เจ็บ! มู่หลันรู้สึกเจ็บหน่วงตรงช่วงท้อง มันปวดมากจนรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้ โดยเฉพาะมดลูกจนรู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหวอีกต่อไป นี่เธอตายแล้วแต่ทำไมยังรู้สึกเจ็บปวดเหมือนจะขาดใจตายขนาดนี้ โดยเฉพาะตรงส่วนนั้นของเธอ! ชิ้นส่วนเครื่องบินมันระเบิดมากระแทกตรงโมโม๊ะน้อยของเธอหรือไงทำไมมันถึงได้รู้สึกเจ็บมากขนาดนี้
หากเป็นอย่างที่คิดก็ถือว่าเธอนั้นซวยมากจริง ๆ โคตรซวยเลยต่างหากล่ะ (T^T) ฮือออ เจ็บโมโม๊ะ คนที่เพิ่งทะลุมิติมาเกิดใหม่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังอยู่ในระหว่างการคลอดลูกฝาแฝดจึงคิดมโนไปไกล
มู่หลันพยายามฝืนลืมตาขึ้นมาเนื่องจากรู้สึกว่ามีคนกำลังพูดโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้าง ๆ ทำให้เธอที่กำลังรู้สึกเจ็บแทบตายในตอนนี้ชักจะรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้วทั้งที่ปกติก็เป็นคนใจเย็นพอสมควร
มู่หลันจำได้ว่าเครื่องบินที่เธอโดยสารกลับไปที่ปักกิ่งเกิดระเบิดตรงช่วงปีกของเครื่องบิน ซึ่งเก้าอี้ที่นั่งของเธอก็อยู่ส่วนนั้นพอดี ซวยกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว โอกาสรอดจึงเท่ากับศูนย์ และแรงระเบิดก็รุนแรงมากจึงคาดว่าศพของเธอคงเละกระจุยกระจายจนไม่เหลือแม้แต่ซากอย่างแน่นอน
ในขณะที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกและยังไม่ทันหายสงสัยกับอาการเจ็บปวดของตนเองว่าตายไปแล้วทำไมยังสามารถรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ได้ เธอก็ได้ยินเสียงทารกร้องไห้แว่ว ๆ อยู่ไม่ไกล “แว๊ อุแว๊ อุแว๊”
“ เมียอี้หาน เธออดทนเบ่งอีกสักหน่อย อย่าเพิ่งสลบไปอีกนะ เธอต้องเข้มแข็งเข้าไว้ในท้องของเธอยังเหลือเด็กอีกคนที่ยังไม่คลอดออกมา หากเธอหมดแรงเบ่ง เด็กอาจจะตายได้ อดทนกลั้นใจเบ่งอีกนิดนะ ” แม่เฒ่าหมอตำแยพยายามให้กำลังใจมู่เสี่ยวหลัน
แล้วนี่เสียงยายแก่ที่ไหนมาตะโกนให้สาวโสดอย่างเธอเบ่งคลอดอยู่ได้! บ้าบออะไรอย่างนี้คนที่ไม่เคยโดนจิ้มมาก่อนอย่างเธอจะไปท้องได้ยังไงกัน ตอนนี้มู่หลันเริ่มรู้สึกโมโหเสียแล้วเพราะตอนนี้ตนเองก็รู้สึกเจ็บจะตายอยู่แล้ว ยังมีคนบ้ามาตะโกนเสียงดังอยู่ข้างหูไม่หยุด มู่หลันหน้าบิดเบ้คิ้วขมวดด้วยความโมโห และอยากจะอ้าปากด่าคนไม่มีมารยาทให้หุบปากสักทีเต็มที่แล้ว
