อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 117 วิกฤตของชายชรา

    ตอนที่ 117


    ในการต่อสู้ที่ประคับประคองเวลาและท่าทีของสองชายชรา จู่ ๆก็บังเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์จำต้องเปลี่ยนแปลง... ดวงวิญญาณรับใช้ที่ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาวส่งกระจายไปรอบ ๆ เขาหมิงซาน เพื่อทำหน้าที่คอยสำรวจสิ่งต่าง ๆ นั้น มีตนหนึ่งกลับมาแจ้งข่าวที่น่าตกใจนั่นคือการตายของ สู่เหยียนกุ่ยลูกศิษย์ที่ชายชรามั่นใจว่าคงไม่มีทางพ่ายแพ้มดปลวกผู้เยาว์เหล่านั้น...

     

    คราแรกยังเพียงแค่สั่นคลอนความเชื่อมั่นให้หวั่นไหว คิดว่าข่าวสารที่ได้รับน่าจะผิดพลาดไป...ทว่าเมื่อได้รับการยืนยันจากวิญญาณอีกหลายดวงอย่างต่อเนื่อง มันกลับกลายเป็นการบดทำลายความเชื่อมั่นของชายชราในฉับพลัน...

     

    ใบหน้าแท้จริงใต้หน้ากาก จึงบังเกิดความเดือดดาลอย่างที่สุดลมปราณทั่วร่างระเบิดออกมาอย่างมหาศาลลุกโชนมิต่างโทสะ เพราะการตายของ สู่เหยียนกุ่ยแฝงไว้ด้วยความหมายมากมายนัก สิ่งหนึ่งที่ปักใจได้ทันทีเลยก็คือ... เวลานี้มันไม่มีวิธีอันใดจะดำเนินแผนการต่อไปได้อีกแล้วหมากทุกตัวล้วนตายหมด...

     

    “สารเลวเอ้ย!! สู่เหยียนกุ่ยข้าหรืออุตส่าห์เห็นว่ามีพรสวรรค์ด้านวิญญาณ จึงยอมรับกากเดนอย่างเจ้าเป็นศิษย์ทว่าที่แท้เจ้ามันก็เป็นมดปลวกตัวหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับเหล่าพี่น้องของเจ้า!! ในเมื่อแผนการข้าพังทลายลงแล้วก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ข้าจะเก็บงำอำนาจแท้จริง!!”

     

    พริบตานั้นเอง ที่ตบะวิญญาณของชายสวมหน้ากากอสูรขาวผู้นี้แผ่พลังมหาศาลอันน่าขนลุกปลดปล่อยอำนาจศาสตร์แห่งความมืดขั้นสูงก่อให้เกิดกระแสหมอกสีดำที่หมุนวนอย่างรุนแรงบนท้องฟ้ากลายเป็นประตูขนาดใหญ่บานหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายแห่งความตายไร้สิ้นสุดมากยิ่งกว่าครั้งใด ๆ

     

    แม้แต่ เป่ยเตียวหุย ยังเบิกตากว้าง ขนลุกชูชันอย่างต่อเนื่อง...

     

    ใบหน้าของชายชราใต้หน้ากากราวกับแก่ลงไปอีกหลายปีภายใต้การใช้วิชาลับนี้

    “สังหารพวกมันทุกคนบนเขานี้ให้หมด... จงออกมา วิญญาณอสูรฟ้า!!”

     

    ทันใดนั้นเอง ประหนึ่งท้องฟ้าถูกแหวกออก เผยร่างอสูรขนาดมหึมาโผล่ศีรษะยื่นออกมา!! เพียงแค่ขนาดของกะโหลกนี้ก็ใหญ่โตกว่า วิญญาณอสูรแดง ทั้งร่างแล้วหากให้ประเมินชี้ชัดทั้งร่างของอสูรตนนี้ เชื่อมั่นว่าคงสูงไม่ต่ำกว่า 100 จั้งแผ่รัศมีพลังราวกับเป็นราชันย์ตนที่ 3 เทียบเคียง ชายสวมหน้ากากอสูรขาว และเป่ยเตียวหุย

     

    นี่คือทักษะวิชาลับที่ถูกเก็บซ่อน แผ่อำนาจบารมีสยบความตาย!!

     

    เสียงคำรามของวิญญาณอสูรฟ้า บ่งบอกถึงอำนาจที่ยากเกินจะควบคุมคล้ายมีความนึกคิดเป็นของตนเอง เพียงมีเจตนาอันสอดคล้องกับผู้เป็นนายเท่านั้น และความกระหายใคร่ในการตายของศัตรูคือความปรารถนาเดียวของวิญญาณอสูรระดับสูงตนนี้

     

    เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าล่ะชอบยิ่งนักการปรากฏตัวที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ถึงมันจะเป็นเพียงแค่วิญญาณอสูรระดับ 4 แต่สำหรับภายในดินแดนที่มิติดวงดาวยังอ่อนด้อยเช่นนี้พลังของมันก็คงจะอหังการน่าดูชม...”

     

    เป่ยเตียวหุย ถึงกับหนังศีรษะด้านชา ไม่คิดว่าศัตรูจะสามารถปลุกอสูรกายยักษ์เช่นนี้ออกมาได้ถึงแม้พลังของมันจะเทียบเคียงกับชนชั้นราชันย์ ทว่าด้วยขนาดตัวมหึมาเช่นนี้หากก้าวเดินไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ ในรัศมีร้อยลี้อาจก่อความพินาศย่อยยับได้มิต่างกับยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิที่บ้าคลั่ง!!

     

    “บัดซบ!! เจ้ามันบ้าไปแล้วที่ปลุกอสูรเช่นนี้ออกมา!!” เป่ยเตียวหุย แผดเสียงคำรามด้วยโทสะเห็นได้ชัดว่าแม้แต่ชายชราที่สวมหน้ากากอสูรขาว ก็ไม่อาจควบคุม วิญญาณอสูรฟ้าได้สมบูรณ์

     

    ชายชราหน้ากากอสูรขาว หัวเราะเสียงเย็นก่อนจะสะบัดร่างครั้งหนึ่งเลือนหายเข้าไปในหมอกควันสีดำโดยรอบ แอบไปสำรอกโลหิตภายใต้หน้ากากมันใช้พลังไปอย่างมหาศาลจนเกินขอบเขตตบะพลังวิญญาณและพลังลมปราณจึงสั่นคลอนอย่างรุนแรง

     

    “ข้ายอมทำถึงเพียงนี้ก็เพื่อให้สิ่งที่ลำบากทำมาหลายต่อหลายปีไม่ไร้ซึ่งความหมาย!! แผนการบนเขาหมิงซาน จบสิ้นแล้ว ทว่าศพเหล่านั้นก็หล่อหลอมสมบูรณ์ผ่านระดับที่1 แล้วเช่นกัน พวกมันจะไม่เน่าไม่เปื่อยอีกต่อไป ขอเพียงนำศพทั้งหมดกลับไปและหาสถานที่อันเหมาะสม ข้าก็จะฟื้นฟูแผนการสร้างกองทัพหุ่นเชิดศพได้อีกครั้ง!!

     

    เป่ยเตียวหุย ต่อให้เป็นเจ้าก็ทำลาย วิญญาณอสูรฟ้าได้ไม่ง่ายนักหรอก กว่าเจ้าจะทำลายวิญญาณอสูรฟ้าได้สำเร็จ ข้าก็คงนำพาศพนับพันหลบหนีไปไกลแล้ว!!” ชายชราส่งเสียง หึหึ ภายใต้หน้ากากรีบมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำเก็บศพก่อนหน้านี้ ปล่อยให้วิญญาณอสูรฟ้าแสดงความบ้าคลั่งโดยไม่ต้องควบคุมเจตนาสอดคล้องมีเพียงแค่ทำลายทุกสิ่งและสังหารทุกคน

     

    จุดแข็งที่สุดของ เป่ยเตียวหุย คือความเร็วอันน่าพรั่นพรึงแทบจะไม่มีทางที่ชายชราสวมหน้าอสูรขาวจะสามารถหลบหนีภายใต้การติดตามของเป่ยเตียวหุย ได้... ดังนั้นจึงต้องยอมเสียพลังมหาศาลปลุกวิญญาณอสูรฟ้าออกมา ขอเพียงแค่วิญญาณอสูรฟ้าถ่วงเวลาเป่ยเตียวหุย ได้สักหนึ่งชั่วยามให้มันได้หลบหนี ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว...

     

    ภายในถ้ำเก็บศพ...

     

    ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว เดินผ่านศพที่เรียงรายนับพันตรงไปยังตำแหน่งก้อนหินใหญ่ที่สู่เหยียนกุ่ย เคยนั่งก่อนหน้านี้ ทว่าใบหน้าใต้หน้ากากก็จำต้องมืดดำอีกครั้งเพราะหยกสั่งการหุ่นเชิดศพ ที่ควรจะวางไว้ที่นี่ เวลานี้มันไม่มีอยู่อีกแล้ว...

     

    “บัดซบ!! เจ้าเด็กบ้านั่น นำหยกสั่งการหุ่นเชิดศพ ติดตัวไปด้วยงั้นหรือ!!” อีกครั้งที่ ชายชราต้องเดือดดาลจนแทบกระอักเลือดรู้สึกว่าทำอะไรก็ล้วนติดขัด เหลือบมองไปยังศพนับพันที่บัดนี้มันดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายไปเข้าเพียงพอแล้วทั้งยังผ่านการหลอมศพขั้นแรกด้วยกลวิธีบางอย่าง ทำให้ศพของชาวบ้านไร้วรยุทธไม่เน่าไม่เปื่อยและมีร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับเป็นร่างกายของอดีตยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนลมปราณ...

     

    “ช่วยไม่ได้... รีบเก็บหุ่นเชิดศพพวกนี้ไปก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยออกไปตามหาหยกจากศพของ สู่เหยียนกุ่ย...” ขณะที่ชายชราหน้ากากอสูรขาว ตั้งท่าจะเก็บศพทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติ

     

    ทว่าจู่ ๆ มันก็สัมผัสได้ถึงวิกฤตที่อันตรายต่อชีวิตอย่างรุนแรง จนร่างกายแข็งค้างสั่นเทามิอาจขยับเคลื่อนไหวรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จดจ้องมาจากด้านหลัง น่ากลัวยิ่งกว่าสายตาของเป่ยเตียวหุย นับร้อยเท่า น่ากลัวยิ่งกว่าสายตาของผู้นำกลุ่มมังกรทองที่เป็นชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงด้วยซ้ำ

     

    ชายชราสวมหน้ากากอสูร ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมอง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงรู้สึกว่าหากตนทำสิ่งใดอันไม่สมควร ร่างกายนี้คงจะแตกระเบิดออกเป็นเศษเนื้อแอ่งเลือดสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายสามารถสังหารตนได้ด้วยความคิดเดียว กายที่สั่นไหวจนยากจะประคองสติเหงื่อกาฬแตกออกท่วมร่างแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะกัดฟันส่งเสียงออกไปแผ่วเบา...

     

    “ทะ...ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งหนใด...”

     

    ด้านหลังของชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว ย่อมมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็น เฒ่าชีเปลือยที่ตัดสินใจปรากฏร่างขึ้น ทั้งยังแผ่อำนาจสยบฟ้าดินไร้เทียมทานออกมากดทับลงบนร่างของ ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว...

     

    เสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้นเบา ๆ

    “หึหึ... นามข้านั้นเจ้าไม่คู่ควรจะรู้ทว่าข้านั้นสนใจวิชาหลอมศพของเจ้าอยู่ไม่น้อย ที่ซึ่งข้าได้จากมาไม่มีศาสตร์วิชาเช่นนี้ดังนั้นข้าจึงอยากที่จะศึกษามัน แต่เจ้าจงวางใจเถอะข้าไม่คิดที่จะเหยียบบี้บดมดทุกตัวที่ผ่านเข้ามาอยู่แล้วขอเพียงเจ้ายอมทิ้งตำราวิชาทั้งหมดที่เกี่ยวกับการหลอมศพพวกนี้เอาไว้แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป...”

     

    ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาวสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ตาดำสั่นระรัวไปด้วยความหวาดกลัว...สัมผัสได้ว่าเสียงที่มันได้ยินนั้น มิได้เกิดจากเสียงที่เปล่งผ่านลำคอแต่เป็นเสียงที่สะท้านเข้าไปในจิตวิญญาณโดยตรง...

     

    “ผะ...ผู้น้อยยินดีจะมอบให้ ขอเพียงได้โปรดปล่อยชีวิตมดปลวกน้อย ๆตัวนี้ไปด้วยเถอะ...” ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว ผู้ที่มักเรียกขานผู้อื่นเป็นมดปลวกเวลานี้กลับไม่ลังเลที่จะเรียกขานตนเองเช่นนั้น!!

     

    ยอมดึงเอาตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ซึ่งชั่วพริบตานั้นเองราวกับมีพลังอำนาจแห่งความว่างเปล่าบางอย่างทำให้ตำรานี้ถูกดึงออกไปจากมือของชายชราอย่างไม่อาจต่อต้าย ลอยตรงไปยังเบื้องหน้าของเฒ่าชีเปลือย ทั้งยังถูกเปิดออกทีละหน้า ในสภาพที่ยังล่องลอยเช่นนั้น...

     

    วิญญาณเฒ่าชีเปลือยเผยสีหน้าประหลาดเล็ก ๆ เพราะอักษรภาษาในตำราเป็นอักษรภาษาที่ตนนั้นอ่านไม่ออก คาดว่าคงเป็นภาษาโบราณของดินแดนแห่งนี้แม้เฒ่าชีเปลือยจะมีความรู้กว้างขวาง ก็ไม่ได้แปลว่าจะแตกฉานในทุกภาษาบนดวงดาวที่ตนไม่ได้อยู่อาศัย...

     

    “นี่คือทั้งหมดแล้วงั้นหรือ?! แน่ใจนะว่าเจ้าไม่ได้เก็บงำตำราแท้จริงเอาไว้อีก?!” เสียงของ เฒ่าชีเปลือย เย็นเยือก ทั้งยังคล้ายมีอำนาจหนักหน่วงดังภูเขากดทับมายังร่างของชายชราหน้ากากอสูรขาว จนทำให้มันต้องกระอักเลือดคำโตภายใต้หน้ากาก

     

    “ผะ...ผู้น้อยมิกล้า นี่คือตำราศาสตร์แห่งความตายโบราณ หุ่นเชิดศพกองทัพจีรัง...เป็นตำราโบราณที่หายสาบสูญไปหลายหมื่นปีแล้ว ดังนั้นจึงต้องหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์อักษรแปลภาษาโบราณนี้อีกทอดหนึ่งแม้แต่ผู้น้อยก็เข้าใจเพียง 7 ใน 10 ส่วนของตำรานี้เท่านั้น...

     

    ผู้น้อยได้ตำรามาครอบครองด้วยความบังเอิญเมื่อหลายสิบปีก่อนทุกอย่างคือความจริงแท้ ไม่มีสิ่งใดปิดบังแม้กระผีกเดียว ได้โปรดท่านผู้ยิ่งใหญ่จงเชื่อผู้น้อยข้าไม่กล้าปกปิดอันใดแน่นอน...” ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว หัวใจของมันแทบร่ำร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

     

    เฒ่าชีเปลือย หรี่ตาแคบลง ดีดนิ้วเพียงครั้งหน้ากากอสูรขาวพลันแตกสลายราวกับแก้วกระจกเผยใบหน้าแท้จริงของชายชราผู้นี้ออกมา ซึ่งก็ดูไม่มีเอกลักษณ์อะไรสำคัญนัก นอกเสียจากรอยสักสีดำที่สูงขึ้นไปเหนือหว่างคิ้วเป็นเส้นยาวหนึ่งเส้นแววตาของชายชราผู้นี้หวาดกลัวอย่างที่สุด ดุจยืนอยู่ริมปากเหวที่เบื้องล่างคือความตาย...

     

    จนถึงตอนนี้ชายชรายังไม่มีโอกาสได้หันหน้ามา แต่ เฒ่าชีเปลือยก็มีสัมผัสที่เฉียบคมมาก ต่อให้อีกฝ่ายไม่หันหน้ากลับมา ก็สามารถจดจำรูปลักษณ์ใบหน้าของชายผู้นี้ได้อยู่ดี...

    “ข้าจะจำหน้าเจ้าไว้ หากภายหลังข้าพบว่าตำรานี้เป็นของปลอมล่ะก็...นอกจากจะดับชีวิตเจ้าแล้ว ข้ายังจะดับตระกูล ดับสำนักทั้งหมดของเจ้า ตอนนี้ข้าหมดธุระแล้ว...ไสหัวไป!”

     

    สิ้นเสียงของ เฒ่าชีเปลือย แรงกดดันมหาศาลก็แผ่ออกมาอีกระลอกจนชายชราสำรอกโลหิตออกมาอีกครั้งใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะตัดสินใจทะยานร่างหนีไปโดยไม่คิดแม้แต่จะหันกลับไปมอง กระทั่งศพนับพันยังต้องยอมละทิ้ง ด้วยอายุปูนนี้ย่อมรู้ดีว่าหากสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรเพื่อรักษาชีวิต...

     

    “สวรรค์! สวรรค์! สวรรค์! เจ้านั่นมันอะไรกัน อำนาจสยบไร้เทียมทานเช่นนั้นมันมิใช่มนุษย์แล้ว!!” ชายชราก่นด่าชะตากรรมในห้วงสำนึกที่ทำให้มันต้องมาพบเจออะไรเช่นนี้ เพียงแค่เผชิญหน้ากับสายตาปริศนานั้นไม่ถึง 100อึดใจ รู้สึกราวกับอายุขัยหดหายไปเกือบ 10 ปี เส้นผมบนศีรษะบางส่วน ถึงกับหลุดร่วงเป็นหย่อมๆ เมื่อสายลมผ่านพัด...

     

    เฒ่าชีเปลือย หันมองชายชราที่จากไปด้วยแววตาเรียบเฉยมิได้สนอกสนใจนักเหตุผลเดียวที่มันไม่ลงมือสังหารก็เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่ตนต้องลำบากสูญเสียพลังวิญญาณไปโดยใช่เหตุหากมิใช่เพราะ เฒ่าชีเปลือย รู้สึกสนใจต่อวิชานี้จริง ๆ ก็คงไม่ลำบากปรากฏตัวออกมา

     

    “ชิ!! ตั้งใจว่าจะแอบหลอมหุ่นเชิดศพที่แข็งแกร่งสักตน เพื่อใช้เป็นร่างเทียมรองรับวิญญาณชั่วคราวเสียหน่อย...แต่ตอนนี้คงทำไม่ได้แล้ว เพราะข้าอ่านตำราโบราณพวกนี้ไม่ออกแม้แต่นิดเดียว แน่นอนว่าเจ้าเด็กอ่อนหันนั่นมันก็คงอ่านไม่ได้เช่นกันแต่เจ้านั่นยังสามารถที่จะเรียนรู้ได้อยู่...”

     

    เฒ่าชีเปลือย หันมองไปยังศพนับพันโดยรอบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย วาดมือออกไปเพียงครั้งศพนับพันก็เลือนหายเข้าไปในมิติแปลกแยกที่ เฒ่าชีเปลือย สร้างขึ้นมา...

    “เอาเถอะ... ถือว่าเป็นของฝาก เพื่อขอร้องให้มันช่วยก็แล้วกัน...”

     

    .................................................... 

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน