หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 55

    หลังจากทำงานที่ป้อมไททันเสร็จ ในช่วงบ่ายหน่วยของหลงเฟยก็กลับมาฝึกต่อที่ค่าย ซึ่งเป็นการเคลื่อนทัพในรูปแบบต่างๆของพลเดินเท้าเช่นเคย ซึ่งชายหนุ่มไม่ค่อยอยากฝึกรูปแบบนี้เท่าไร ช่วงพักจึงเข้าไปถามกับฟลอยด์“หัวหน้าฟลอยด์ครับ ถ้าผมอยากฝึกฟันดาบต้องทำยังไงบ้างครับ”“ฟันดาบ! ตอนนี้เนี่ยนะ! พวกเรากำลังอยู่ในช่วงสงคราม สำหรับทหารใหม่ต้องเน้นไปที่การรบตามรูปแบบ และความสามัคคีก่อนความสามารถเฉพาะตัวนะรู้มั้ย” ฟลอยด์พูดออกมาเสียงดัง“เอิ่ม...ผมเข้าใจครับหัวหน้า แต่ผมอยากจะเก่งขึ้นมากกว่านี้ ไม่อยากเป็นภาระของหน่วยตอนออกรบ ผมไม่เคยจับอาวุธต่อสู้มาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะต้องออกรบด้วยซ้ำ ที่มาเป็นทหารก็แค่อยากหางานทำหาที่นอนเท่านั้น แต่พอได้มารู้จักทุกคนที่นี่ มันทำให้ผมอยากปกป้องเมืองนี้ ช่วยผมด้วยเถอะครับ” หลงเฟยบอกความตั้งใจของเขาให้หัวหน้าฟัง“อืม...ก็ได้ ถ้าเจ้าอยากฝึกขนาดนั้น ข้าจะให้เจ้าฝึกเพิ่มในช่วงเวลาพักผ่อนก็แล้วกัน ข้าจะหาคนที่พอจะว่างมาให้ อาจจะเปลี่ยนคนไม่ซ้ำหน้ากันเลยก็ได้ขึ้นอยู่กับดวงละนะ แต่ข้าทำไมรู้สึกว่าเจ้าไม่ค่อยมั่นใจว่าเราจะชนะศึกครั้งนี้เลย แต่ช่างเถอะรีบไปพักซะเดี๋ยวเราจะฝึกต่อแล้ว” ฟลอยด์กล่าวรับคำ“ขอบคุณครับหัวหน้า” หลงเฟยกล่าวจบก็กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆทันที ณ พระราชวังแอนวีน ตำหนักฝ่ายใน บริเวณสวนดอกไม้ ยามบ่าย“อื้ม...ไมโลนี่เมื่อทานกับขนมปังชาววังของเราแล้วได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบนะเนี่ย”พระราชินีทรงตรัสชื่นชมรสชาติอาหารขณะประทับในศาลากลางสวน“เห็นมั้ยล่ะเพคะ ลูกบอกแล้วว่าอร่อย เมื่อเช้าลูกให้องครักษ์ขอมาเพิ่มก็ได้มาหลายกระปุกเลยเพคะ หลงเฟยนี่ช่างรู้ใจเราเสียจริง” เจ้าหญิงเซฟีน่าตรัสบอก“พูดถึงหลงเฟยชายคนนี้ก็แปลก เสด็จพ่อของลูกเสนองานดีๆอย่างพ่อครัวแห่งวังหลวงให้ได้อยู่สบายๆกลับไม่ยอมรับ ชอบเป็นพ่อค้าขายอาหารธรรมดาแถมอยากเป็นทหารขึ้นมาอีก ชีวิตคงมีแต่เรื่องวุ่นวายทั้งวัน”“นั่นสินะเพคะตอนนี้ก็ให้แม่ครัวผู้ช่วยเป็นคนทำอาหารส่งเข้าวังแทน นางก็ทำได้อร่อยไม่แพ้เจ้านายเลยด้วยทั้งที่เพิ่งมาทำงานไม่กี่วัน แต่เสด็จพ่อถึงกับต้องส่งเซอร์ฟลอยด์ปลอมตัวไปคอยติดตามนี่ไม่แปลกเกินไปหรือเพคะ” องค์หญิงน้อยเกิดความสงสัย“ไม่แปลกหรอกลูก วัตถุดิบที่ชายคนนั้นใช้ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทั้งรสชาติ และคุณภาพดียิ่งกว่าเมืองเวนนิสที่โด่งดังเรื่องอาหารด้วยซ้ำไป ถ้าพวกเรารู้ที่มาของวัตถุดิบเหล่านั้น และสามารถผลิตได้ก็จะเป็นสินค้าที่ขายดีไปทั่วทวีปแน่นอน ความเจริญมั่งคั่งของอาณาจักรมารีนก็จะมีแต่จะมากขึ้น”“แล้วทำไมไม่ไปถามเขาตรงๆเลยล่ะเพคะ” องค์หญิงน้อยยังคงไม่เข้าในวิธีการที่ซับซ้อนนี้“การค้าขายของพ่อค้าแต่ละคนนั้นย่อมมีจุดเด่นของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งการจะรักษาจุดเด่นนี้ได้ต้องเก็บวิธีการเป็นความลับ วัตถุดิบของหลงเฟยเป็นจุดเด่นที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ เขาไม่มีทางบอกใครง่ายๆ การจะไปบังคับขู่เข็ญเอามาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เราจึงต้องสืบหาข้อมูลเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป” พระราชินีตรัสอธิบายโดยละเอียดเพื่อให้พระราชธิดาได้เข้าใจ“แต่ถ้าหลงเฟยเขาต้องออกไปรบที่แนวหน้าจะทำอย่างไรล่ะเพคะ ได้ยินว่าเขาไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้มาก่อนเลย อย่างนี้ก็ไม่มีคนคอยทำอาหารอร่อยๆให้ทานแล้วสิ” เจ้าหญิงทรงเริ่มเป็นห่วงพ่อครัวของเธอ“เอ่อ...เซฟีน่าเจ้าต้องเป็นห่วงเขาสิไม่ใช่ห่วงแต่เรื่องกิน แต่ไม่ต้องกังวลทหารใหม่ที่ยังฝึกมาไม่ถึงเดือนนั้นยังไม่ให้ออกไปแนวหน้า อีกอย่างเซอร์ฟลอยด์ก็คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเขาไม่เป็นอะไรหรอก” พระราชินีทรงส่ายหัว และยิ้มให้พระธิดากับความห่วงกินของเธอ แล้วก็จิบไมโลยามบ่ายต่อ ณ ค่ายฝึกทหารแอนวีน หลังอาหารเย็น“อาบน้ำหลังฝึกมาทั้งวันนี่สดชื่นดีนะ” โทมัสบอกกับหลงเฟย“ใช่เลยล่ะ! แต่เดี๋ยวคืนนี้ฉันคงต้องมาอาบอีกรอบ” หลงเฟยตอบกลับพร้อมกับใส่เสื้อผ้า“เฮ้ยๆ! เจ้าจะไปไหน ชวนข้าไปด้วยสิ” โทมัสรีบถามเพื่อน“ไปฝึกดาบน่ะ ฉันขออนุญาตหัวหน้าฟลอยด์แล้ว เขาบอกจะหาคนมาช่วยสอนให้ด้วย ใจดีจริงๆนะหัวหน้าเนี่ย” หลงเฟยกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น“วันนี้ยังเหนื่อยไม่พอเหรอ? ข้าวเย็นก็ไม่อร่อยข้าไม่มีแรงไปฝึกอีกหรอก” โทมัสบ่นอุอิบ“ถ้างั้นนายก็พักผ่อนไปสิ ฉันไปละเดี๋ยวสาย” หลงเฟยแต่งตัวเสร็จก็รีบเดินออกจากห้องทันที“เดี๋ยวๆๆ รอด้วย ข้าขอไปเป็นผู้ชมก็แล้วกัน หรืออย่างน้อยก็เป็นคนแบกเจ้ากลับมา อิอิ” โทมัสแซวเพื่อนตามสไตล์“ก็ได้ๆนายเป็นคนขอไปเองนะ อิอิ” หลงเฟยก็ตอบกลับอย่างมีเลศนัย ที่ร้านอาหารของหลงเฟยผืนผ้าใบบนขาหยั่งปรากฏภาพดวงตะวันสีส้มโดดเด่นอยู่กลางผืนผ้าใบ สาดส่องกลบสีของท้องฟ้า และก้อนเมฆจนเกือบหมดสิ้น ด้านหน้าของดวงอาทิตย์เป็นภูเขาแอนวีนปราการธรรมชาติด้านตะวันตกของเมืองหลวง เป็นเงาทาบทับบ้านเรือนที่เล็กจ้อยเมื่อเทียบกับแสงสุริยายามอัสดง“หลังแสงธรรมหมดไปจากท้องฟ้า รัตติกาลคืบคลานใกล้เข้ามา ดวงตะวันหายลับจากนภา ดวงดาราปรากฏคู่จันทรา แสงตะเกียงสาดส่องเปล่งออกมา โอ้เวลาของข้าจึงหมดลง” วินเซนต์ท่องบทกลอนบทเดิมหลังจากเขาวาดภาพเสร็จ ยามอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า“ท่านวินเซนต์วันนี้วาดภาพเสร็จหรือไม่ขอรับ” เด็กน้อยแวนที่นั่งดูชายหนุ่มวาดภาพมาตั้งแต่เย็นจดมืดค่ำถามขึ้น“เสร็จได้สักพักแล้วล่ะ แต่เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าข้าก็เลยใช้เวลาให้เต็มที่ตกแต่งเก็บละเอียดเล็กๆน้อยน่ะ ว่าแต่วันนี้มีอาหารเย็นเป็นอะไรรึ” วินเซนต์ตอบคำถามเด็กน้อยขณะเก็บของไปด้วย“เป็นข้าวผัดไข่หน้าไก่ทอดขอรับ” เด็กน้อยตอบกลับ“เพิ่มไก่ทอดมาจากเมื่อกลางวันที่เป็นแค่ข้าวผัดไก่ธรรมดาสินะ แม่ของเจ้าช่างเก่งกาจเรื่องทำอาหารจริงๆ แค่หลงเฟยนำวัตถุดิบมาให้นางก็สามารถคิดเมนูใหม่ๆขึ้นมาได้เอง แถมยังอร่อยมากอีกด้วย” วินเซนต์กล่าวชื่นชม“สมัยที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านแม่ของข้าเป็นแม่ครัวใหญ่ของหมู่บ้านเลยล่ะขอรับ ไม่ว่าจะงานเทศกาลอะไรท่านแม่จะได้รับหน้าที่ทำอาหารตลอด ทั้งของคาวของหวานหรือแม้แต่คิดเมนูใหม่ก็ทำได้อร่อยมากขอรับ” แวนเล่าเกี่ยวกับอาหารของแม่ให้วินเซนต์ฟัง“ที่หมู่บ้านของเจ้ามีวัตถุดิบเครื่องเทศมากมายอย่างนั้นรึ แล้วเทียบกับที่หลงเฟยมีล่ะอย่างไหนดีกว่ากัน” วินเซนต์ประหลาดใจ“ท่านแม่บอกว่าวัตถุดิบของนายท่านคุณภาพ และรสชาติดีกว่ามากขอรับ แต่ก็มีความใกล้เคียงกัน เห็นท่านแม่บอกว่าต้องรู้จักปรับใช้ ของที่หน้าตาคล้ายกันแต่รสชาติไม่เหมือนกัน แต่ของที่หน้าตาไม่เหมือนกันเลยกลับใช้แทนกันได้ ตัวข้าก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้มากนักขอรับ” แวนตอบออกมาตรงๆ“ขอบใจเจ้ามากแวน เดี๋ยวข้าถามคุณแอนเองดีกว่า ไปทานข้าวเย็นกันเถอะ” วินเซนต์เกิดสะกิดใจขึ้นมาเกี่ยวกับวัตถุดิบที่หลงเฟยนำมาใช้ ไปซื้อที่ไหนมามากมายขนาดนี้ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน รวมทั้งราคาอาหารก็ไม่ได้แพงเลยสำหรับวัตถุดิบคุณภาพระดับชาววัง

    คล้ายกับเรื่องหลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ ที่คุณอ่าน