ในที่สุดความพยายามของเธอก็ประสบผลมู่หลันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ว่าแต่ยายแก่คนนี้เป็นใครกัน หน้าตาดูไม่คุ้นเลยสักนิด แล้วนี่มันที่ไหนกัน นรกก็ไม่น่าจะเป็นแบบนี้อีกทั้งสวรรค์ก็ยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่เพราะมันทั้งเล็กและคับแคบมากหากเทียบกับบ้านใหม่ของเธอ อีกทั้งยังดูเหมือนจะเป็นบ้านที่สร้างจากอิฐแดงเหมือนกับที่เคยเห็นตอนไปเที่ยวที่ชนบทเลย มู่หลันคิดด้วยความงงงวยหลังจากที่ลืมตาขึ้นมาได้และเห็นสภาพที่ไม่คุ้นตาภายในห้อง แต่ก่อนที่มู่หลันจะทันได้คิดไปไกลกว่านี้เธอก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของหญิงวัยกลางคนพูดขึ้นมาว่า
“ เสี่ยวหลัน ในท้องของเธอยังมีเด็กอยู่อีกคน เธอดื่มน้ำตาลทรายแดงสักหน่อยจะได้มีแรงเบ่งเพิ่มนะ ” หลิงซื่อประคองศีรษะลูกสะใภ้ขี้นมาและนำแก้วมาจ่อที่ปากของเธอ มู่หลันเองก็ยอมดื่มแบบงง ๆ ก่อนที่จะเริ่มจับใจความบางอย่างได้
“ ฮะ? เด็กในท้อง! ” วินาทีนี้มู่หลันทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออกจึงตะโกนออกมาเพราะความช็อค ตกลงไอ้ที่รู้สึกปวดตรงนั้นก็………
ยังไม่ทันเตรียมใจก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงแก่ตรงหน้าบอกให้เธอเบ่งอีกครั้ง “ เอาล่ะ ฟื้นขึ้นมาแล้วที่นี้ก็กลั้นใจเบ่งแรง ๆ ทีเดียวเลยนะ หัวเด็กใกล้จะโผล่ออกมาแล้ว ตอนนี้แหละ เบ่งเลย! ฮึบ ”
‘ เอาวะ เบ่งมันไปก่อนละกันที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง มู่หลันคนนี้อยากจะบ้า! นี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอ ’ มู่หลันคิดอยู่ในใจ
เมื่อได้ยินเสียงบอกให้เบ่งเธอก็เบ่งสุดแรงเกิดขี้หดตดหายก็ครั้งนี้แหละ “ อื๊ออออออ อ๊ากกกกกก เจ็บจะตายอยู่แล้วววว ออกมาสักทีเถ๊อออะ จะตายอีกรอบแล้วนะถ้าไม่ยอมออกมา ” มู่หลันรู้สึกเจ็บแทบขาดใจ จึงขู่เจ้าเด็กน้อยจอมดื้อด้านในท้องที่ไม่ยอมออกมาสักที
และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล เมื่อสิ้นเสียงเบ่งและเสียงตะโกน มู่หลันก็รู้สึกว่ามีอะไรหลุดออกมาจากช่องคลอด ความอึดอัดทรมานเหมือนจะขาดใจตายก็หายไป นี่สินะความรู้สึกที่คนเขาพูดกันว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หลังจากนั้นเธอก็สลบไปอีกครั้ง หลังจากใช้แรงเฮือกสุดท้ายเบ่งสุดกำลังจนได้ยินเสียงเด็กร้อง อุแว๊…..
……….
