『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 พลังอำนาจ

            "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"ลู่เต้าเอ่ยพลางขมวดคิ้วนวดขมับ

            "ลู่เต้า"ไป๋เสียที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยเรียกขึ้นมา

            "หืม?"ลู่เต้าขานรับ

            อยู่ๆจะเรียกชื่อข้าทำไมกัน'

            "หลบหน้าเฉายวนหมิงไว้ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปเอาคืน" ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่ยอม

            "เฮ้อ..."ลู่เต้าถอนหายใจโล่งอกพลางตบอกเบาๆ "ข้ายังคิดว่าเจ้าจะให้ข้าไปสังหารมันเสียอีก!"

            "เจ้าคิดว่าข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้าหรือถึงได้ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล?" ไป๋เสียกล่าวอย่างหยิ่งผยอง"ในตอนนั้น แม้แต่ข้าที่บรรลุระดับหกดาราแล้วก็ยังพ่ายแพ้มันแล้วเจ้าที่มีเพียงระดับเดียวจะหวังอะไรได้"

            "ฮ่าๆ...นั่นสินะ" ลู่เต้าหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย แม้จะรอดพ้นมาได้แต่ในใจกลับรู้สึกขมขื่น

            "เฟิ่งหวง [1]ไม่เกาะกิ่งไม้ไร้ค่า"ไป๋เสียกล่าวจบ ก็กลับเข้าไปในร่างของลู่เต้า เสียงใสกังวานดังขึ้นในหู"ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ยอดฝีมืออย่างพวกมันจะมาเยือน ทะเลสาบมังกรทมิฬแห่งนี้น่าจะมีอะไรบางอย่างถึงได้ดึงดูดทั้งสองคนนั่นมาที่นี่"

            ไป๋เสียกล่าวต่อ"เอาเป็นว่า พยายามหลบหน้าเจ้านั่นไว้ก่อนรอดูว่าพอจะถามเรื่องราวจากปากอาจารย์ได้หรือไม่"

            ลู่เต้าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย"ถาม? ไม่กลัวว่าเขาจะจับได้ว่าเจ้าอยู่ในร่างข้าหรือ"

            "ไม่ต้องห่วง"ไป๋เสียกล่าวตรงไปตรงมา "พลังยุทธกับสติปัญญาไม่ได้ไปด้วยกันหรอก"

            "ถึงแม้ในอดีตอาจารย์จะเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแต่... สมองกลับไม่ค่อยแล่นเท่าไร"

            "ฮัดเช้ย!"จู่ๆ โจวเทียนหยวนก็จามออกมา ก่อนจะหันไปบ่นกับเฉายวนหมิงที่อยู่ข้างกาย "หนาวเกินไปแล้วเพิ่มอุณหภูมิอีกหน่อยสิ"

            เฉายวนหมิงจำใจต้องลดความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมารอบตัวลงเล็กน้อยเท่านี้โจวเทียนหยวนก็ไม่ต้องตัวสั่นด้วยความหนาวอีกต่อไปแล้ว

            "พาเขาออกไปข้างนอกในฤดูร้อนแบบนี้สบายจริงๆ" โจวเทียนหยวนร้องเพลงพลางเดินเล่นอยู่บนท้องถนน

            ภายในตรอกมืดลู่เต้าพยุงตัวขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย ปัดฝุ่นออกจากร่างกายพลางเอ่ยถาม"แล้วตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี"

            "ทำอย่างไรอย่างนั้นหรือ"ไป๋เสียกล่าวต่อ "ก็ต้องกลับจวนตระกูลหงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที"

            "เอ๋"ลู่เต้าลากเสียงยาวอย่างไม่เต็มใจ "ต้องกลับไปอีกหรือ"

            พอเอ่ยถึงจวนตระกูลหงลู่เต้าก็นึกถึงเหตุการณ์ในห้องอาบน้ำขึ้นมาทันที ใบหน้าพลันแดงก่ำ

            "ของยังอยู่ที่จวนตระกูลหงอยู่เลยเจ้าคงไม่อยากทิ้งไปทั้งหมดกระมัง" ไป๋เสียยิงตรงประเด็น

            ลู่เต้าถอนหายใจยาวคิดในใจ "ก็จริง กลับแบบนี้ดูไม่ค่อยดีเท่าไร"

            ขณะที่เขากำลังจะออกจากตรอกก็มีเงาร่างหนึ่งยืนขวางอยู่ปลายตรอก ลู่เต้าขมวดคิ้วถอยหลังสองก้าว คิดจะออกไปทางด้านหลังแต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าทางออกอีกฝั่งก็ถูกเงาร่างหนึ่งขวางเอาไว้อยู่เช่นกัน

            "แย่แล้วพวกเขารู้ตัวแล้วอย่างนั้นหรือ" ลู่เต้ากล่าวอย่างตื่นตระหนก

            ไป๋เสียกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ"ไม่มีจิตสังหาร ไม่ใช่พวกมัน"

            "ถ้าอย่างนั้น..."ลู่เต้านึกถึงลางร้าย "จะเป็น..."

            "ถูกต้อง!"หวังเหล่ยปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มผยอง ชี้นิ้วโป้งมาที่ตัวเองแล้วกล่าวว่า"ก็คือลูกพี่หวังเหล่ยคนนี้อย่างไรเล่า!"

            "..."

            "..."

            "เจ้าหนีไม่พ้นหรอก"หวังเหล่ยจ้องลู่เต้าพลางยิ้มเยาะ"โทษฐานที่เจ้าล่วงเกินข้าเมื่อสามปีก่อน!"

            สิ้นเสียงของหวังเหล่ยปลายตรอกอีกด้านก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น หลี่หูปรบมือพลางกล่าวชม "ลูกพี่!ครั้งนี้อย่าปล่อยมันไปได้! ใช้กำปั้นหินของท่านสั่งสอนมันให้สาสม!"

            ไป๋เสียแผ่จิตสังหารกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์"มานี่ ข้าจะมอบความเจ็บปวดให้มันเอง"

            "ช้า...ช้าก่อน!" ลู่เต้าที่นึกถึงน้ำใจคนบ้านเดียวกันจึงรีบข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านในร่างกายลง

            "ปล่อยให้ข้าจัดการเอง"

            ลู่เต้าถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยถาม "หวังเหล่ย เจ้าต้องการอะไรกันแน่"

            "เจ้าเด็กนี่..."หวังเหล่ยขมวดคิ้วจนเส้นเลือดปูดโปน หายใจหอบถี่ เห็นได้ชัดว่าโกรธเกรี้ยวที่ลู่เต้าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

            ทันใดนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้รอยยิ้มจึงผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง "หรือว่า... เจ้าจงใจยั่วโมโหข้าเพื่อทำให้ลมหายใจของข้าผิดปกติงั้นหรือ"

            "อย่าหวังว่าแผนสกปรกของเจ้าจะได้ผลเลย!"หวังเหล่ยแค่นเสียงในใจ

            หวังเหล่ยยกนิ้วชี้ลู่เต้าอย่างลำพอง"ข้าขอท้าประลองกับเจ้า ลู่เต้า!"

            ความแค้นเมื่อสามปีก่อน!วันนี้เขาขอชำระ!

            "เอ๋ตอนนี้เลยหรือ" ลู่เต้าไม่เต็มใจอยู่บ้าง

            "ทำไมกลัวแล้วหรือ" หวังเหล่ยคิดว่าลู่เต้าหวาดกลัว จึงยิ่งได้ใจ"ตอนนี้คุกเข่าขอร้อง ข้าอาจจะ..."

            "ท่านผู้มีพระคุณ!!!!"

            ทันใดนั้นร่างอ้วนท้วนร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในตรอกอย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับวัวบ้าพุ่งชนหวังเหล่ยจนกระเด็น ก่อนจะโผเข้ากอดลู่เต้าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวอย่างแนบแน่นไม่ยอมปล่อย

            หวังเหล่ยที่ถูกชนเซไปกระแทกกำแพงโชคดีที่เขาเบี่ยงตัวหลบทันจึงใช้หัวโขกยันกำแพงเอาไว้จนได้สติกลับมา

            "แกเป็นใครวะ!?"

            ถึงแม้หวังเหล่ยจะไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังเจ็บอยู่ดี ในตอนที่เขากุมศีรษะเเละกำลังจะโวยวายบรรดาองครักษ์จวนตระกูลหงก็ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ยกกระบองไม้ไปที่คอของหวังเหล่ย

            หลี่หูที่อยู่ทางออกอีกฝั่งนั้นยิ่งน่าอนาถกว่าเพราะพยายามขัดขืนจึงถูกองครักษ์กดลงกับพื้น มิอาจขยับเขยื้อนได้

            "คนหอเงินตระกูลหง?"คราวนี้หวังเหล่ยจำได้จากเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

            "ท่านผู้มีพระคุณทำไมท่านถึงจากไปโดยไม่ลาสักคำ! ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่!"อีกฝ่ายกอดลู่เต้าแน่นไม่ยอมปล่อย

            ลู่เต้าที่จำไม่ได้ในตอนแรกถูกซุกหน้าอกอยู่ครู่หนึ่งถึงได้ร้องออกมา "หงฝู?"

            เมื่อหวังเหล่ยได้ยินชื่อนี้ถึงกับผงะเขาอยู่ในเมืองมังกรทมิฬมาสามปีย่อมรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี!

            "หงฝู? นั่นมันชื่อคุณชายรองจวนตระกูลหงไม่ใช่หรือ" หวังเหล่ยเอ่ยปากตกตะลึง"เจ้าเด็กนี่... ไปเกี่ยวข้องกับจวนตระกูลหงตั้งแต่เมื่อไร"

            หงฝูยอมปล่อยลู่เต้าในที่สุด"ท่านผู้มีพระคุณ ข้า... ข้าต้อนรับขับสู้ท่านบกพร่องตรงไหนหรือ?"

            "ไม่เลย"ลู่เต้าเกาคาง

            "เช่นนั้นเหตุไฉนท่านผู้มีพระคุณถึงจากไปโดยไม่กล่าวลาสักคำเล่า"หงฝูทำสีหน้าเว้าวอน "หรือว่า... "

            อีกนิดเขาเกือบจะหลุดปากคำว่า"สตรีผู้นั้น" ออกมาแล้ว หงฝูเหลือบมององครักษ์รอบๆมีไม่น้อยที่ท่านแม่ตั้งใจส่งมาคอยติดตามเขา บอกว่าเป็นการปกป้อง แต่จริงๆแล้วคือการจับตาดูพฤติกรรมของเขาต่างหาก

            หงฝูรีบเปลี่ยนคำพูด"หรือว่า... คำพูดของท่านแม่ทำให้ท่านไม่พอใจ"

            "ไม่ใช่"ลู่เต้ากล่าวสำนึกผิด

            "หลังจากที่ท่านจากไปข้าก็ถามบ่าวไพร่ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขากลับบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยภายหลังข้าไปถามอาฮวา นางกลับขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ว่าข้าจะเรียกอย่างไรก็ไม่ยอมออกมา"หงฝูร้อนรนใจยิ่งนัก "ท่านผู้มีพระคุณ หากท่านรู้ก็บอกข้าเถิด!"

            ไม่ว่าอย่างไรลู่เต้าก็ไม่คิดจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องอาบน้ำให้คนอื่นฟังเด็ดขาด

            เพื่อปลอบโยนหงฝูที่กำลังกระวนกระวายใจลู่เต้าจึงได้แต่ต้องโกหกไปว่า "ข้า... ข้าแช่น้ำพุร้อนนานเกินไปรู้สึกอึดอัด เลยอยากออกมาสูดอากาศ"

            เมื่อได้ยินว่าลู่เต้าไม่ได้คิดจะจากไปหงฝูก็โล่งอก ผุดรอยยิ้มพระสังกัจจายน์ออกมาอีกครา "ดีแล้วๆปกติข้าแช่น้ำพุร้อนเสร็จก็ชอบมาเดินเล่นสูดอากาศในสวน เป็นเรื่องปกติ"

            หงฝูหันไปถามองครักษ์"ใช่หรือไม่ พวกเจ้า"

            เหล่าองครักษ์ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณชายรองเป็นเสียงเดียวกัน

            ส่วนหวังเหล่ยที่ถูกกระบองไม้จ่อคออยู่นั้นถึงกับตะลึงลู่เต้าเพิ่งจะมาถึงเมืองมังกรทมิฬได้ไม่นาน ทำไมถึงได้สนิทสนมกับคุณชายรองหอเงินตระกูลหงผู้มั่งคั่งได้เล่า!?

            ถึงแม้ลู่เต้ากำลังรับมือกับหงฝูอย่างยากลำบากแต่ในสายตาของหวังเหล่ย ทั้งสองคนกลับดูเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน หรือกำลังรำลึกความหลังกันอยู่ด้วยซ้ำ!

            หงฝูเห็นท่าทีของบ่าวไพร่จึงรีบฉวยโอกาสเอ่ยชวน "ท่านผู้มีพระคุณ ในเมื่อท่านออกมาสูดอากาศนานแล้วก็ได้เวลากลับจวนตระกูลหงได้แล้วมิเช่นนั้นอาหารเลิศรสและสุราชั้นดีคงเย็นชืดหมด"

            หงฝูไม่รอให้ลู่เต้าตอบตกลงรีบตบมือเรียก "รีบส่งท่านผู้มีพระคุณกลับจวน!"

            "ขอรับ!"องครักษ์รีบวางมือจากหวังเหล่ย เดินเข้ามาข้างกายพวกเขาทั้งสองเพื่อคุ้มกันกลับไป

            ลู่เต้าถูกห้อมล้อมไปด้วยองครักษ์เดินผ่านหน้าหวังเหล่ยที่ทำสีหน้าตกตะลึง

            บางทีลู่เต้าอาจจะแค่อยากแสดงออกถึงความลำบากใจจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ยักไหล่อย่างจนใจ แต่ในสายตาของหวังเหล่ยกลับไม่ใช่แบบนั้นเขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจยั่วโมโหเขา จึงตะโกนไล่หลังลู่เต้าที่กำลังเดินจากไป"พรุ่งนี้ตอนเที่ยง ข้ารอเจ้าอยู่ที่ศาลาเก้าหลี่นอกเมือง!"

            หงฝูเพิ่งจะสังเกตเห็นหวังเหล่ยหลังจากออกจากตรอกแล้วจึงโน้มตัวมากระซิบข้างหูลู่เต้า "ท่านผู้มีพระคุณ ท่านผู้นี้คือ..."

            "คนที่คอยตอแยข้าไม่เลิก"ลู่เต้าเอ่ยตรงๆ

            "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้"หงฝูเข้าใจในทันที "รอบตัวข้าเองก็มักจะมีคนแบบนี้อยู่บ่อยๆ พวกเขามาหาข้าเพราะหวังในทรัพย์สมบัติข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านผู้มีพระคุณดี"

            ว่าแล้วขณะที่พวกเขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปบนถนนใหญ่ เหล่าขอทานร่างผอมโซและแต่งกายรุ่งริ่งก็กรูกันเข้ามาล้อมรถม้าของจวนตระกูลหงจนไม่อาจขยับไปไหนได้

            "คุณชาย...โปรดเมตตา... โปรดเมตตาด้วย..." เหล่าขอทานใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่นต่างพากันชูถ้วยขอทานขึ้นเพื่อบอกใบ้ขอความเห็นใจจากหงฝู

            "หลีกไปหลีกไปซะ!" บรรดาองครักษ์จวนตระกูลหงตวาดไล่เหล่าขอทานอย่างดุร้าย

            ส่วนเหล่าขอทานที่ไม่ได้อะไรย่อมไม่ล่าถอยง่ายๆ เพราะเพิ่งจะถูกผลักออกไป ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งความอดทนของเหล่าองครักษ์ถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ พวกเขายกกระบองไม้ในมือขึ้นคิดจะฟาดเหล่าขอทาน

            เมื่อหงฝูเห็นดังนั้นจึงได้แต่ถอดถอนใจยกมือขึ้นห้ามเหล่าองครักษ์ "พวกเจ้าอยู่แจกจ่ายเงินและอาหารให้พวกเขาเสียหน่อยเถิด"

            "แต่คุณชาย..."องครักษ์อาวุโสคนหนึ่งกล่าวอย่างลำบากใจ "พวกขอทานเหล่านี้ตามใจไม่ได้หรอกหากให้ครั้งหนึ่ง ภายหลังพวกเขาจะต้องมาขอทุกวันแน่"

            หงฝูเบิกตาอันเล็กจิ๋วจ้ององครักษ์คนนั้นด้วยสายตาเย็นชาจนอีกฝ่ายตัวสั่น รีบรับคำสั่งก่อนจะเก็บกระบองไม้แล้วเริ่มแจกจ่ายเงินให้เหล่าขอทาน

            ทันใดนั้นเหล่าขอทานก็ละความสนใจจากหงฝู หันไปรุมล้อมองครักษ์เพื่อขอเงินแทน

            หงฝูปล่อยให้องครักษ์จัดการก่อนจะจากไปกับลู่เต้าอย่างสบายใจ ระหว่างทางเขาอธิบายว่า"เดิมทีขอทานเหล่านั้นก็มีครอบครัวที่อบอุ่นและชีวิตที่มีความสุข"

            "โอ้? แล้วทำไมถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้เล่า" ลู่เต้าสงสัย

            "ก็เป็นฝีมือของสตรีผู้นั้นกับบุรุษรูปงามอย่างไรเล่า"หงฝูกล่าวอย่างเย็นชา "จากการสืบหาข่าวของข้า พวกนางลอบปล่อยเงินกู้หลอกลวงชาวบ้านให้มาขอกู้ยืม หากไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ก็จะยึดทรัพย์สิน"

            ลู่เต้าขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน"ใช้วิธีหลอกลวงที่ย่ำแย่เช่นนี้เชียวหรือ"

            "ท่านรู้หรือไม่ว่าอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า"หงฝูกล่าวต่อ "โฉนดที่ดินที่ถูกยึดกลับเป็นชื่อของหงเทาจากสาขาเมืองประดามังกร!แม้แต่ข้าก็ไม่มีอำนาจคืนทรัพย์สินเหล่านี้ให้กับผู้เสียหาย"

            "หากเป็นแบบนี้ต่อไปสาขาเมืองมังกรทมิฬทั้งหมดจะต้องถูกผนวกรวมเข้ากับสาขาเมืองประดามังกรแน่ท่านผู้มีพระคุณ ท่านรู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าเช่นไร"

            ลู่เต้าส่ายหน้าบอกเป็นนัยๆว่าไม่รู้เรื่องเหล่านี้ หงฝูยิ้มเยาะ "ครึ่งปีก่อน สาขาที่มณฑลเหมียวโจวก็ถูกสาขาเมืองประดามังกรผนวกรวมเช่นกันหนึ่งเดือนต่อมา บรรดาผู้คนในสาขาแม้กระทั่งสุนัขเฝ้ายาม ล้วนล้มป่วยตายอย่างปริศนา!"

    หงฝูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เพื่ออาฮวา เพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปข้า... จะไม่ยอมให้พวกมันสมหวังแน่!"

            [1]เฟิ่งหวงคือนกฟินิกซ์