
ตอนที่36 ฆ่าไก่ให้ลิงดู
"ฮ่าๆ ..เรื่องของเด็กผู้นี้คนเดียว ท่านผู้ตรวจการใหญ่ของนครอสูรวารีน้ำจืด ต้องมาด้วยตัวเองน่าแปลกใจจริงๆ แต่อย่างไงก็ต้องดูผลการประลองละกัน.. แต่ท่านจิงจูก็ต้องทำใจไว้ก่อนนะ การประลองย่อมมีพลาดพลั้งได้ อาวุธไม่มีตาเกิดสูญเสียชีวิตไป พวกท่านก็เป็นพยานด้วยละกัน ถ้าองค์ชายสิบสี่ไม่อ่อนด้อยเกินไป เขาก็คงจะเก็บชีวิตคืนกลับไปหาพระมารดาได้กระมั้ง..หึๆ "
เสียงเย้ยหยันของอำมาตย์ใหญ่ดังก้องแม้ว่าเขาไม่มีส่วน ในการเข่นฆ่ากริชเพชรแต่ก็ตั้งกรอบไว้จนน่ากลัว แม้นองค์ชาย เก้าจะตั้งใจฆ่าเขา ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดอ้างการประลองผู้มีกำลังมากกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นกฎของนครวารีน้ำจืด หรือแม้ทั้งอาณาจักรนี้เลยก็ว่าได้
"เอาอย่างนี้..ข้าจะสร้างลานประลองขึ้นตรงนั้นถ้าใครตกจากลานประลอง ถือว่าพ่ายแพ้เลิกรากันไป ผู้ชนะเป็นใหญ่เหนือกว่าผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์เข้าคัดเลือกเป็นองค์รัชทายาท ตัวแทนของจอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดนายเหนือพวกเรา..."
เสียงของผู้ตรวจการจิงจูดังกังวานเขาชำเลืองมองกริชเพชรด้วยสายตาเวทนา แต่ผู้เป็นตาก็ทำได้เพียงแค่นี้
เขาคาดว่าเด็กหนุ่มคงจะมีกายอสูรที่ไม่สามารถต้านทานองค์ชายเก้า ที่ได้ทรัพยากรพัฒนาตัวเองทั้งปี ผิดกับหลานชายของเขาหายสาบสูญไปตั้งแต่ออกจากไข่ใหม่ๆ
ไม่รู้ว่าเขามีประสบการณ์มามากน้อยเพียงใด แต่ก็คาดว่าในเขตอาณาจักรอสูรวารีน้ำจืดทรัพยากรด้านนอกมีน้อยยิ่งกว่าน้อยอีก เขารอดชีวิตกลับมาหาลูกสาวของตนได้ก็ถือว่าเป็นวาสนาของตระกูลจิงแล้ว จึงพยายามหาโอกาสรอดจากไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์ ให้กับองค์ชายสิบสี่ผู้เป็นหลานชายเท่าที่จะทำได้
'ช่างเถอะ..เด็กคนนี้ก็คงไม่มีพิษภัยอะไรมาก แม้รักษาชีวิตจากลานประลองได้ก็คงจะพิการ ไม่สามารถพัฒนากายอสูรให้สูงขึ้นกว่านี้ได้ แล้วแต่วาสนาของเจ้าก็แล้วกัน..'
อำมาตย์ใหญ่คิดในใจพร้อมกับพยักหน้าไม่อยากมีเรื่องกับผู้ตรวจการของเมืองอสูรวารีน้ำจืด อย่างจิงจูเท่าไหร่มันยังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะยึดอำนาจตอนนี้ ก็ปล่อยๆ ไปก่อน
"ตกลงตามนั้นก็แล้วกัน..."
จอมอมาตย์พยักหน้ากระแอมเสียงขึ้นเห็นชอบในข้อตกลง เรื่องนี้มันเล็กเกินไปสำหรับที่เขาจะออกหน้าจริงจัง
"ถ้ายังงั้นก็ดำเนินการได้..."
สิ้นเสียงของจิงจูงเขาก็ปาดแขนเสื้อออก ตัดเนินเขาขนาดย่อมตรงหน้าเมือง ราบเป็นหน้ากลองเหมือนลานประลองขนาดหนึ่งร้อยฟุต
ตูบ!!
ครึน!!
"หลานของข้า..เจ้าจงขึ้นลานประลองเถอะระวังตัวด้วย"
จิงจูงหันไปบอกกริชเพชรด้วยสายตาเวทนาสงสาร ตนเตรียมยาชุบชีวิตไว้ให้เด็กหนุ่ม
ดังนั้นจึงสร้างลานประลองไม่ไกลจากที่เขายืนอยู่มากนัก พร้อมที่จะช่วยหลานชายให้รอดตายได้ตลอดเวลา
"ห้ามปลุกวิญญาณอาวุธในการประลอง ใช้กายอสูรเข้าต่อสู้กันเท่านั้น ใครตกจากการประลองคนนั้นแพ้ นี่คือกฎของเมือง เป็นการประลอง ระหว่างพี่น้องเครือญาติ ไม่อาจใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน...."
เสียงของผู้ตรวจการจิงจูดังก้องทั่วบริเวณเหมือนจะบอกองค์ชายเก้าไม่ให้ใช้การปลุกอาวุธ เพราะมันไม่สามารถควบคุมพลังการโจมตี อาจเกิดการพลาดพลั้งได้
เป็นเหตุให้หลานชายของเขาต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหัน องค์ชายเก้าแสยะยิ้มอย่างเสือร้าย แค่กายอสูรระดับห้าตอนปลายของเขาก็สามารถ เด็ดชีวิตเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างสบาย องค์ชายเก้ามองยังไงก็ไม่เห็นร่องรอยการพัฒนากายอสูรของกริชเพชร ไม่เห็นสีทองคาดอยู่ตรงส่วนใดของร่างกายเขา โดยเฉพาะจุดสำคัญคือนอตรงกลางศีรษะชายหนุ่ม ไม่มีอะไรเป็นลักษณะพิเศษ เหมือนมันพิกลพิการจากกายอสูร ที่ไม่บริสุทธิ์แค่นั้นเอง
'นายน้อยขึ้นประลองเถอะ..ยังไงเราก็ไม่สามารถพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ ข้าว่านายน้อยชนะองค์ชายนั่นได้ แต่ท่านก็อย่าชนะขาดเลยนะคะ ท่านปกป้องตัวเองไม่ให้ตกจากเวทีประลอง แล้วผลักเขาให้ตกไปแทนก็แค่นั้นเอง พวกเราก็จะเข้าเมืองไปอย่างสบายไม่ต้องสร้างศัตรูด้วย ข้าสังเกต
แล้วองค์ชายเก้า กายอสูรของเขาแค่ระดับห้าตอนปลาย นายน้อยชนะเขาได้สบายอยู่แล้ว แต่ก็อย่าเปิดเผยตัวเองให้เด่นชัด มีคนที่มีกายอสูรระดับสูงเป็นศัตรูกับท่านมากเหลือเกิน ถ้ารู้ว่านายน้อยมีผลคุกคามกับพวกเขา ท่านอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ เราแค่รักษาตัวรอดกลับเข้าไปในเมืองตอนนี้ให้ได้ก่อน....'
หนิงหนิงส่งกระแสจิตแนะนำกริชเพชร ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับนาง เพราะเขาก็คิดแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่อยากจะสร้างเรื่องบาดหมางระหว่างเขากับคนอื่น โดยเฉพาะผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ที่พากันขนมาแบบไม่น่าเชื่อ เหมือนตัวเขามีความสำคัญต่ออาณาจักรแห่งนี้
"ครับท่านตา.."
กริชเพชรยกมือคารวะผู้ตรวจการจิงจู แล้วค่อยๆ เดินขึ้นไปบนลานประลองอย่างช้าๆ แบบมีมารยาท รักษาท่าทีให้ดูอ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุด
หนิงหนิงเดินตามจนถึงริมลานประลอง องค์หญิงจ้าวเฟิง กับเหล่าองครักษ์ของนางก็ทะยานมาอยู่ตรงกลางระหว่างหัวหน้าองครักษ์ทมิฬ
กับผู้ตรวจการจิงจูงนางยกมือคารวะผู้เฒ่าไม่ได้กล่าวอะไร สายตาหันไปมองดูกริชเพชรที่ค่อยๆ เดิน ขึ้นไปบนลานประลองอย่างเชื่องช้า
นางส่ายหน้าอย่างหดหู่นึกเวทนาชะตากรรมของฮองเฮาฝ่ายขวาเหลือเกิน ด้วยสัมพันธ์อันดีของมารดานาง กับองค์ฮองเฮายังไงนางก็ต้องเป็นอีกแรงหนึ่ง ที่คอยช่วยเชื้อสายของฮองเฮาฝ่ายขวาให้ได้
หญิงสาวจึงเลือกมายืนใกล้ลานประลองมากที่สุด เผื่อมีอะไรผิดพลาดนางอาจยื่นมือเข้าช่วยเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่ดูอ่อนแอซะเหลือเกิน หญิงสาวถอนใจอย่างเวทนา
"จ๊ากกกก!! "
ควับบบบ!!
"ฮ่าๆ ..ต้องโทษเจ้าที่ มีตาหามีแววไม่บังอาจมาขัดขวางการเดินทางของข้า ถ้าเจ้าหดหัวมุดหางไม่เกะกะขวางทางข้า เจ้าก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่านี้...."
เสียงขององค์ชายเก้าดังสนั่น ร่างเขาทะยานขึ้นกลางอากาศอย่างสง่างาม
ปลุกเร้าพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ขึ้นเต็มขนาด เปล่งประกายสีทองออกรอบตัวบ่งบอกถึงกายอสูร ระดับห้าตอนปลายของเขาที่สมบูรณ์แบบ อีกครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่กายอสูรระดับหก ตอนต้นอย่างสมบูรณ์
มันเป็นอะไรที่ชายหนุ่มภาคภูมิใจอยากจะเปล่งอานุภาพ ให้คนรอบข้างที่อยู่ตรงหน้าได้เห็น องค์ชายเก้าจึงจงใจอวดพลังกายอสูรระดับห้าออกมาแบบไม่กั๊ก
หางที่แกว่งไกวกลางอากาศขยายใหญ่ขึ้นเกือบสิบเท่า เส้นสายสีทองคาดรอบโคนหางจนถึงปลาย ส่งประกายแวววับอันทรงพลัง ปลายหางเป็นลูกศรสีดำสนิท คาดด้วยสีทองเป็นสายห้าเส้น
องค์หญิงเจ้าเฟิงมองแล้วอดกลืนน้ำลายลงคอ อย่างเป็นห่วงองค์ชายสิบสี่ไม่ได้ พลังดวงจิตแก่นแท้ขององค์ชายเก้าก็อัดเต็มสูบ จนถึงระดับสูงสุดของกายอสูรระดับห้า พลังบอลดวงจิตของชายหนุ่มที่กระโดดอยู่กลางอากาศมันเจิดจ้า บ่งบอกถึงความเสมอภาคเทียบเคียงระดับเดียวกัน กับกายอสูรของผู้เป็นเจ้าของ
"ถ้าเจ้ารับฝ่ามือการตะปบของข้าได้หนึ่งครั้งข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ถ้าเจ้าหวาดกลัวก็โดดหนีลงจากลานประลองไป..."เสียงขององค์ชายเก้าดังก้องทั่วลานประลอง เหมือนชายหนุ่มเร่งเร้าพลังฆ่าไก่ให้ลิงดู ใช้การประลองครั้งนี้ประกาศศักดา
ควับ!
ตูม!
ชายหนุ่มผู้องอาจทะยานลงบนลานหินน้ำหนักสั่นสะเทือนลานหินใต้เท้าเขา แตกกระจายเป็นผุยผงบ่งบอกถึงพลังที่อัดแน่นเต็มล้น
องค์ชายเก้าขยับข้อมือกรงเล็บอสูรวารีน้ำจืด ขยายออกเป็นสิบเท่าของกายจำแลงพุ่งทะยานเข้าหากริชเพชร เหมือนสายฟ้าแลบเขาตั้งใจตะปบหน้าอกชายหนุ่มทีเดียวให้ตายคามือ
แกร๊ว!!
ควับ!!
ผู้ตรวจการจิงจูงกับนางข้าหลวงเหมยหยวนอุทานออกมาอย่างหดหู่ รู้ได้ทันทีว่าองค์ชายเก้าลงมืออย่างโหดร้าย ปล่อยพลังดวงจิตแก่นแท้ ระดับห้าตอนปลายของเขาออกมาจนเต็มสูบ หมายเด็ดชีวิตขององค์ชายสิบสี่แบบไม่ให้ใครได้ลงมือช่วยทันเวลา กรงเล็บที่แหลมคมดำทมิฬพุ่งเข้าหากริชเพชรในเปล่งรัศมีสิบฟุต
ส่วนกริชเพชรยังยืนนิ่งๆ มองฝ่ามือตรงหน้าที่พุ่งทะยานหาเขาเหมือนเด็กปัญญาอ่อน ที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร
มองอย่างไร้เดียงสา ไม่มีวี่แววของการป้องกันตัวแม้แต่น้อย เร้าพลังบอลดวงจิตต์แก่นแท้ขึ้นป้องกันตัวเองก็ไม่ทำ หรือเขาไม่อาจทำทันตั้งหาก ถ้าคิดอีกทีเขาอาจจะไม่มีคาถาเร้าพลังป้องกันตัวเลยก็ว่าได้ ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างคาดเดาไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น
ควับ!! แควกกกก!!

...........................................................................................................................................................................................