ผ่านไปห้าเดือน เทพจัดการเรื่องก่อสร้างตำหนักให้กับ องค์หญิงเสร็จแล้ว ก็เดินทางกลับกรุงศรีเพราะทนเสียงเรียกร้องของ สองวิญญาณขุนช้าง กับขุนแผนไม่ไหว ต้องเดินทางไปสถานที่ ตัดหัวของนางพิมพิลาไลย หรือ ว่านางวันทอง
“ พวกท่านทั้งสอง ดูแล้วเหมือนจะเป็นเพื่อนกัน ลืมอดีตที่เคยเป็นคู่แค้นกันไปหมดแล้วรึ?”
“ อดีตที่ผ่านมา พวกเราช่างโฉดเขลานัก หากว่าพวกเราเจรจากัน เรื่องราวเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น” ขุนแผนเอ่ยออกมาก่อน ขุนช้างก็จับมือขุนแผนคล้ายกับว่า เห็นด้วยกับขุนแผนที่เอ่ยมาเช่นนี้ เทพมองเหตุการณ์แบบนี้แล้ว รู้สึกแปลกๆ
เรือที่ค่อยๆ ล่องกลับไปที่กรุงศรีค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ มีฝีพายหลายคนช่วยกับพายกันไปอย่างไม่รีบ มองบรรยากาศรอบๆ มีแต่ความมืดมิด อาจจะมีแสงตะเกียงเพียงไม่กี่ดวง ส่องสว่างตามบ้านคนที่อยู่ริมน้ำ เทพนั่งเรือมากับ วิญญาณในนิทานสองดวง มาถึงเขตเมืองกรุงศรี ที่หน้าวัดตระไกร เป็นวัดร้าง ห่างจากวัดมงคงบพิตรไม่ไกล เทพเดินเข้าไปในวัดตระไกร ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นวัดร้างไปแล้ว เทพมองหา วิญญาณของ วันทอง แต่หาพบไม่
“ ไหนล่ะวิญญาณที่ท่านทั้งสองอยากมาพบ เหตุใดข้าไม่สามารถสัมผัสได้เลย”
เทพเอ่ยไปตามตรง วิญญาณของขุนแผน ลอยไปมาโดยรอบ แล้วเอ่ยว่า
“ ที่นี่มีใบเสมาอยู่ แปดแผ่น ทั้งหมดเป็นเวทย์กักขังวิญญาณที่ถูกประหารในวัดแห่งนี้ ไม่ให้ไปผุดไปเกิด เพื่อมาจองเวรกันอีก ทาเคชิ เจ้าช่วยคลายมนตร์สะกดให้พวกเขาด้วย โดยทำลายอักขระยันต์ ที่ใบเสมาทั้งหมด”
เทพมองใบเสมาใบแรก ก็เห็นอักขระยันต์กักขัง จริงๆ เทพใช้มีดวิเศษกรีด ตัวหนังสือยันต์ที่ละใบ จนครบ8แผ่น วิญญาณที่ อยู่กักขังอีกมิติหนึ่งก็ผุดออกมาจากมิติ พุ่งกลายเป็นกลุ่มควันเป็นจำนวนมากหลายร้อยดวง
“ สมัยนั้น ประหารกันหลายคนเลยหรึอนี่?”
“ ใช่แล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนชั่วร้ายใดใด บางทีขุนนางทำผิด ก็ถูกตัดหัว 9 ชั่วโคตร พวกคนบริสุทธิ์ต้องมาตายโดยไร้ความผิด เป็นจำนวนมาก”
แล้วในที่สุดก็มีเงาวิญญาณของสตรีนางหนึ่ง ค่อยปรากฏกายขึ้นมาต่อหน้าเทพและ ขุนช้างและขุนแผน
“ พี่แผน พี่ช้าง ทำไมพวกท่านถึงมาที่นี่ได้?”
“ แม่พิม พวกเรามาปลดปล่อยเจ้าแล้ว” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน
“ มาให้ข้าอโหสิกรรม เพื่อจะไปเกิดใหม่ มากกว่ากระมัง?” นางพิมเอ่ยเหมือนรู้ทัน
“ เจ้าอย่าดูถูกน้ำใจของพี่เลย พวกเราก็ผ่านอะไรมาเยอะแล้ว พี่ขอโทษเรื่องราวที่ผ่านมา พี่ยอมรับผิดแต่ผู้เดียว” ขุนแผนเอ่ยออกมา
“ ไม่ผิดเลย เอ็งไม่ผิด ข้าผิดแต่เพียงผู้เดียวที่แยก คนรักของเอ็ง” ขุนช้างเข้ามาใกล้ขุนแผนแล้วเอ่ยอย่างจริงใจ
“ พอได้แล้ว ข้าไม่มีเวลามากนัก แม่พิม วิญญาณทั้งสองคนรอให้ท่านอโหสิกรรม
ท่านก็ช่วยพวกเขาด้วยเถอะ” เทพรีบเอ่ยเตือน เพราะใกล้จะเช้าแล้ว
“ ก็ได้ ข้าอโหสิกรรมให้ท่านทั้งสองคน เกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าให้พวกเราต้องมาเป็นรักสามเส้าเช่นนี้อีกเลย” สิ้นเสียงของนางวันทอง ร่างของขุนช้างกับขุนแผน ก็โผเข้ากอดกันแน่น ร่างของทั้งสองถูกดูดลงไปในนรกพร้อมกัน
“ พวกเขาคงทำเวรกรรมเอาไว้มาก นรกจึงได้ดูดพวกเขาลงไปพร้อมกันเช่นนี้” วันทองเอ่ยขึ้นมาโดยไม่ได้สังเกตความผิดปกติในสายตาของคนทั้งคู่เลย เทพไม่รู้จะเอ่ยอย่างไร แล้ววิญญาณของนางวันทองก็ค่อยๆกลายเป็นสะเก็ดดาวหายขึ้นไปบนฟากฟ้า ส่วนวิญญาณดวงอื่นๆ ก็ค่อยมีขึ้นไปบนท้องฟ้า และลงไปนรกพอๆกัน เทพยืนมองดวงวิญญาณอย่างสงบ ปลงอนิจจัง เกิด แก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลก วันคืนที่เปลี่ยนไป ขุนช้างกับขุนแผนกับมีความรู้สึกผูกพันกันมากกว่า นางวันทองเสียอีก เทพยืดตัว บิดไปมา สลัดความคิด อื่นออกไปจากหัว แล้วเรียกเจ้าม้าอินทรีออกมา แล้วก็ควบม้าเข้าไปในเขตเมืองกรุงศรี และจะเข้าไปหาเพื่อนๆ ของเขา และ หลวงพ่อฟานเกา เพื่อดูความคืบหน้าของโบสถ์ใหม่ต่อไป
พอผ่านตลาดท่าเรือ ก็พบกับ นักชกตัวใหญ่จากฝรั่งเศษคนเดิม ชื่อว่าเฮกเตอร์ ยังคงสร้างเวทีหาคู่ชก ชาวกรุงศรี โดยยอมจ่ายให้ถึง สองร้อยเหรียญทองหากมีใครยืนยาวได้ ครบหนึ่งยก ส่วนถ้าชนะได้ จะมอบเงินให้หนึ่งหมื่นเหรียญทองเลย
“ ยังหากินแบบนี้อยู่อีกหรือนี่?”
ครั้งนี้เทพไม่ปล่อยให้ผ่านไปอีก ลอยตัวขึ้นไปบนเวที ท้าสู้เป็นคนแรกทันที
“บอกชื่อมาก เฮกเตอร์ไม่ยอมชกกับคนไร้ชื่อ” โฆษกบนเวทีถามเทพ แบบไม่ค่อยใส่ใจนัก
“ ข้าชื่อ ทาเคชิ” เทพเอ่ยจบก็กระโดนอัดเข่าลอยเสยเข้าปลายคาง เฮกเตอร์ ร่างที่ใหญ่โต ร่วงไปกองกับพื้น โดยไม่ทันได้ตั้งตัวใดใด รอบๆ สนามเงียบกริบ โฆษกยังไม่ได้ขานชื่อเลย เฮกเตอร์ก็สลบไปแล้ว
จนกระทั่งเฮกเตอร์ลุกขึ้นมาใหม่ ท้าชกกับเทพอีกครั้ง เพราะครั้งที่แล้วเฮกเตอร์คิดว่าแพ้ไปเพราะไม่ได้ทันตั้งตัวนั่นเอง
“สู้ใหม่ หากเจ้าชนะคราวนี้ ข้าจะให้เงินเจ้ากลับไปสองเท่า”
เทพไม่ได้ใส่ใจเรื่องเงินเท่าไร เพียงแต่ไม่พอใจ ที่ใช้พลังอำนาจที่แข็งแรงกว่า ท้าสู้กับคนอ่อนแอไปทั่ว เทพเลยหันกลับมาบนเวทีใหม่อีกครั้ง
“ สองเท่า? ไม่มีปัญหา ข้าพร้อมเสมอ”
“ มาลองกันใหม่ เข้ามาเลย” นักชกฝรั่งเศษ เดินเข้ามาตั้งการ์ดมวย ส่วนเทพเคลื่อนตัวเข้าหา บุกเข้าปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว พลังหมัดที่ออกไปล้วนมาจากพลังภายในเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เฮกเตอร์แม้ร่างใหญ่โต แต่ก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่มีพลังภายในหรือ พลังจักระใดใด พอโดนหมัดแรกไป ก็หงายท้อง ล้มไปกับพื้นแล้ว
พอจะลุกขึ้นสู้ต่ออีก ก็ถูกเทพตวัดขาฟาดเข้าที่กลางลำตัวอีก เปรี้ยง !! ร่างของเฮกเตอร์ตัวงอเป็นกุ้ง ร้องโอดโอย ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก ยอมแพ้ไป เทพเก็บเหรียญทองได้ สามหมื่นเหรียญทอง
จากนั้นก็เดินจากไป โดยที่ไม่มีใครหาญกล้าท้าสู้อีก เทพควบม้ากลับมาที่โบสถ์
พบว่า โบสถ์ได้สร้างเกือบสำเร็จแล้ว เด็กๆ ก็จะได้มีที่อยู่อาศัยกันเช่นเดิม
“ หลวงพ่อ พี่เซไก เซกิ” เทพทักทายทุกๆ คน
“ หายไปนานเลย พวกเราคิดถึงเจ้ามากนะ ทาเคชิ” หลวงพ่อจับมือทาเคชิ แล้วพาไปหาเด็กๆ ที่ได้รับการเลี้ยงดูเพิ่มอีกเกือบร้อยคน เทพสงสัยทำไมเยอะจัง
“ เด็กพวกนี้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง ขั้วอำนาจในกรุงศรี มีทหารอาษาต่างชาติ และ ของสยาม ล้วนตายมากขึ้นทุกครั้ง เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นกำพร้อา หลวงพ่อเลยรับพวกเขามาอุปการะทั้งหมด”
“ หลังจากพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต ก็เกิดการนองเลือด ฝ่ายพระพันปีศิลป์ถูกประหาร ทหารในกรมกองของท่าน ใครไม่ยอมสวามิภักดิ์ ก็ถูกประหารไปกว่าสามพันคน แม้แต่เด็กทารกก็ล้วนไม่รอดจากการแย่งชิงในครั้งนั้น เมื่อสิบกว่าวันก่อน
ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว พระเชษฐาธิราช ได้เรียก ผู้สำเร็จราชการเข้ามาในวังหลวง เพื่อลอบสังหาร แต่ว่า มีคนไปเตือนท่านก่อน เลยนำกองกำลังทหารบุกเข้าจับตัว พระเจ้าอยู่หัว เชษฐาธิราช สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ สวรรคตตามพระพันปีศิลป์ไปอีก แล้วแต่งตั้งพระอาฑิตย์วงศ์เพิ่งอายุเพียง 10 ชันษาขึ้นแทน โดยมีจัดพิธีอย่างเรียบง่าย ประกาศให้ทุกคนได้ทราบ โดยมีผู้สำเร็จราชการคือ เจ้าพระยากลาโหมศรีสุรยวงศ์คนเดิม เด็กกำพร้าเหล่านี้ ก็คือผลพวงที่เกิดขึ้น”
พี่เซไกเล่าด้วยความไม่สบายใจ
เทพได้ฟังแล้วก็คิดว่า ทำไมเร็วขนาดนี้ ในประวัติศาสตร์ พระเชษฐาธิราช ต้องครองราชย์ปีกว่าไม่ใช่หรือ แต่ทำไมนี่ยังไม่ถึงหกเดือน ก็มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เทพสงสัยยิ่ง เลยเอ่ยถามต่อไปว่า
“ แล้วออกญาเสนาภิมุข ท่านว่าอย่างไรบ้าง”
“ ท่านเองพอรู้ว่า พระเจ้าอยู่หัวถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ ก็ไม่พอใจ นำกำลังทหารอาสา บุกเข้าวังหลวง แต่พอเผชิญหน้า กับ ท่านผู้สำเร็จราชการแล้ว
ทั้งสองคุยกันได้พักใหญ่ ข่าวว่า ท่านออกญา นำคนจากหมู่บ้านญี่ปุ่น ถอนตัวออกจากกรุงศรีไปเป็นจำนวนมาก แล้ว ล่องเรือจากไปที่เมืองนครศรีธรรมราช
มีคนมาชวนพวกเราทั้งสองคนไปด้วย แต่พวกเราเป็นห่วงเด็กกว่าร้อยชีวิตที่นี่เลยปฏิเสธไป”
เทพฟังจบพี่เซไกเล่าให้ฟัง ก็ได้แต่หันไปมองเด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสา วิ่งเล่นกันหน้าโบสถ์ โดยไม่สนใจโลกหล้า ว่าจะเป็นเยี่ยงไร
“ ทองคำที่ให้ไว้ยังพอหรือไม่?”
“ เด็กมากขึ้นกว่าเดิมถึง สองเท่า เงินทองที่มีอยู่ก็สร้างโบสถ์และที่พักเพิ่มใกล้หมดแล้ว พวกเราคิดว่า จะไปค้าหนังกวาง เพื่อนำเงินมาช่วยอีกทางหนึ่ง”เทพนำทองคำสามหมื่นเหรียญมอบให้หลวงพ่อเอาไว้ทันที
“ รออีกสักพัก ข้าจะให้คนนำทองคำมาให้อีก เซกิ กับ พี่เซไกไม่ต้องไปทำงานที่อื่น ช่วยหลวงพ่อดูแลโบสถ์กับเด็กๆ ที่นี่ดีกว่า”
“ อ้อ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกกับเจ้า?” พี่เซไกนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
“ ในตอนที่เจ้าไม่อยู่ องค์หญิงแก้วสุริยา นำเงินทองสิ่งของมาบริจาคให้กับเด็กๆ แทบจะทุกอาฑิตย์ แต่ว่าพอเกิดการผลัดแผ่นดิน องค์หญิงก็ไม่เคยมาที่โบสถ์อีกเลย พวกเราก็เป็นห่วง เกรงว่าองค์หญิงจะเกิดเรื่องขึ้น”
เทพไม่ได้ห่วงเรื่องนี้ เพราะถ้าหากเกิดเรื่องร้าย หุ่นพยนต์ที่เขามอบให้องค์หญิงต้องส่งข่าว มาบอกให้เขาได้รรับรู้แล้ว แต่ก็บอกไปว่า
“ ไม่ต้องห่วง ข้ากำลังจะเข้าวัง ไปพบกับองค์หญิงอยู่พอดี”
“อะไรนะ นี่เจ้ายังเป็นนักโทษหนีคดีอยู่นะ ประกาศจับเจ้ายังมีอยู่ไปทั่ว แล้วนี่เจ้าคิดจะเข้าวังไปหาองค์หญิงอีกหรือ?” เซกิเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
เทพยิ้มเล็กน้อย แล้วตบบ่าเซกิเบาๆ แล้วเอ่ยว่า
“ อย่าลืมซิ ข้ามีอาจารย์ดี เจ้าซาโต้ ยังถูกข้าบั่นหัว ต่อหน้าคนทั้งแผ่นดินมาแล้ว
ไม่มีใครทำอะไรข้าได้หรอก”
“ เจ้าอย่าทะนงตนไป ข่าวว่าในพระบรมมหาราชวัง ในอัญเชิญพระเถระทรงอาคมทั้งเก้ารูป ว่ากันว่า พระมหาเถระชุดนี้ เคยปราบแม่ทัพจอมขมังเวทย์อย่าง พระยาเทพสงครามมาแล้วด้วยนะ” เซกิเอ่ยเตือน
“ ใช่ นอกจากนั้น ยังมี มือปืนจากโปรตุเกศ ที่ว่ายิงแม่นที่สุดในกรุงศรีมาร่วมด้วย
ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีการจ้างนินจาเพชฌฆาต มาจากญี่ปุ่นมาคอยคุ้มครองอีกต่างหาก
ว่ากันว่า ครั้งนั้นออกญาเสนาภิมุข พอทราบข่าวว่า นินจาเพชฌฆาตมาคนของผู้สำเร็จราชการแล้ว เลยจำใจถอนตัวจากกรุงศรี ไม่กล้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย”
เทพรับฟังรายละเอียด แต่ไม่ได้กลัวเกรงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดจะสังหารองค์ไลอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไร ประวัติศาสตร์ก็ไม่มีวันเปลี่ยน เทพเพียงต้องการรักษาชีวิตของ องค์หญิงแก้สุริยาเท่านั้น เพราะว่าเมื่อใดที่ องค์ไล ขจัดพระอาฑิตย์วงศ์ลงได้แล้ว มันต้องก้าวขึ้นเป็น กษัตริย์ จากนั้น พระราชธิดาทั้งแปด จะต้องถูกนำมาเป็น นางสนมของ พระเจ้าปราสาททองทั้งหมด ซึ่งมีบางคนเท่านั้นที่ไม่ยอม จึงถูกประหารตัดลำตัว ออกเป็นสองท่อน แต่ว่า ไม่ใช่องค์หญิงแก้วสุริยาอย่างแน่นอน เพราะว่า พระศพของนางในอนาคต ยังคงนอนอยู่ในสภาพปกติ
แต่ว่า พระนารายณ์โอรสที่เกิดจาก องค์หญิงกับพระเจ้าปราสาททองล่ะ หากเราพาพระองค์หนี แล้วจะพระองค์จะให้กำเนิด กษัตริย์ระบือนาม เช่นพระนารายณ์มหาราชได้อย่างไร เทพคิดไปมาก็ปวดหัวยิ่งนัก จนกระทั่งหลวงพ่อฟานเกาเรียกชื่อเขา
“ ทาเคชิ ทาเคชิ”
“ ขอรับ”
“ เป็นอะไร อยู่ดีดี ก็เงียบไปซะอย่างนั้น”
“ แค่คิดอะไรเพลินๆขอรับ”
“ แล้วจะเข้าวังไปหาองค์หญิงหรือไม่?” หลวงพ่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ ไปขอรับ”
“ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็แต่งชุดบาทหลวง แล้วไปขอเข้าเฝ้าองค์หญิง จะดีกว่าจะได้ไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวเจ้า”
เทพพยักหน้าเห็นดีด้วย จึงนำชุดของหลวงพ่อมาใส่ แล้วเดินทางเข้าวัง หากว่าองค์หญิงมีอันตราย เขาจะรีบพาองค์หญิงหนีออกจาก พระบรมมหาราชวังทันที
ไม่สนแล้ว ว่า พระนารายณ์ จะกำเนิดได้หรือไม่ เพราะในใจของเขาตอนนี้ล้วนทนไม่ได้ ที่จะเห็นองค์หญิงแก้วสุริยา ต้องตกเป็นมเหสีของ องค์ไล........