สุดยอดนักผจญภัย

    พิธีบูชายัน

    หลังจากที่จัดการทำลายค่ายปีศาจจนย่อยยับไปแล้ว ไลท์และเฮลเฟลชก็บินลงมาด้านล่าง

    ตอนนี้สภาพของพวกไลก้าและคนอื่นๆมีบาดแผลตามร่างกายเล็กน้อย ส่วนทางด้านคอลรุยไม่มีแผลเพราะเขาโจมตีระยะไกลทำให้ไม่มีปีศาจตัวไหนเข้ามาถึงตัว

    “ เป็นยังไงบ้าง ? ” ไลท์ถามด้วยรอยยิ้ม

    “ เหนื่อยมากเลยลูกพี่แถมยังเกือบตายไปสองรอบแหนะ ” ไลก้าหัวเราะ เขาเกือบตายไปแล้วจริงๆถ้าหากไม่ได้เดซี่ช่วย

    โชคดีที่ไลท์กำชับว่าให้ไปเป็นคู่เผื่อที่คนหนึ่งพลาดท่าจะได้มีอีกคนช่วยสนับสนุนได้ทัน 

    ช่วงที่พวกไลท์นั่งพักเหนื่อยอยู่นั้น ไลก้าก็รับสายอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะวางสายลงและพูดขึ้นว่า “ ลูกพี่ดูเหมือนว่าทางเอลฟ์จะรู้ที่อยู่ขององค์หญิงเมลิซ่าแล้วครับ เห็นว่าอยู่ที่เทือกเขาบารียานูครับ ” 

    “ เทือกเขาบารียานูงั้นหรอ ” ไลท์สงสัยแต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของทวีปปีศาจ

    “ ไลก้าแน่ใจนะว่าเป็นเทือกเขาบารียานูจริงๆ? ” เฮลเฟลชถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ ใช่ครับเห็นว่าสายลับที่อยู่ในทวีปปีศาจเป็นคนบอกมาครับ ” ไลก้าพูดขึ้น

    “ งั้นก็เป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ ” เฮลเฟลชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ เธอรู้จักเทือกเขานี้ด้วยงั้นหรอ? ” ไลท์ถามด้วยความสงสัย

    “ เทือกเขาบารียานูเป็นเทือกเขาที่พวกปีศาจมักจะใช้ในการบูชายันต่อเทพปีศาจทั้งสามสิบหกตน ซึ่งเหยื่อที่ใช้ในการบูชายันก็มักจะเป็นเผ่าอื่นๆที่มีสายเลือดที่เข้มข้น ฉันจึงไม่แปลกใจเลยที่สายลับจะบอกว่าเมลิเซียถูกจับตัวไปที่เทือกเขาบารียานู

    นอกจากนี้พิธีกรรมการบูชายันจะต้องใช้เหยื่อที่ยังมีชีวิต นอกจากนี้ยังต้องเตรียมตัวในอีกหลายๆอย่างซึ่งฉันคิดว่าหลังจากที่เธอโดนจับตัวไปก็น่าจะเตรียมความพร้อมใกล้จะเสร็จแล้ว ไม่งั้นพวกปีศาจถึงไม่ทำส่งกองกำลังหลายสิบล้านออกมาแบบนี้หรอก ” เฮลเฟลชอธิบาย

    “ งั้นก็หมายความว่าเผ่าปีศาจได้วางแผนการนี้มานานแล้วและทุกอย่างก็เตรียมพร้อมเกือบหมดแล้ว ” เวโรนิก้าพูดขึ้น

    “ น่าจะเป็นอย่างนั้นไม่อย่างนั้นเผ่าปีศาจจะระดมกองทัพจำนวนมากขนาดนี้ในเวลาอันสั้นได้อย่างไร แต่ที่ฉันแปลกใจก็คือทำไมถึงไม่มีข่าวเรื่องที่เผ่าปีศาจระดมกองทัพให้เห็น เพราะเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เผ่าอื่นๆจะต้องรู้ ” ไลท์สงสัย

    เพราะถ้าหากเผ่าปีศาจระดมกองทัพ เผ่าอื่นๆจะต้องเตรียมตัวและทำการเรียกระดมกองทัพด้วยเช่นกัน แต่นี้ทำไมถึงไม่มีข่าวอะไรออกมาเลย ถ้าหากจู่ๆเผ่าปีศาจยกทัพบุกขึ้นมาแล้วเผ่าอื่นๆจะตั้งตัวทันได้อย่างไง

