วชิวหมิงยังคงได้รับผลกระทบจากการโจมตีที่ทรงพลังจนกระอักเลือดออกมาไม่หยุด

            “มาสู้กันต่อสิ!” พลังของเย่เฉินพุ่งทะยานขึ้นไปในท้องฟ้า พลังเลือดลมมีความทรงพลังดุจดั่งราชสีห์ที่ดุร้ายการลงมือของเขาแต่ละครั้งเต็มไปด้วยพลานุภาพที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง

            “ข้าไม่เชื่อ”จั่วชิวหมิงตะโกนด้วยความโกรธ เขาไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้พุ่งเข้ามาหาเย่เฉินด้วยผมยาวสยาย

            ตูม!

            ตูมตาม!

            การต่อสู้เริ่มกลายเป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจทั้งสองคนต่อสู้กันไปเรื่อยๆ สับเปลี่ยนสนามการต่อสู้อยู่ตลอดเวลาจนทั่วทั้งบริเวณนั้นพังพินาศ ต้นไม้ ก้อนหินต่างได้รับความเสียหายทั่วทั้งป่าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

            นี่คือฉากการนองเลือดฉากหนึ่ง

            เย่เฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสมีเลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย มีรอยแผลอยู่ตรงไหล่และหน้าอกด้านขวาแผ่นหลังมีรอยกระบี่บาดเข้าไปเฉือนเลือดเนื้อของเขาจนถึงกับเผยให้เห็นกระดูกภายใน

            ด้านของจั่วชิวหมิงก็ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่ากันเลย ผมเผ้ากระเซิงร่างกายบาดเจ็บและเต็มไปด้วยเลือดราวกับภูตผีที่กำลังคลานออกมาจากนรก

            เมื่อใกล้เวลารุ่งสางการต่อสู้ของทั้งสองคนจึงยุติลง

            ในระยะไกลมีเงาร่างของเย่เฉินที่เต็มไปด้วยเลือดกำลังโซเซไปมา และอาจจะล้มลงได้ตลอดเวลา

            บริเวณใต้เท้าของเขาพบจั่วชิวหมิงกำลังนอนอยู่ในหลุมรูปร่างมนุษย์เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเย่เฉินทำร้ายจนอยู่ในสภาพเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องถนัดของเขาจั่วชิวหมิงไม่อาจรอดพ้นจากโชคชะตาอันโชคร้ายได้กระดูกทั่วร่างกายของเขาแตกหักไปมากกว่าครึ่ง อวัยวะภายในถึงกับเคลื่อนย้ายตำแหน่งและยังกระอักเลือดออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเศษอวัยวะภายในที่ออกมาพร้อมกับเลือด

            แต่จั่วชิวหมิงก็ยังไม่หมดสติรูม่านตาของเขาปรากฏชัดเจนขึ้น มองไปยังเย่เฉินด้วยสีหน้าที่คาดไม่ถึงเขาเป็นคนที่ทำตัวเหนือผู้อื่นมาตลอดจะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ขั้นรวมพลังเพียงคนเดียว

            “ข้า...ข้าไม่เชื่อนี่มัน...เป็นไปไม่ได้” ทุกครั้งที่จั่วชิวหมิงอ้าปากออกมาเลือดก็จะพุ่งออกมาจากปากของเขาเสมอ

            “ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าไม่ลุกขึ้นมาสู้กันต่อล่ะ?” เย่เฉินยัดเม็ดยาหุยเสวียนเข้าปากจากนั้นก็โน้มตัวลงหยิบถุงเก็บของของจั่วชิวหมิงออกไปและหยิบเอาของวิเศษที่อยู่ทั่วร่างของเขาไปจนหมด

            เฮือก!

            จั่วชิวหมิงกระอักเลือดพุ่งขึ้นไปบนฟ้าจากนั้นก็หมดสติไปในทันที

            “ไว้พบกันใหม่”เย่เฉินโบกมืออำลาเขา และตรงไปยังทางออกของป่าร้างอย่างง่อนแง่น

            ในขณะนี้ที่ทางออกของป่าร้างยังคงเต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คน บางคนก็วิตกกังวลบางคนก็เศร้าโศก

            “ใกล้จะครบกำหนดเวลาสามวันแล้ว!” มีศิษย์สำนักในมองไปยังท้องฟ้าที่สว่างเจิดจ้า

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน! ทำไมเย่เฉินจึงยังไม่ออกมา!” มีเสียงพูดคุยกันอย่างโกลาหล

            “ไม่ควรเป็นแบบนี้!” เซี่ยอวิ๋นลูบคาง “ถ้าเย่เฉินถูกจัดการไปแล้ว ข่งเฉาก็ต้องออกมาแล้วแต่ในสองวันนี้ ยังไม่เห็นมีใครออกมา พวกเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?”

            “มาๆๆให้ข้าลองคำนวณดูหน่อย” เจ้าหมีสองแสร้งทำเป็นเหยียดนิ้วออกไป และทำเป็นคำนวณพยากรณ์ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างราวกับภาษานกที่ไม่มีใครเข้าใจมีท่าทีราวกับพวกหมอดูที่คอยหลอกเอาเงิน

            “ทำไมข้าจึงรู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย”ฮั่วเถิงเกาศีรษะของตนเอง

            “รอก่อนเถอะ! เรื่องนี้มันแปลกจริงๆ” ฉีเยว่กระซิบเบาๆ แม้ว่าจะแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแต่ในใจกลับจ้องมองตรงทางออกจากป่าร้างอย่างจดจ่อ

            เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้วฉีเฮ่าเป็นผู้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดที่สุด “แม้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งแต่กลับยังไม่สามารถเข้ามาสำนักในได้บางทีก็อาจจะกลายเป็นพวกขยะที่ไม่สามารถฝึกตนได้ คอยดูเถอะ! ไม่ช้าก็เร็วจะต้องทำให้เจ้าตายทั้งเป็น”

            ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่บนก้อนเมฆก็เริ่มจะทนนั่งอยู่ไม่ไหวเส้นตายสามวันกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ซึ่งหากเย่เฉินยังไม่ออกมาเขาก็คงทำได้เพียงอยู่รอที่สำนักนอกไปอีกสามปีเท่านั้น

            “เจ้าเด็กบ้าเอ๊ยทำไมจะต้องทำให้ข้ากังวลทุกครั้ง” ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์และมองไปยังปากทางออกของป่าร้างอีกครั้งมือที่อยู่ในแขนเสื้อนั้นก็กำแน่นด้วยความกังวล

            “ศิษย์น้องหญิงเมื่อถึงเวลาเขาก็คงจะออกมาเอง” นักพรตเต้าเสวียนทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังคงพักผ่อนจิบสุราอย่างสบายๆ“มาๆ ลองชิมดูก่อน นี่เป็นสุราชั้นเลิศที่ใช้เวลาหมักมาร่วมร้อยปีแล้ว”

            “ข้าไม่มีอารมณ์ดื่มหรอก”ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปยังนักพรตเต้าเสวียน และพูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์“ท่านนี่มันเป็นตาแก่ตายยาก หากเย่เฉินไม่ได้ออกมาละก็ ท่านเจอดีแน่”

            เอ่อ...!

            เมื่อได้ยินเช่นนี้มุมปากของนักพรตเต้าเสวียนก็กระตุกขึ้น “เอ่อ...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยล่ะ”

            “มีคนออกมาแล้วมีคนออกมาแล้ว” ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ที่ด้านล่างก็มีเสียงคนตะโกนขึ้นมา

            ทันใดนั้นสายตาของทุกคนก็หันไปมองยังทางออกของป่าร้าง

            ตรงนั้นเป็นร่างของเย่เฉินที่กำลังวิ่งหัวซุกหัวซุนออกมา

            “อาจารย์ช่วยข้าด้วย!” เย่เฉินวิ่งออกมาพลางตะโกนร้องเสียงดังบางทีอาจเป็นเพราะเขาวิ่งเร็วเกินไป เขาจึงล้มลงไปกองกับพื้นแต่เขาก็ลุกขึ้นต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องปัดสิ่งสกปรกใดๆ

            “เจ้ายังรู้ตัวด้วยหรือว่าต้องออกมา!” ฉู่ซวนเอ๋อร์กล่าวออกไปอย่างไม่สบอารมณ์

            แม้ว่านางจะพูดเช่นนั้นแต่นางก็ยังเหยียบย่ำอากาศเดินออกมา

            เพียงแต่ขณะที่นางมองไปยังฉากเบื้องหลังของเย่เฉินนางก็แทบจะเซเสียสมาธิจนเกือบจะตกลงไปจากกลางอากาศ

            “นี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน”

            “อาจารย์อาฉู่ซวนเป็นอะไรไป?” ทุกคนต่างตกตะลึง และมองไปที่ด้านหลังของเย่เฉินโดยไม่รู้ตัว

            ทุกคนจึงพบว่าเบื้องหลังของเย่เฉินยังมีคนจำนวนมากวิ่งตามมา หลายคนในนั้นไม่ใส่เสื้อผ้าพวกเขากำลังวิ่งไล่ตามเย่เฉินอย่างหมาบ้าที่กำลังคลั่ง

            ถูกต้องแล้วคนพวกนั้นคือศิษย์สำนักในที่ถูกเย่เฉินฝังทั้งเป็นและด้วยฤทธิ์ของยาสลบมีเวลาจำกัด เมื่อพวกเขาฟื้นและปีนขึ้นมาจากหลุมได้ก็ต่างวิ่งตามเย่เฉินมาอย่างบ้าคลั่ง

            พรวด!

            เมื่อเห็นภาพของศิษย์สำนักในเหล่านั้นที่กำลังวิ่งออกมาด้วยกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียวนักพรตเต้าเสวียนที่กำลังกินดื่มอยู่อย่างสบายใจก็ถึงกับสำลักและพ่นเหล้าพรวดออกมาสูงกว่าสามจ้าง

            เอ๊ะ...!

            บรรดาศิษย์สตรีและผู้อาวุโสสตรีต่างพากันปิดตาทันที

            บรรดาศิษย์ชายและผู้อาวุโสชายต่างมุ่งสายตาไปยังจุดนั้น มุมปากของพวกเขาก็กระตุกอย่างแรงและขยับไปมา“นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว”