คุณนายโจวเดินมาเปิดประตูเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก่อนจะพบหลี่ซื่อกับถังกุ้ยฮวายืนรออยู่ด้านหน้าด้วยใบหน้าถมึงทึง
ถังกุ้ยฮวาที่สังเกตเห็นว่าถังฉือเย่พูดคุยหยอกล้อกับชายหนุ่มในดวงใจมาหลายวัน โดยเฉพาะวันนี้ที่ทั้งสองคนเข้าไปขลุกอยู่ด้วยกันในร้านเหล้าของคุณนายโจวทั้งวัน ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวต้องออกมาจากบ้านมาอาละวาดให้รู้ดำรู้แดง โดยบอกกับท่านย่าซุน ผู้เป็นมารดาว่าจะออกไปช่วยคุณนายโจวทำงาน ซึ่งท่านย่าซุนก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้สภาพการเงินของตระกูลถังนั้นค่อนข้างลำบาก ถังหย่งหมิงต้องชดใช้เงินให้กับบ้านของถังต้าหวยถึงสี่สิบตำลึง จนทำให้เงินสำรองของตระกูลร่อยหรอจนเกือบหมด
ถังหย่งฟู่กับถังหย่งหมิงบอกกับทุกคนว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งไปหาเรื่องอะไรกับถังฉือเย่เด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้ครอบครัวดูไม่ดีในสายตาของท่านหัวหน้าตระกูล
ถังกุ้ยฮวาพยายามคิดหาวิธีมาหลายวัน เพราะไม่อยากขัดคำสั่งของพี่ชาย แต่ใจก็ไม่สามารถอดทนกับความแค้นที่สุมอยู่ในอกได้ สุดท้ายก็หาวิธีได้ นั่นคือการเข้าไปทำงานในร้านเหล้าแห่งนี้ของคุณนายโจว ที่ทั้งสามารถหาเงินได้แล้ว ยังสามารถทำร้ายถังฉือเย่ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย!
ท่านย่าซุนเองก็เห็นด้วยความคิดนี้ของบุตรสาว พร้อมกันนี้ก็ส่งลูกสะใภ้อย่างหลี่ซื่อมาด้วย เผื่อจะหาเงินเข้าบ้านได้มากขึ้น
เมื่อเห็นหญิงผู้เป็นเจ้าของร้านเปิดประตูออกมา ถังกุ้ยฮวาก็ยิ้มหวานพลางพูดขึ้นว่า “ท่านป้า ข้ามีเรื่องจะถามท่านหน่อย?”
“เรื่องอะไรงั้นหรือ?”
“ไม่ทราบว่าที่บ้านของท่านป้ามีงานอะไรพอจะให้ข้าช่วยทำหรือไม่?”
คุณนายโจวได้ยินก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นางเกลียดพวกที่พอมีประโยชน์แล้วค่อยมาทำเป็นสนิทสนม แต่พอหมดประโยชน์กลับไม่สนใจ เข้าทำนองพอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้ง เพราะฉะนั้นนางจึงแอบเบะปากเล็กน้อยบอกว่า “ขอบใจเจ้ามาก แต่ไม่ต้องแล้วล่ะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรหรอก พวกเราทำเสร็จหมดแล้ว”
“ทำกันเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ” ถังกุ้ยฮวายืดคอมองเข้าไปด้านใน ติดก็แต่ถูกคุณนายโจวยืนขวางไว้
“ใช่! กุ้ยฮวาเจ้ายังมีอะไรอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะได้ปิดประตู”
ไม่รอช้าถังกุ้ยฮวาปรี่เข้าไปจับมือนางไว้ ก่อนจะพูดด้วยท่าทางที่สนิทสนม “ท่านป้า ข้าอยู่บ้านทั้งวันไม่มีอะไรทำ ท่านมีงานอะไรก็บอกข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ ข้าไม่รับเงินก็ได้เจ้าค่ะ”
“ข้าบอกแล้วว่าทำเสร็จหมดแล้ว จะเอางานที่ไหนให้เจ้าทำ”
“ทำเสร็จหมดแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“ข้าจะไปโกหกเจ้าทำไมกัน”
“อย่างนั้น…ข้าได้ยินมาว่าพ่อหนุ่มฉีเขามาช่วยทำงานที่บ้านของท่าน?”
คุณนายโจวหัวเราะเบา ๆ เมื่อรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง “กุ้ยฮวาที่แท้เจ้าก็มาหาพ่อหนุ่มฉีสินะ ดูเจ้าสิจะมาหาเขาก็ไม่ยอมพูดตรง ๆ ยังจะมาบอกว่าจะช่วยทำงานอะไรกัน เจ้าทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจไปด้วยเลย…ที่พวกเราขอให้พ่อหนุ่มฉีเขามาช่วยงานนั้นเพราะมีเรื่องที่สำคัญน่ะ หากเจ้าอยากเจอเขาก็รอให้เขากลับบ้านก่อนแล้วกัน”
“พวกท่านมีเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ?” ถังกุ้ยฮวาถามทันควัน สุ้มเสียงไม่พอใจอยู่หน่อย ๆ “ถ้าเช่นนั้นข้าขอเข้าไปดูหน่อย”
คุณนายโจวรีบเบี่ยงตัวกันไว้แล้วบอกว่า “ตอนนี้พวกเรากำลังยุ่ง ๆ กันอยู่ เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนพวกเขาเลย” พูดจบประโยคนางก็รีบถอยหลังกลับมาแล้วจัดการปิดประตู
หลี่ซื่อที่ยืนฟังมานานนั้นรีบเข้าไปดึงแขนเสื้อของถังกุ้ยฮวาไว้ พร้อมกับพูดเกลี้ยกล่อม แต่ดูเหมือนถังกุ้ยฮวาจะยังไม่ยอมแพ้
“ท่านป้า ข้าไม่ได้จะดูพวกท่านหมักเหล้าอะไรสักหน่อย ข้าแค่อยากไปดูพ่อหนุ่มฉีเท่านั้นเอง”
คุณนายโจวชะงัก สีหน้าเคร่งขรึมลง ปกตินางเป็นคนพูดอะไรรักษาน้ำใจคน แต่คิดไม่ถึงว่าถังกุ้ยฮวาจะพูดไม่รู้ฟัง นี่หากเป็นผู้หญิงคนอื่นหากได้ยินขนาดนี้ก็คงกลับไปนานแล้ว แต่หญิงสาวสกุลถังผู้นี้กลับหน้าด้านหน้าทนเสียจริง! คุณนายโจวจึงพูดเสียงดังขึ้นว่า
“เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมยังไม่เข้าใจอีกนะ พวกข้ากำลังหมักเหล้ากันมีสูตรลับที่สืบทอดเลี้ยงชีพกันมารุ่นต่อรุ่น แล้วเราก็ไม่เคยบอกคนนอกให้รับรู้ มีอย่างที่ไหนที่เจ้าจะบุกเข้ามาข้างในนี้ได้”
ถังกุ้ยฮวาถลึงตาขึ้น เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ซึ่งเดิมทีคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ เพราะถึงอย่างไรเสียนางซึ่งมีอายุสิบหกแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็น่าจะดีกว่าเด็กอายุสิบสองสิบสามอย่างถังฉือเย่ นอกเสียจากคุณนายโจวจะเป็นคนโง่เท่านั้นถึงจะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ ไม่คิดว่าคุณนายโจวจะเป็นคนโง่จริง ๆ ยิ่งคิดก็ชวนให้ยิ่งโมโห
“แล้วทำไมถังฉือเย่ถึงอยู่ข้างในนั้นได้ล่ะ?”
“เย่เอ๋อร์จะอยู่ข้างในหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?” คุณนายโจวพูดอย่างไม่เกรงใจ หลี่ซื่อที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าไปดึงแขนเสื้อของถังกุ้ยฮวาเอาไว้อีกรอบ แต่มีหรือที่คนอย่างถังกุ้ยฮวาที่เย่อหยิ่งมาแต่ไหนแต่ไรจะเชื่อฟัง นางสะบัดมือของหลี่ซื่อออกอย่างแรง แล้วตะเบ็งเสียงว่า
“ถ้าอย่างนั้นที่ท่านเรียกทั้งถังฉือเย่กับพ่อหนุ่มฉีมามันหมายความว่าอย่างไรกัน ใครจะไปรู้ว่าที่พวกท่านปิดประตูน่ะพวกท่านทำอะไรกันอยู่ด้านใน!”
“ข้ากับลุงสี่ของเจ้าก็อยู่ด้วย ในบ้านยังมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ไม่รู้กี่คน เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ” คุณนายโจวที่เริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาเสียงดังขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “อีกอย่าง คำก็พ่อหนุ่มฉี สองคำก็พ่อหนุ่มฉี ตกลงแล้วพ่อหนุ่มฉีเขาเป็นอะไรกับเจ้ากันแน่ อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเป็นสาวเป็นแส้ จะพูดจะทำอะไรก็จงระมัดระวังเสียหน่อย จะได้ไม่เสียหน้า”
ตอนนี้หลายคนเริ่มเปิดประตูชะโงกหน้าออกมามอง พร้อมกับจับกลุ่มกันซุบซิบนินทา ถังกุ้ยฮวาโกรธเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากสะบัดหน้าพรืดแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป คุณนายโจวส่ายหน้าด้วยความโมโหและระอาใจ ก่อนจะปิดประตู เมื่อเดินกลับเข้ามาในบ้านก็เห็นถังฉือเย่ยืนยิ้มน้อย ๆ อยู่
“ข้าคิดว่าหากข้าออกไปต้องเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้อีกแน่ ข้าเลยไม่ออกไป ท่านป้าโกรธหรือไม่?”
“เจ้าไม่ออกไปน่ะดีแล้ว…ข้าไม่ได้โกรธหรอกแค่รู้สึกหงุดหงิดน่ะ ถังกุ้ยฮวาทำไมถึงได้หน้าด้านขนาดนี้นะ?” คุณนายโจวคิดอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาแล้วหันมาพูดกับชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องทั้งหมดว่า
“อาฉี นี่เป็นเรื่องที่เจ้าเป็นผู้ก่อทั้งหมดเลยนะ”
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ”
“อาฉี…” สตรีที่ผ่านโลกมามากกว่าหัวเราะเบา ๆ “เจ้าบอกกับข้าหน่อยสิว่า ในบรรดาสตรีที่วิ่งไล่ตามเกี้ยวเจ้าอยู่นั้น เจ้าถูกใจใครบ้างหรือไม่ ข้าจะเป็นคนไปช่วยพูดให้เจ้าเอง”
ฉีจิงหน้าแดงเล็กน้อย เขาเหลือบมองที่ถังฉือเย่แวบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นแล้วตอบคำถามนั้นเพียงว่า “ข้าจะไปดูทางนั้นหน่อยนะขอรับ” จากนั้นเขาก็เดินไปที่ด้านหลังบ้านแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย
คุณนายโจวหัวเราะจนตัวงอ เช่นเดียวกับท่านลุงสี่ผู้เป็นสามีที่พูดกับภรรยาว่า “อาฉีเขาเป็นคนหน้าบางจะตาย เจ้าก็อย่าไปหยอกล้อเขาเลย”
หลังจากนั้นพวกเขาก็หัวเราะกันไปทำงานกันไปด้วยความเพลิดเพลิน จนกระทั่งเย็นย่ำถึงจะนำเหล้าทั้งห้าไหมาปิดผนึกจนเสร็จ ทุกคนต่างจ้องมองไหเหล้าเหล่านั้นด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และเป็นถังฉือเย่ที่กล่าวเป็นคนแรกว่า
“เจอกันในอีกครึ่งเดือน!”
ฉีจิงพยักหน้า ก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึมตามปกติวิสัยของตัวเอง “ถึงตอนนั้นแล้ว เราค่อยมาฉลองด้วยกัน”
จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน รอจนวันถัดมาท่านลุงสี่และคุณนายโจวก็เริ่มหมักเหล้าอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าถังฉือเย่จะทำเป็น แต่นางก็คอยช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ส่วนงานใหญ่ ๆ ที่เป็นความลับพวกเขาทั้งสองจะเป็นคนทำเองทั้งหมด
เมื่อทำงานแล้วเสร็จ ถังฉือเย่ก็เรียกให้ฉีหยางมาและขอให้เขามาช่วยจดบัญชี เงินในการซื้อยา ธัญพืชในการหมักเหล้า รวมทั้งค่าแรงที่ทั้งสองคนขึ้นไปเก็บผลแอปเปิ้ลป่าบนภูเขาด้วย ฉีจิงขี่เกวียนออกไปตั้งกี่รอบ ทุกอีแปะทุกตำลึง นางจดเอาไว้อย่างละเอียดและชัดเจน
หญิงสาวพบว่าความรู้ระดับฉีหยางนี้ ถ้าหากเป็นยุคปัจจุบันก็คงจะจบชั้นประถมไปแล้ว เพราะตั้งแต่นางเห็นเขามา ถังฉือเย่ไม่เคยเห็นคำที่เขาเขียนไม่ได้เลย ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนตักแล้วชมแล้วชมอีก
ถังฉือเย่อุ้มเขาแล้วหอมไปสองครั้ง จนเด็กชายหน้าแดงไปหมด ถังฉือเย่พูดคุยกับฉีหยางและถามเป็นเชิงปรึกษาว่า หากจะให้เขาช่วยสอนเสี่ยวเหยาเขียนตัวหนังสือด้วยจะได้หรือไม่ ซึ่งตอนแรกที่ปรึกษากับฉีจิงนั้น ชายหนุ่มแนะนำว่าจะให้ฉีหยางจะใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในช่วงเช้าเรียนหนังสือ หนึ่งชั่วยามในช่วงบ่ายในการฝึกเขียนตัวอักษร หนึ่งชั่วยามในช่วงค่ำในการฝึกการต่อสู้ ซึ่งถังฉือเย่เองไม่คิดว่าจะให้เสี่ยวเหยาจะเรียนการต่อสู้แต่อย่างใด เพราะเป้าหมายสำคัญของนางคือการให้เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนคอยดูแลช่วยเหลือกันเท่านั้น
ฉีหยางนั้นถึงแม้ดูแล้วจะไม่ค่อยชอบพูดสักเท่าไหร่ แต่เมื่อถูกถังฉือเย่อุ้มแล้วคะยั้นคะยอไปมา ท้ายที่สุดเด็กชายก็พยักหน้ารับปากอย่างเคร่งขรึม
ดังนั้นในวันถัดมา ถังฉือเย่จึงพาเสี่ยวเหยามาส่งที่บ้านของฉีจิงตั้งแต่เช้า เด็กชายนั้นเชื่อฟังเป็นอย่างมาก ไม่มีข้อโต้แย้งหรือแสดงสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจอะไร นางจึงกำชับเสี่ยวเหยาเป็นพิเศษว่าประโยคหนึ่งให้พูดหลาย ๆ ครั้ง และต้องรอให้ฉีหยางตอบก่อนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ปล่อยให้ฉีหยางเป็นคนควบคุม
ถังฉือเย่อมยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าฉีหยางนั้นทำท่าจริงจังขึ้นมา ราวกับเป็นอาจารย์ที่เข้มงวด นางยืนพิงอยู่ตรงประตูเฝ้ามองดูอยู่ครู่หนึ่ง ฉีจิงที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามว่า
“เจ้าจะขึ้นไปภูเขาหรือไม่?”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากที่ยุ่งมาหลายวัน อาหารในบ้านก็เริ่มร่อยหรอลงไปมากแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะขึ้นไปบนภูเขาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ถังฉือเย่จึงหันกลับไปพยักหน้ารับก่อนจะกลับไปหยิบกระบุงและเคียวขึ้นมาสะพาย จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน เมื่อเจอคนในหมู่บ้านที่เดินสวนกันไปมา พวกเขาก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง
เมื่อขึ้นไปบนภูเขาแล้ว ฉีจิงก็หันไปมองนางแวบหนึ่ง ถังฉือเย่สงสัยจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”
.
.
.