    “ จริงสิเฮลเฟลชถ้าหากการบูชายันสำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ ถ้าหากสำเร็จล่ะก็ผนึกที่ผนึกเทพปีศาจก็จะอ่อนลงเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้เผ่าปีศาจได้ทำการบูชายันไปแล้วหลายร้อยครั้ง แต่สำเร็จไม่ถึงสี่สิบครั้ง เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าหากเทพปีศาจออกมา พวกมันมีเป้าหมายอย่างเดียวคือการทำลายโลกและขึ้นมาปกครองโลกใบนี้ทั้งหมด นอกจากนี้ตัวตนของพวกมันแข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่งพวกมันอยู่ในระดับSSSทั้งหมด 

    ส่วนสาเหตุที่ทำให้การบูชายันไม่สำเร็จก็เหมือนกับตอนนี้นั้นแหละ เผ่าอื่นๆส่งคนไปช่วยเหลือแม้กระทั้งขอความช่วยเหลือจากเผ่าอื่นๆ บ้างก็สำเร็จบ้างก็ไม่สำเร็จแต่ไม่เคยมีเผ่าไหนเปิดสงครามกับเผ่าปีศาจแบบนี้ให้เห็น แม้ว่าจะมีแค่การเรียกรวมพลก็ตาม ” เฮลเฟลชอธิบาย

    “ แล้วที่เป็นร่างสถิตนี้คืออะไร? ” ไลท์สงสัย อย่างจอมเวทย์ที่เป็นร่างสถิตของปีศาจที่ไลท์รู้จักก็มีสองคนคือ ดาซิมร่างสถิตเทพปีศาจลัคโซเวียส และทางด้านคาลอสร่างสถิตของเทพปีศาจเทนโซ 

    “ ร่างสถิตคือการที่เทพปีศาจเหล่านั้นมอบพลังส่วนหนึ่งของตัวเองให้กับร่างสถิตเพื่อเป็นการตอบแทนที่ทำให้เทพปีศาจเหล่านั้นรับรู้ถึงสถานการณ์บนโลกและนอกจากนี้พวกมันก็สามารถวางแผนการณ์ในการที่จะปลดผนึกตัวเองออกมาได้ตลอดเวลา ” เฮลเฟลชอธิบาย

    “ แล้วเทพปีศาจคืออะไรแล้วใครเป็นคนผนึกพวกมันเอาไว้ ” ไลท์ถามขึ้นอีกครั้ง

    " จากที่ข้อมูลที่ฉันได้มาจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เทพปีศาจปรากฏขึ้นเมื่อหลายแสนปีหลังจากที่สงครามแห่งการพังทลายได้สิ้นสุดไป ว่ากันว่าเทพปีศาจทั้งสามสิบหกตัวนี้ก็คือสายเลือดของเผ่าพันธุ์ของปีศาจโบราณ พวกมันแข็งแกร่งและทรงพลังอย่างมากในยุคนั้น พวกมันเกือบจะทำลายโลกได้แต่โชคดีที่พวกมันถูกหยุดโดยฑูตสวรรค์ ข้ารับใช้ของเผ่าเทพโบราณ 

    ฑูตสวรรค์คือตัวตนที่แข็งแกร่งไม่แพ้กับพวกเทพปีศาจเลยแถมยังแข็งแกร่งกว่าด้วย แต่โชคร้ายที่ฑูตสวรรค์นั้นมีแค่ยี่สิบสองคนเท่านั้น แต่ทว่าพวกเขาสามารถรับมือกับเทพปีศาจสองตัวในเวลาเดียวกันได้ แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของฑูตสวรรค์นั้นมีมากแค่ไหน 

    สงครามระหว่างฑูตสวรรค์และเทพปีศาจ กินเวลานานกว่าพันปีในที่สุดก็จบลงโดยที่ฑูตสวรรค์ทำการผนึกเทพปีศาจไว้ที่นรก 

    หลังจากที่ฑูตสวรรค์ผนึกเทพปีศาจทั้งหมดแล้วพวกเขาก็หายตัวไปจากโลกและไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นร่างสถิตของฑูตสวรรค์แม้แต่คนเดียว เพราะเหตุนี้ทำให้ข้อมูลของฑูตสวรรค์ทั้งหมดได้หายไปจากโลกใบนี้ " เฮลเฟลชอธิบาย 

    พวกไลท์ที่ได้ฟังก็รู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกเยอะให้พวกเขาค้นหา 

