ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 11-1 : เส้นยาแดงผ่าแปด

            “แม่งเอ้ย” ผมอุทานซ้ำ ๆ พลางเดินผ่านภายใต้เวลาสิบนาที ผมถอดเสื้อผ้าพุ่งตัวเดินผ่านน้ำกล้องวงจรปิดเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของผม แต่ช่างมันปะไรในเวลานี้ผมกลั้วน้ำยาบ้วนปาก พลางใส่เสื้อผ้าไปด้วย แล้วรีบอัปโหลดงานเมื่อคืนเข้าแอปของบริษัท แน่นอนว่าไม่มีเวลาแม้แต่การทวนคำผิดพอบ้วนน้ำล้างปากแล้ว ก็คว้าอาหารเม็ดแคปซูลอันหนึ่งจากตู้เย็นเข้าปากไปแทนหยิบน้ำขวดหนึ่งใส่กระเป๋าเป้ ใช้นิ้วจับเครื่องเอวีเอสอีโยนใส่กระเป๋า

            “ลืมอะไรอีก”ผมกวาดสายตาอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อราวกับว่าสิ่งของที่ต้องใช้จะมีแสงปรากฏขึ้นให้เห็นชัด ผมหยิบนาฬิกาข้อมือรีบสวมรองเท้าแล้วเดินมาที่ประตู ไม่มีเวลาแม้แต่ตรวจสอบว่าเปิดไฟอะไรทิ้งไว้เพราะธรณีออกห้องไปนานแล้ว ธรณีคงเช็กได้จากในแอปสักอย่างเองแหละ

            “โธ่เว้ย” ประตูดันเปิดไม่ออกผมจึงย้อนกลับไปหยิบเอ็มการ์ดบนโต๊ะมาแตะ แล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกงกระบวนการนี้กินเวลาเพิ่มอีก 30วินาทีเมื่อออกจากห้องผมถลันเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดอยู่พอดีแล้วพรวดพราดออกทันทีที่จอดชั้นหนึ่ง เกือบสะดุดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นบนพื้นดีที่ยังปราดเปรียวพอกระโดดหลบได้ทัน

            การเดินทางด้วยรถไฟเที่ยวนี้ผมรู้สึกว่าเร่งรีบที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา ขณะที่รอต่อแถวก็พาลโกรธคนอื่นไปทั่วถ้าไปไม่ทันก็เป็นความผิดของเด็กข้างหน้าผมที่มัวอ้อยอิ่งเป็นความผิดของลิฟต์ที่เคลื่อนช้าแน่นอนว่าผมไม่ลืมโทษธรณีเพื่อนยากที่ไม่ยอมปลุกผม รวมทั้งโทษกาแฟเมื่อคืนที่ไม่ได้ช่วยแม้แต่น้อยสงสัยใส่น้ำตาลมากไปหน่อยผมยืนจ่อหน้าประตูรถไฟฟ้าแล้วดีดตัวลิ่วออกทันทีที่รถจอดสนิทวิ่งซิกแซ็กหลบหลีกผู้คนจนมาถึงหน้าบริษัทพอใช้การวิ่งเลยเร็วขึ้นกว่าปกติถึงห้านาทีถ้าไม่ไปติดที่ต้องรอไฟเขียวข้ามถนนจะยิ่งเร็วกว่านี้อีก

            ผมขึ้นต่อคิวลิฟต์ไปชั้นสี่พนักงานที่ยืนข้างหน้าผมหันมามองใบหน้าผมที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อคนด้านหลังส่งสายตารังเกียจขณะจ้องเสื้อที่เชิ้ตที่เปียกเป็นหย่อม ๆ ของผมโชคดีที่เนื้อผ้าพอลิเมอร์กันน้ำยังระบายอากาศได้ดี จึงแห้งไวผมถือโอกาสใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ดื่มน้ำจากกระติกที่พกมาในเป้ แม้ว่าลิฟต์จะเคลื่อนตัวเร็วมากแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่านานจนน่าหงุดหงิด

            { ภาพจินตนาการของผมไกลไปถึงลิฟต์ที่ใช้ระบบต้านแรงโน้มถ่วงเหมือนในเกมที่ผมเคยเล่นลิฟต์ลอยขึ้นไปเองได้โดยไม่ต้องใช้แรงขับเมื่อวานนี้ผมถามธรณีว่าทำไมยังใช้ลวดสลิงอยู่ เขาก็บอกว่าระบบต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นท่อลม คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นและนุ่มนวลขึ้นได้จริง แต่ก็ไม่คุ้มทุนกับการใช้แค่ตึกเก้าชั้นแถมยังดูแลรักษายากกว่า ความปลอดภัยไม่ต่างกันมากแต่ระบบที่พัฒนาต่างจากในยุคผมกลับเป็นพวกระบบรีไซเคิลพลังงานเช่นการเปลี่ยนพลังงานจลน์ตอนลิฟต์เบรกมาใช้ซ้ำใช้วัสดุที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่ออยู่ภายใต้ความเครียดทางกลหรือการสั่นสะเทือนนอกจากนี้ก็มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับกังหันลมบนดาดฟ้า กับรอบ ๆตึกเป็นปกติอยู่แล้ว }

            ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงชั้นสี่ผมรีบตรงรี่ไปห้องทำงานไมตรี แน่นอนว่ามาช้ากว่าเวลาที่เขานัดหมายสิบนาที

            “ท่านมาสายนะ”หัวหน้าทักเป็นประโยคแรกเมื่อผมไปถึง ไม่เงยหน้ามองด้วยซ้ำ

            “ขอโทษครับ” ผมยอมศิโรราบแต่โดยดีไม่ได้แจ้งเปลี่ยนเวลาทำงานไว้ล่วงหน้าถึงกระนั้นก็มีนัดหมายกับหัวหน้าในเวลานี้อยู่ดี จึงไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆเวลาของคนยุคนี้เป็นเรื่องสำคัญผมสังเกตหลายครั้งแล้วว่าประชาชนมักหงุดหงิดเมื่อไม่ได้อะไรที่เสร็จทันทีพวกเขาคาดหวังว่าการจราจรบนท้องถนนต้องถึงตามเวลาเป๊ะ ๆ ดาวน์โหลดต้องเสร็จทันทีหรือพัฒนาให้เร็วขึ้นในหน่วยมิลลิวินาที

            “โทษของการมาสายครั้งแรกเป็นการตักเตือนตามระเบียบของบริษัท” ไมตรีเงยหน้าจ้องตาผม นึกว่าจะโมโหมากกว่านี้ซะอีกอย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ถ้าผมจำไม่ผิดจะมีการตักเตือนสองครั้งก่อนที่จะเปลี่ยนสู่โทษของการตัดเงินเดือนแต่ผมไม่รู้ว่าช่วงทดลองงานจะมีอะไรต่างไปหรือไม่ เดาว่าถ้าทำผิดมาก ๆคงใช้เป็นข้ออ้างในการยกเลิกสัญญาจ้างงานได้ถ้าเป็นแบบนั้นคงโทษใครไม่ได้นอกจากวินัยส่วนตัวของผมเอง

            “เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เราอ่านที่ท่านส่งมาแล้ว” ไมตรีพูดพลางกดปุ่มข้างหูที่ใช้ดูเอวีเอสอีของตัวเอง

            “เป็นยังไงบ้างครับ...เราขอโทษที่ทำเสร็จไม่ทัน”ผมชิงแก้ตัวก่อน หัวหน้าเพียงแต่พยักหน้าน้อย ๆ เหมือนรู้ล่วงหน้า

            “ข่าวแรกที่สรุปมา ก็ดูคิดเองเออเองไป เอาตัวเลขมาจากไหน ไม่มีเรฟอเรนซ์[1] แม้เป็นความเห็นแต่ก็ต้องมีหลักการบ้าง...”ไมตรีเปิดหน้าจอที่อยู่ติดบนผนังห้องเล็ก ๆทางขวามือของเขาซึ่งเชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกับที่แสดงผลบนเอวีเอสอี ผมเห็นชิ้นงานที่ทำของตัวเองมีวงกลมสีแดงวงไว้เป็นจุด ๆ ที่ไมตรีบอกให้แก้ไข อยู่เต็มหน้าราว ๆ 50% ของเนื้อหาได้จนเห็นแล้วท้อใจ

            “...ข้อความที่ยกมาหลาย ๆ อัน ก็คัดลอกมาทั้งดุ้น แล้วจะมีนักจับใจความไปทำไมอย่างตัวอย่างคำพูดของ พรรคแมวพลัดถิ่น ก็ต้องสรุปใจความสำคัญมาเอาของสำนักข่าวที่เขาสรุปแล้วมารวมกันหลาย ๆ อัน...”

    เขาไล่เรียงไปทีละข่าวเมื่อข่าวปรับสูตรคำนวณค่าตอบแทนที่ควรได้รับจบ ก็นำไปสู่ข่าวสัญญาณมือถือเสียและไปข่าวยารักษาความจำเสื่อม

            “...ทุก ๆ ข่าวควรจะเพิ่มส่วนที่เป็นของสำนักข่าวเราด้วย” ผมเพิ่งนึกออกว่า ค้นหาทุกอันยกเว้นของตัวเอง ลืมไปเลยว่าซัมนิวส์ก็มีแผนกปฐมภูมิผมฟังการบ่นจนหูชา โชคดีที่สวมเอวีเอสอีอยู่แล้ว จึงไม่ได้กดบันทึกในมือถือผมไม่อยากคิดภาพที่ต้องฟังข้อคอมเมนต์นี้ซ้ำรอบสองในที่สุดหัวหน้าก็วิพากวิจารณ์จนจบ เขาสรุปว่าให้ไปแก้มาแล้วส่งใหม่

            “แล้วงานวันนี้ล่ะครับ” ผมทักไม่เห็นเขาพูดถึงเรื่องนี้

            “ไม่มีหรอก จนกว่างานเก่าจะดีก่อนแค่งานเก่ายังทำไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงของใหม่หรอก” สีหน้าของไมตรีดูจริงจังผิดกับช่วงที่เล่นมุขราวกับคนละคนแววตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งมาราวกับจะเชือดเฉือนทำผมเนื้อตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม

            หัวหน้าสั่งให้ผมไปทำงานได้แล้วผมจึงไหว้ขอบคุณ แล้วรีบออกมาอย่างรวดเร็ว

            “เดี๋ยวก่อน” เสียงไมตรีดังเหมือนคำรามผมสะดุ้งสุดตัว จินตนาการไปถึงความเลวร้ายนานัปการหรือว่าเขาจะรู้เรื่องผมไม่ใช่คนยุคนี้แล้วหรือว่าเขาจะเปลี่ยนใจไล่ผมออกตั้งแต่วันนี้ ไมตรีลุกขึ้นยืนแล้วชี้นิ้วไปที่จอภาพบนผนังห้อง

            “เพิ่งนึกออก มีอยู่สองสามที่ที่ใช้คำว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่จุดจุดจุด ซึ่งแสดงว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ปกติก็ไม่เป็นกลางอยู่แล้วนะ แต่อันนี้มันดูชัดเจนเกินไป ควรเนียน ๆ กว่านี้”

            “ได้ครับ” ผมพยักหน้าใจยังคงเต้นรัวในขณะที่รอสักพักจนหัวหน้าไล่ไปทำงานอีกครั้งผมจึงรีบออกมาก่อนที่จะประสาทเสียมากกว่านี้แต่ใจหนึ่งก็โล่งอกที่ยังไม่มีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น

            --------------------

             

            เช้าวันนี้ผมใช้เวลาตลอดช่วงเช้าไปกับการแก้งานเดิมตามที่ไมตรีสั่งพร้อมกับทำข่าวที่ห้าที่ค้างคาจากเมื่อคืนให้เสร็จผมอ่านข่าวแต่ละอันซ้ำสองสามรอบจนเริ่มจำได้ขึ้นใจผมให้เวลาตนพักตนเองห้านาทีทุกต้นชั่วโมง ระหว่างนั้นดูแชตในกลุ่ม ซัมอินไซด์ไปด้วยไฟล์งานที่ไมตรีส่งมาให้แก้ก็ส่งผ่านแอปนี้ผมไล่อ่านคอมเมนต์ทีละอันแล้วรู้สึกเลือดพล่าน หลายคนด่าตรง ๆแบบไม่เกรงอกเกรงใจกันเลย

            “สรุปไงให้ยาวกว่าเดิมเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ”คนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่าอัศจรรย์บอก ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าจะทำงานดูแลเว็บไซต์

            “เขาเพิ่งมาทำงานใหม่ อยู่ในช่วงเดโม” มีผู้หญิงคนหนึ่งช่วยแก้ตัวให้ผมรู้สึกใจฟูเล็กน้อย ที่พบว่าเป็นอิสรา เธอกำลังปกป้องผม

            “แต่งานชุ่ยแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ ผิดเพียบยิ่งช่วงเดโมอยู่ด้วย สงสัยได้เงินน้อยแหงแก๋” ชายคนหนึ่งมาซ้ำเติมผมเห็นชื่อเขาแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุ เขาคือสหายชายหน้าหล่อที่สงสัยผมเมื่อวานนี้

            “อึม ก็จริง” อิสราตอบสั้น ๆเพียงเท่านี้ นิกรณ์ที่เป็นเจ้าของเรื่องก็ไม่ช่วยปกป้องสรุปคือไม่มีใครเข้าข้างผมจริง ๆ ใช่ไหม หรือว่าพวกเขาไปสนใจเรื่องอื่นเพราะข้อความหลังจากนั้น เป็นไฟล์ที่น่าจะเป็นการสั่งงานของไมตรีในวันนี้คงกำลังประชุมที่โต๊ะฮอโลแกรมกลางโถงชั้นห้า ซึ่งแน่นอนว่าผมยังไม่ได้รับเชิญเพราะต้องทำงานเก่าอันไร้สาระของเมื่อสัปดาห์ก่อนจนผมรู้สึกสงสารในความโดดเดี่ยวของตนเอง

            ผมทำงานจนถึงเที่ยงวันนี้ผมตัดสินใจใช้เวลา เพียงแค่ 15 นาทีเพื่อพักกลางวัน โดยไปซื้ออาหารที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ ที่ทำงานแล้วมากินในห้องโดยใช้อาหารแคปซูลเพื่อประหยัดเวลาแม้จะรู้สึกเบื่อเพราะกินมาสองมื้อติดแล้ว แถมไม่อิ่มท้องแต่อย่างน้อยมันก็ไม่ส่งกลิ่นเหม็น รวมทั้งอ่านข้อความไปด้วยได้

            พอถึงบ่ายโมงครึ่งงานที่แก้ข่าวของเมื่อวานและข่าวอันสุดท้ายที่ค้างไว้เมื่อคืนก็เสร็จ ผมอ่านตรวจทานรอบหนึ่งแล้วลองใช้คำสั่งเสียงให้ไอรินตรวจสอบข้อผิดพลาดเบื้องต้นแน่นอนว่าไม่ผิดกฎที่ไมตรีบอกเพราะไม่ได้ใช้เขียนบทความ เอไอช่วยเช็กในหลาย ๆ เรื่อง เกี่ยวกับความสมเหตุผลตัวสะกด การเรียบเรียง และอื่น ๆ มันทำงานได้ดีเกินคาดมีอีกสามถึงสี่จุดที่ผมเขียนพลาดไป จึงลงมือแก้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่บ่ายสองผมก็ทำเวอร์ชันที่คิดว่าดีที่สุดในชีวิตเสร็จสมบูรณ์

            ผมไม่รอช้าส่งไฟล์เข้าในแชตไม่ถึงสิบวินาทีมือถือผมก็สั่นและส่งเสียงติ๊ดๆ หัวหน้าตอบกลับรวดเร็วปานสายฟ้าแลบราวกับว่าเขาจับตามองแชตตลอดเวลา

            “อีกห้านาที มาหาเราที่ห้อง ถ้าติดธุระให้บอกด้วย”ข้อความนั้นแท็กชื่อประชา ผมส่งข้อความตอบรับ แล้วเดินทางไปชั้นสี่นั่งรอหัวหน้าที่หน้าห้องจนครบกำหนดเวลา เพราะเขาคงต้องใช้เวลาอ่านข่าวของผมอยู่ผมอยากรู้เคล็ดลับการอ่านจับใจความที่เร็วขนาดนั้นของเขา แต่ยังไม่สบโอกาสถามเมื่อถึงเวลานัดผมก็เคาะประตูแล้วเข้าไป

            “ท่านทำได้ดีมากแบบนี้แหละถึงจะได้ตามมาตรฐานของบริษัทเรา” หัวหน้ายิ้มร่าขณะกล่าวชมผมรู้สึกเหมือนภูเขาถูกยกออกจากอก ไมตรีส่งไฟล์ที่ข่าวเดียวกับงานของผมห้าอัน ที่นิกรณ์กับสิริน แล้วเปิดให้ผมดูเหมือนเป็นเฉลยข้อสอบ

            “ถ้าเทียบกับของท่านยังถือว่าท่านเขียนยืดเย้อเกินไปนิด และในส่วนความคิดเห็นบทวิเคราะห์เรายังรู้สึกว่าธรรมดาไป” ชายศีรษะล้านบอก

            “เราจะทำให้ดีขึ้นในครั้งหน้าครับ”ผมก้มหน้าก้มตาพูด ยอมรับข้อติชมแต่โดยดี

            “แต่ช่างประไรอันนี้ครั้งแรกของท่าน จริงไหม อยู่ ๆ ไปก็เก่งเอง” ไมตรีหัวเราะปิดท้ายสลับอารมณ์ขันกับซีเรียสจริงจังได้อย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว

            “แล้วงานของวันนี้ล่ะครับ”ผมทวง คาดหวังว่าเขาจะแจกข่าวมาเพิ่มอีกห้าอัน คืนนี้คงไม่มีทางได้หลับแน่คงต้องวานธรณีช่วยปลุกตอนตอนเช้า ไม่ให้ลืมตื่นอีก

            “พูดอะไรของท่านไม่มีแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำงานก็ได้ จะรีบไปไหน เออ” หัวหน้าเอ่ยอย่างยิ้มแย้มดูใจดีผิดปกติราวกับเป็นซานตาครอสผมไม่เชื่อหูตัวเองจนต้องถามย้ำอีกรอบก็ยังได้คำตอบเช่นเดิมบางทีเขาอาจอยู่ในช่วงอารมณ์ขั้วบวกของโรคอารมณ์สองขั้ว

            “ท่านจะกลับบ้านก่อนก็ได้นะที่นี่เราไม่ซีเรียสเรื่องเวลาทำงาน ขอให้งานเสร็จก็พอ” ไมตรีโบกมือไล่วัฒนธรรมองค์กรซัมนิวส์สนใจผลลัพธ์มากกว่า จึงให้ความยืดหยุ่นกับเวลาทำงานและยังให้ความสำคัญกับการเคารพเวลาส่วนตัวโดยจะไม่ยุ่งนอกเวลาทำงานคนไหนที่เก่งอาจใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเพียงวันละหกชั่วโมง ห้าวันต่อสัปดาห์ในขณะเดียวกันการบังคับให้ทำงานในเวลาก็ยังเป็นดาบสองคมบีบบังคับให้พนักงานต้องมีศักยภาพ ใครทำงานไม่เสร็จทันเวลาก็มีสิทธิโดนไล่ออกผมเกรงว่าจะเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องของอนาคตเราควรจะยินดีกับความสำเร็จก้าวแรกก่อน

            ผมรีบกล่าวขอบคุณหัวหน้าแล้วออกจากห้องเมื่อพ้นสายตาแล้วจึงชูกำปั้นกระแทกในอากาศเป็นท่าดีใจโดยไม่ได้สังเกตว่ามีหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ

     


    [1]Reference ข้อมูลอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบในงานเขียน รายงาน หรือการพูด โดยจะระบุว่าข้อมูลหรือแนวคิดนั้นมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของเพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หรือค้นคว้าเพิ่มเติมได้