ความเป็นมาของมู่หลันและเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะทะลุมิติย้อนเวลามาอยู่ที่แห่งนี้
มู่หลันมีชีวิตที่ลำบากมาตั้งแต่เกิดเพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เกิดมาในยุคที่รัฐบาลจีนควบคุมการมีบุตร แต่ละครอบครัวสามารถมีบุตรได้เพียงคนเดียวยกเว้นเพียงชนเผ่าบางกลุ่ม เด็ก ๆ หลายคนที่เกิดมาเป็นผู้หญิงอย่างเช่นมู่หลันจึงถูกทอดทิ้งหรือถูกฆ่าเนื่องจากค่านิยมเฮงซวยที่ให้ความสำคัญและต้องการมีลูกชายเอาไว้สืบสกุลนั่นเอง
หลังจากที่คลอดออกมามู่หลันที่เป็นทารกเพศหญิงจึงถูกนำมาทิ้งไว้ข้างถนน โชคดีที่มีพลเมืองดีมาพบเธอแล้วแจ้งตำรวจ เมื่อสืบหาครอบครัวไม่พบเธอที่ยังเป็นเพียงทารกแรกเกิดจึงถูกส่งมายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีเด็กแซ่ ‘มู่’ มากมายหลายสิบคน เพราะผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เธอมีชื่อว่า ‘มู่ชิงหยา’ หญิงโสดวัยกลางคนผู้อุทิศตนให้กับเด็กกำพร้าทั้งหลาย
เด็ก ๆ หลายคนที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่และไม่มีชื่อเพราะถูกส่งมาตั้งแต่ยังเล็กมาก จึงใช้นามสกุลเดียวกับ ‘แม่ชิงหยา’ ผู้เปรียบเสมือนแม่ผู้ให้ชีวิตใหม่กับเด็กกำพร้าทุกคนที่นี่ อย่างเช่นชื่อมู่หลันของเธอ ที่เป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่ง (ดอกมู่หลัน,มู่หลาน หรือดอกแมกโนเลีย)
ถึงจะมีชีวิตลำบากและเป็นเด็กกำพร้าแต่มู่หลันกลับคิดว่าอย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ หากเกิดในยุคที่มีเครื่องอัลตร้าซาวด์สามารถตรวจดูเพศของเด็กในท้องได้ เธออาจจะไม่มีโอกาสเกิดมาเห็นโลกใบนี้ก็เป็นได้
แม้จะไม่ได้โชคดีมีคนมาขอไปอุปการะเลี้ยงดูเหมือนเด็กบางคน เพราะเธอก็แค่เด็กหน้าตาธรรมดาทั่วไป แค่ฉลาดเรียนดีหน่อยเท่านั้นเอง หากไม่มีแม่ชิงหย่าและเจ้าหน้าที่ที่แสนใจดีทุกคน มู่หลันก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเป็นอย่างไร
ดังนั้นหลังจากที่มีรายได้มากขึ้นเธอจะส่งเงินและสิ่งของจำเป็น รวมทั้งกลับไปเยี่ยมเยียนน้อง ๆ ของเธอที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นประจำเมื่อมีโอกาส
เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย มู่หลันและเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เรียนจบหรือมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วก็ต้องย้ายออกมาอยู่ข้างนอกตามลำพัง
เมื่อไม่สามารถอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อไปได้พวกเธอจึงจำเป็นต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูหรือส่งเสียตนเองเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในอนาคตต่อไป
เด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรเลยอย่างมู่หลัน เมื่อการศึกษาไม่สูงทางเลือกของอาชีพจึงมีไม่มาก มีงานอะไรรออยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบคว้ามาทำก่อน ก่อนที่จะอดตายเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวและเช่าบ้านอยู่
มู่หลันจึงสมัครรับจ้างเป็นพนักงานล้างจานของร้านอาหารจีนขนาดกลางแห่งหนึ่ง นอกจากอาศัยความขยันหมั่นเพียร แต่ที่สำคัญเธอหมั่นตีซี้กับพนักงานในร้านทุกคน จนเจ้านายและหัวหน้าเมตตาเอ็นดูเธอสอนให้ทำอาหารและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้ จากเด็กล้างจานขยับมาเป็นผู้ช่วยเชฟ จนในที่สุดเธอก็ได้เป็นเชฟหลังจากที่ฝึกฝนอยู่นาน
มู่หลันเปลี่ยนร้านอาหารที่ทำงานอยู่หลายที่เพื่อหาประสบการณ์จนมีความสามารถมากพอที่จะเปิดร้านอาหารเองได้ นี่เธอไม่ใช่ได้ดีแล้วลืมบุญคุณเจ้านายเก่านะ แต่คนเราก็ต้องพัฒนาไปข้างหน้าไม่สามารถเดินย่ำอยู่กับที่ได้
ถึงแม้ตอนเด็กเธอเคยฝันอยากเป็นหมอจะได้รักษาผู้คนและที่สำคัญคือ…..ได้เงินเยอะ จะได้ไม่ต้องลำบากตามประสาเด็ก และไม่เคยมีความคิดอยากจะเป็นแม่ครัวเลย
เธอตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินเพื่อเรียนต่อสักปีสองปีก่อนที่จะลองสอบ เกาเข่า (การสอบเข้าระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของจีน) เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ถึงจะช้าไปสักหน่อยแต่เธอก็อยากมีอนาคตที่ดี
แต่เมื่อได้ลองทำอาหารแล้วเธอกลับรู้สึกชอบและหลงใหลในศิลปะการทำอาหาร และไม่ใช่เฉพาะเพียงอาหารจีนเท่านั้น แต่รวมถึงอาหารต่างชาติและขนมหวานเช่นกัน มู่หลันจึงลงทุนเดินทางไปเรียนถึงที่ ทั้งยุโรปและเอเชียเพื่อที่จะเปิดร้านอาหารและคาเฟ่ในฝันของเธอในอนาคต
หลังจากที่ทำงาน ฝึกทำขนมและอาหารอยู่หลายปีจนเก็บเงินได้มากพอ มู่หลันจึงตัดสินใจกลับมาที่ประเทศบ้านเกิดแล้วเริ่มต้นทำบล็อกรีวิวและสอนทำอาหารทางออนไลน์ ซึ่งประสบผลสำเร็จและมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากเพราะเจ้าของบล็อกนอกจากจะทำอาหารหวานและคาวเก่งมากแล้วยังรูปร่างหน้าตาสวยมากด้วยสกิลการแต่งหน้าขั้นเทพที่เธอลงทุนใช้เวลาว่างฝึกฝนมาจากคลิปเปลี่ยนยายหน้าจืดให้เป็นนางฟ้าทั้งหลาย ก็ทำให้คะแนนความสวยจากเต็มสิบอย่างน้อยมู่หลันก็ต้องได้ถึงแปดอย่างแน่นอนยกเว้นตอนที่เธอล้างหน้าแล้วก็จะกลายเป็นยัยหมวยธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่หาได้ตามท้องถนนทั่วไป
จนสามารถฉีกนิยามความเป็นเชฟที่ส่วนมากจะมีรูปร่างท้วมและหน้ามันเยิ้มเพราะต้องชิมอาหารและทำงานอยู่ในครัวทั้งวันกลายเป็นที่ชื่นชอบและกล่าวขวัญถึงจนโด่งดัง และมีรายได้เป็นจำนวนมากจนสามารถซื้อตึกเก่าแสนโทรมที่มีราคาสูงเสียดฟ้าในเมืองปักกิ่งมาทุบแล้วสร้างใหม่แล้วเปิดเป็นร้านอาหารและคาเฟ่สุดชิคในฝันเป็นของตัวเองได้เป็นผลสำเร็จ
เพราะเปิดร้านใหม่และพอดีกับมู่อี้ชิงเพื่อนสาวคนสนิทที่เติบโตมาพร้อมกันในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนสนิทและรักกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ สองสามีภรรยาจึงชักชวนมู่หลันให้ไปทำบุญขอลูกที่วัดพระอ้วนชื่อดังบนภูเขาที่ฮ่องกงด้วยกันหลังจากที่แต่งงานมาหลายปีแล้วก็ยังไม่มีลูก มู่หลันจึงตัดสินใจไปพร้อมกับสามีภรรยาคู่นี้ เพราะเธอก็อยากที่จะไปทำบุญขอพรให้ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มของเธอประสบความสำเร็จ และที่สำคัญคือ….. เธออายุ 39 ปีแล้ว!
หลังจากที่ไปขอพรเสร็จแล้วเธอจึงขอแยกตัวกลับมาก่อนเพราะไม่ต้องการอยู่เป็นก้างขวางคอของทั้งคู่ อันที่จริงคือเห็นแล้วมันอิจฉาคนมีคู่ และเหตุผลสำคัญคือเธอต้องรีบกลับไปดูแลกิจการร้านคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดใหม่ของตนเองซึ่งตอนนี้ปล่อยให้ผู้จัดการร้านเป็นผู้ดูแลแทนเป็นเวลาสามวันแล้ว
บ้านมี รถมี เงินก็มี เหลือก็แต่ผั… เอ้ย!สามีกับลูกนี่แหละที่ยังไม่มีกับชาวบ้าน ไปถึงที่ทั้งทีจะรอช้าอยู่ไย ขอสิขอ ขอพร้อมกันทั้งลูกทั้งสามีนี่แหละ
“ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หากท่านมีจริง ด้วยผลบุญที่ฉันได้ทำไว้ โปรดดลบันดาลให้มู่หลันคนนี้ได้มีโอกาสมีครอบครัวที่ดี พร้อมหน้าพร้อมตาครบทั้ง พ่อ แม่ ลูก ด้วยเถิด ”
****************************
มู่หลันไม่เคยคาดคิดเลยว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดแห่งนี้มันจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้! เพราะที่เธอขอไปทั้งสามีและลูก เธอกลับได้มาครบในคราวเดียวแบบที่ไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัวเลยสักนิด
หลังจากที่หมดสติไปอีกครั้ง มู่หลันก็ฝันเห็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ประมาณสิบหมู่ สถานที่แห่งนั้นมีสระน้ำสีฟ้าใสสะอาด พืชผักผลไม้นานาพันธุ์ และไม่มีสิ่งอื่นใดแม้แต่ในสระน้ำก็ไม่มีปลาเลยสักตัว
เมื่อหันหลังกลับไปมองอีกด้าน เธอก็สามารถมองเห็นตึกสามชั้นที่ตั้งอยู่โดด ๆ ในระยะสายตา และเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวในสถานที่แห่งนี้
“ที่นี่ฮวงจุ้ยสุดยอดมาก ข้างหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าเป็นสระน้ำ มีเงินก็หาซื้อที่แบบนี้ยากนะเนี่ย”
ที่สำคัญตึกหลังนี้มันหน้าตาเหมือนกับร้านอาหารและคาเฟ่ของเธออีกทั้งยังเป็นบ้านหลังปัจจุบันของเธอก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต แต่ต่างกันที่ตึกของเธอตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวายอย่างปักกิ่งไม่ใช่สถานที่แสบสงบอย่างที่แห่งนี้ แล้วมันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไงกันมู่หลันคิดอย่างงงงัน
มู่หลันจำหน้าตารูปร่างตึกของตัวเองได้อย่างชัดเจนเพราะเธอลงทุนจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างและสถาปนิกชื่อดังให้ออกแบบและก่อสร้างรวมถึงตกแต่งอาคารหลังนี้ตามความชอบและความต้องการของเธอทุกอย่าง โดยผนังด้านนอกก่อด้วยอิฐสีเข้มทั้งหมด หน้าต่างเป็นกระจก กรอบหน้าต่างทำด้วยอะลูมิเนียมสีดำสูงจรดเพดาน
ส่วนภายในเลือกตกแต่งด้วยธีมสีเข้มและสีทอง เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยวัสดุที่ทำจากไม้ และมีการนำต้นไม้จริงมาปลูกไว้ด้านในและแขวนตกแต่งเป็นหลัก ทำให้ร้านของเธอมีบรรยากาศสบาย ๆ เรียบหรูและดูดี ร่มรื่นทั้งภายนอกและภายใน
วัสดุทุกอย่างที่เลือกใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งยังเป็นของเกรดดีมีคุณภาพเท่านั้น จึงเรียกได้ว่ามู่หลันลงทุนลงแรงกับร้านแห่งนี้เต็มที่ทั้งแรงกายและทุนทรัพย์เท่าที่เธอสามารถที่จะทำได้ เพราะหลังจากที่สร้างเสร็จ ตึกแห่งนี้จะกลายเป็นทั้งที่ทำงานและบ้านที่อยู่อาศัยของเธอ จึงทำให้เงินเก็บที่เหลือของมู่หลันลดลงไปมาก จนเหลืออยู่เพียงไม่ถึงล้านหยวนด้วยซ้ำไป เรียกว่าแทบกระเป๋าฉีกเลยทีเดียว
เมื่อเปิดร้านคาเฟ่และย้ายเข้ามาอยู่บนชั้นสาม เธอเนรมิตให้ชั้นนี้ทั้งชั้นเป็นเหมือนกับคอนโดหรูสามห้องนอนสองห้องน้ำ ซึ่งมู่หลันก็ชื่นชอบบ้านและร้านคาเฟ่ใหม่ของเธอเป็นอย่างมาก เธอมีความสุขที่ได้ทำงานและอาศัยอยู่ที่นี่
ซึ่งก่อนที่เครื่องบินระเบิด มู่หลันรู้ว่าเธอคงไม่รอดแน่แล้วคราวนี้ สิ่งที่ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอนึกถึงและเสียดายว่าชาตินี้เธอคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นและกลับไปสถานที่แห่งความภูมิใจหลังนี้อีกแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นร้านและบ้านตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของตัวเอง มู่หลันจึงไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปด้านในด้วยความตื่นเต้นทันที ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม เหมือนก่อนที่เธอจะไปฮ่องกง ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ต้นไม้ แก้ว แจกัน และของอื่น ๆ! มู่หลันมองด้วยความตกตะลึงที่ฝันของเธอนั้นเหมือนจริงขนาดนี้
" เฮ้อ.. ใครจะไปนึกว่าฉันจะไปแล้วไม่ได้กลับกันล่ะ แต่เอาเถอะถึงนี่จะเป็นเพียงความฝันฉันก็มีความสุขแล้วที่ได้กลับมาอีกครั้ง แม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม "
เมื่อเดินมาถึงห้องครัว มู่หลันเห็นอุปกรณ์ทำอาหารและขนมรวมถึงเครื่องปรุงรสและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ใช้ทำขนมและอาหารขายในร้านของเธอก็ยังอยู่ครบเช่นกัน เมื่อเปิดดูในตู้แช่เย็น ตู้แช่แข็ง ห้องเก็บของ มู่หลันก็ถึงกับหน้าเหวอ นี่เธอกำลังฝันอยู่จริง ๆ ใช่ไหม ทำไมทุกอย่างมันจึงเหมือนกับห้องครัวของเธอจริง ๆ ล่ะ ถ้านี่เป็นเพียงความฝันเธอก็ขออยู่ในฝันนี้ให้นานอีกสักพัก ก่อนที่สถานที่แห่งนี้จะหายไปเมื่อเธอตื่นนอน แต่นี่มันรู้สึกเหมือนจริงเกินไป ไม่เหมือนกำลังอยู่ในฝันเลยสักนิด
หลังจากที่สำรวจชั้นล่างจนพอใจแล้วมู่หลันจึงเดินขึ้นไปที่ชั้นสองต่อทันที ที่ชั้นสองนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ห้องทำงานของเธอที่อยู่ด้านหน้า และส่วนหลังที่กั้นพื้นที่เป็นห้องเก็บของ ภายในห้องทำงานมีโต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ที่เดิมกับตู้ที่ใช้เก็บเอกสารและเครื่องปริ้นเตอร์ ตรงมุมห้องก็มีชุดโซฟารับแขกวางอยู่
ส่วนห้องเก็บของก็มีกล่องใส่อาหาร ถุงบรรจุภัณฑ์ขนาดต่าง ๆ แก้วพลาสติกสำหรับใส่เครื่องดื่มของร้านคาเฟ่ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ก็ยังอยู่เช่นกัน เมื่อเห็นทุกอย่างที่ชั้นสองแล้ว หลังจากนั้นมู่หลันก็เดินขึ้นไปชั้นสาม ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่อาศัยหรือบ้านของเธอ
“ฉันกลับมาแล้วนะ บ้านของฉัน” มู่หลันพูดเบา ๆ กับตัวเองขณะกดรหัสปลดล็อกประตูเข้าไปด้านใน