    “ แล้วอย่างนี้ผนึกของเทพปีศาจตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างความแข็งแกร่งมันลดลงกว่าเดิมเยอะไหม? ” ไลท์ถาม

    “ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผนึกตอนนี้เป็นอย่างไร ” เฮลเฟลชส่ายหน้า 

    “ หัวหน้าพวกเราจะเอายังไงกันดี? จะไปช่วยองค์หญิงเมลิซ่าหรือจะไปที่ค่ายหลัก? ” ไลก้าถามขึ้น ส่วนคนอื่นๆเองก็รอคำตอบของไลท์

    “ ตอนนี้ฉันคิดว่าพวกเราไล่ทำลายค่ายย่อยของพวกปีศาจไปก่อน จากนั้นก็ค่อยไปที่ค่ายหลักแล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะเอายังไงต่อ ” ไลท์พูดขึ้น

    หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้วพวกไลท์ก็มุ่งหน้าไปยังค่ายย่อยปีศาจแห่งต่อไป

    หนึ่งวันต่อมาพวกไลท์ก็เจอกับค่ายปีศาจอีกแห่ง 

    พวกไลท์ใช้แผนการเดิมก็คือการที่ไลท์และเฮลเฟลชทำลายค่ายไปกว่าครึ่งเพื่อล่อให้ตัวตนระดับSของเผ่าปีศาจออกมา 

    หัวหน้าของค่ายนี้มีสามคนได้แก่ปีศาจเซนทอร์ ปีศาจเถาวัลย์ ปีศาจดาร์กซิม 

    แต่ก็แน่นอนว่าปีศาจทั้งสามไม่สามารถต้านทานไลท์และเบเรียลได้

    หลังจากที่ทำลายค่ายปีศาจแห่งที่สองแล้วพวกไลท์ก็พบว่า ภายในค่ายปีศาจมีเอลฟ์กว่ายี่สิบคนถูกจับตัวเอาไว้

    หลังจากที่คุยกันพักหนึ่งแล้วพวกไลท์ก็รู้ว่าเอลฟ์เหล่านี้คือทหารที่ถูกส่งตัวมาลาดตระเวณพื้นที่แถบนี้ แต่พวกเขาดวงซวยมาเจอกับเผ่าปีศาจเข้าก่อนที่จะเกิดการปะทะกันจนพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีเพื่อนเสียชีวิตไปสี่สิบคน ส่วนพวกเขาก็ถูกเผ่าปีศาจจับตัวมา

    “ ท่านไลท์พวกเราต้องรีบกลับไปแจ้งเรื่องนี้ให้กับเบื้องบนทราบ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องขอตัวก่อน ” เมคริชพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง

    “ เข้าใจแล้ว งั้นขอให้พวกคุณโชคดี ” ไลท์พยักหน้าก่อนที่พวกไลท์จะบินไปทันที

    พริบตาเดียวก็ผ่านมาสองวัน 

    ในที่สุดพวกไลท์ก็มาถึงค่ายหลักเสียที

    ค่ายหลักมีพื้นที่ขนาดใหญ่ กำแพงไม้สูงกว่าสิบเมตร และยังมีทหารเอลฟ์หลายคนเดินลาดตระเวณรอบๆค่ายอย่างเข้มงวด 

    ไลท์และคนอื่นๆลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าก่อนที่จะมีเอลฟ์หลายคนบินขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง

    “ พวกคุณคือใคร? ” เอลฟ์หนุ่มถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ไลท์ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่หยิบตราสัญลักษณ์ของจักรพรรดินีแฟร์ซ่าออกมาให้เอลฟ์หนุ่ม

    เอลฟ์หนุ่มมองไปที่ตราสัญลักษณ์ด้วยความสงสัย

    “ นี้คืออะไร? ” เอลฟ์หนุ่มสงสัยและถามออกมา

    “ นี้นายไม่รู้จักตราสัญลักษณ์นี้งั้นหรอ? ” ไลก้าสงสัย พวกไลท์เองก็กลายเป็นสงสัยเช่นเดียวกัน

    “ แล้วฉันต้องรู้จักด้วยงั้นหรอ ” เอลฟ์หนุ่มเหยียดยิ้มอย่างเย็นชา

    “ เอาล่ะพวกนายมาทำอะไรที่นี้ ถ้าหากไม่บอกล่ะก็พวกเราคงต้องควบคุมตัวพวกนายเอาไว้ที่นี้ก่อน ” เอลฟ์หนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ในตอนนี้อยู่ในช่วงสงครามเพราะฉะนั้นทุกอย่างจะต้องจริงจังและเข้มงวด

    ทันใดนั้นเอลฟ์คนอื่นๆก็หยิบอาวุธและบินมาล้อมรอบตัวพวกไลท์เอาไว้ 

    ทันใดนั้นก็มีเอลฟ์คนหนึ่งบนขึ้นมา

    “ เฮนดริกหยุดเดี๋ยวนี้ ” อัสลอนตะโกนขึ้น

    “ อัสลอน? ” เฮนดริกมองไปที่อัสลอนด้วยความสงสัย

    เขาและเฮนดริกก็เป็นองค์ชายเหมือนกัน แต่อาณาจักรของอัสลอนอยู่ทางใต้ส่วนของเขาอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 

    “ นายรู้จักมนุษย์เหล่านี้ด้วยงั้นหรอ? ” เฮนดริกสงสัย 

    “ ใช่ฉันรู้จัก ” อัสลอนพยักหน้า

    “ เข้าใจแล้ว งั้นตอบคำถามมาพวกนายมาที่นี้เพราะอะไร? ” เฮนดริกยังคงถามอีกครั้ง

    “ เฮนดริกพอได้แล้วไม่ต้องถามคำถามแล้ว ” อัสลอนส่ายหน้า

    เฮนดริกและคนอื่นๆมองไปที่อัสลอนด้วยความไม่พอใจ

    “ นายคิดจะทำอะไรกันแน่อัสลอน ตอนนี้นายก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอว่าพวกเราจำเป็นต้องได้รับคำตอบไม่อย่างนั้นจะถือว่าพวกนี้มาคอยสืบเรื่องราวของพวกเรา เพราะฉะนั้นพวกเราต้องจับกุมมนุษย์เหล่านี้ไว้ ” เฮนดริกพูดขึ้น

    อัสลอนเหลือบไปมองเห็นตราสัญลักษณ์บนในมือของเฮนดริกก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ตราสัญลักษณ์ในมือของนายก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นคำตอบให้กับนาย ” 

    เฮนดริกมองไปที่ตราสัญลักษณ์ในมือด้วยความสงสัย

    “ ตราสัญลักษณ์นี้มันเกี่ยวข้องอะไรด้วยล่ะ? ” เฮนดริกสงสัย

    อัสลอนชะงักก่อนที่จะเข้าใจได้ทันที ตราสัญลักษณ์นี้ไม่เคยปรากฏออกมาให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนถ้าหากพวกไลท์ไม่นำออกมาให้เห็น เขาก็ไม่มีโอกาศได้ดูเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยที่เฮนดริกจะไม่รู้จักตราสัญลักษณ์นี้

    “ งั้นฉันจะบอกให้นายฟังแล้วกัน นี้คือตราสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดินีที่เป็นคนมอบให้กับท่านไลท์ด้วยตัวเอง และตรานี้ก็คือตราสัญลักษณ์ที่นับว่าเป็นพระสหายขององค์จักรพรรดินี นายก็น่าจะได้ยินแล้วนิว่าเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้วมีมนุษย์ได้รับตราสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดินี ” อัสลอนพูดขึ้น

    ทันใดนั้นพวกเอลฟ์ที่ยืนล้อมพวกไลท์อยู่ก็หยุดชะงักก่อนที่จะคิดออกทันทีว่าตราสัญลักษณ์นี้คืออะไรแล้วมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าคือใคร

    “ พวกคุณคือท่านไลท์และสมาชิกเดธปาร์ตี้งั้นหรอ ” เฮนดริกพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

    “ ใช่แล้วล่ะ ” ไลท์พยักหน้า

    “ สุดยอดเลยในที่สุดฉันก็ได้เจอกับท่านไลท์จริงๆแล้ว ” เฮนดริกตื่นเต้น

    “ จริงสิผมขอคืนตราสัญลักษณ์นี้ก่อน ” เฮนดริกพูดพร้อมกับยื่นตราสัญลักษณ์คืนให้กับไลท์

    ไลท์และคนอื่นๆพากันประหลาดใจ

    “ ท่านไลท์ พอดีเฮนดริกเป็นนักดาบเหมือนกันผมครับ เขาชอบที่จะสู้กับนักดาบที่เก่งๆ ซึ่งผมและเฮนดริกเองก็เคยสู้กันมาหลายครั้งแล้ว แต่ส่วนมากผลที่ออกมาก็คือเสมอกัน แต่หลังจากที่ผมได้รับคำสั่งสอนมาจากท่านไลท์ ผมก็พัฒนาขึ้นมาก จนกระทั้งหลายวันก่อนเฮนดริกก็มาที่ค่ายหลัก จากนั้นพวกเราจะประลองฝีมือกันอีกครั้ง ซึ่งผลก็คือผมเป็นฝ่ายชนะและชนะแบบขาดลอยด้วย 

    เฮนดริกทนไม่ไหวจึงถามผมว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมผมถึงแข็งแกร่งมากกว่าเดิมมาก ผมจึงบอกไปว่าผมได้รับคำสอนจากท่านไลท์ หลังจากนั้นมาเฮนดริกชื่นชมท่านไลท์และอยากพบท่านไลท์มาโดยตลอด 

    นอกจากนี้เฮนดริกยังรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเมลเทียร์ด้วยที่พวกท่านไลท์เป็นคนนำเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาคืนให้กับพวกเราเผ่าเอลฟ์  " อัสลอนอธิบายโดยที่มีเฮนดริกคอยพยักหน้าเรื่อยๆ

    คราวนี้ทุกคนจึงได้เข้าใจว่าทำไมเฮนดริกจึงดีใจขนาดนั้นที่ได้เจอกับไลท์

    “ เอาล่ะๆตอนนี้พวกเราเสียเวลามามากแล้ว ฉันต้องไปคุยกับแฟร์ซ่าก่อน ” ไลท์พูดขึ้น 

    เมื่อรู้ว่าพวกไลท์มีเรื่องคุยกับจักรพรรดินีแฟร์ซ่าพวกอัสลอนก็ไม่กล้าคุยนานจึงรีบพาพวกไลท์ไปที่เต็นท์ผู้บัญชาการทันที 

    อย่ามองว่าจักรพรรดินีแฟร์ซ่าเป็นผู้หญิงแล้วจะอ่อนแอ เธอคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของทวีปเอลฟ์เลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นเธอจะสามารถปกครองเอลฟ์ทั้งหมดได้อย่างไร 

    นอกจากนี้เธอยังเป็นคนที่ฉลาดและมักจะวางแผนการต่างๆได้อย่างละเอียดและรอบครอบ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้ปกครองทวีปเอลฟ์ที่ฉลาดที่สุด

    ไม่นานพวกไลท์ก็มาถึงเต็นท์ผู้บัญชาการ 

    เต็นท์ผู้บัญชาการมีขนาดใหญ่และดูหรูหรากว่าเต็นท์อื่นๆมาก การที่จะเข้าไปในเต็นท์นี้ได้จำเป็นต้องเป็นตัวตนระดับSSเท่านั้น

    จากข้อมูลที่อัสลอนบอกว่า ในค่ายแห่งนี้มีตัวตนระดับSSของเผ่าเอลฟ์รวมกันมากถึงยี่สิบห้าคนและระดับSอีกหลายร้อยคน

    หลังจากที่ไลท์เดินมาถึงหน้าเต็นท์ผู้บัญชาการเขาก็ถูกหยุดโดยทหารเอลฟ์ที่ยืนเฝ้าหน้าเต็นท์

    ไลท์ยื่นตราสัญลักษณ์ของจักรพรรดินีแฟร์ซ่าให้กัับทหารดู

    เนื่องจากทหารที่เฝ้าหน้าเต็นท์คือองครักษ์ของพระราชวังทำให้พวกเขารู้จักกับตราสัญลักษณ์นี้อย่างดี 

    องครักษ์มองหน้ากันก่อนที่จะมีคนหนึ่งถามว่า “ ท่านคือท่านไลท์ใช่ไหมครับ? ” 

    ไลท์พยักหน้ารับ

    “ รอสักครู่ครับท่าน ” องครักษ์คนหนึ่งพูดก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน 

    ไม่นานทหารคนเดิมก็เดินออกมาพร้อมกับพ่อบ้านซาร์ 

    “ ท่านไลท์เชิญเข้ามาด้านในเลยครับ ส่วนคนอื่นๆโปรดรออยู่ข้างนอกก่อน ” พ่อบ้านซาร์พูดขึ้น

    ไลท์พยักหน้ารับ

    “ พวกนายพาพรรคพวกของท่านไลท์ไปเดินเล่นรอบๆค่ายทหารก่อนก็ได้ แล้วก็อย่าให้ใครมาหาเรื่องพวกท่านไลท์ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกนายโดนดีแน่ ” พ่อบ้านซาร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ ครับท่านซาร์ ” องครักษ์สองคนพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง

     

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน