หลังทานมื้อเย็นกับอันอี่เจ๋อเสร็จเรียบร้อยแล้วซูเจี๋ยนก็หดตัวกลับเข้าห้อง เปิดคอมดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่ใหญ่ไม่มีสิ่งไหนดึงดูดความสนใจได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงได้แต่ควานหาเสื้อผ้าเพื่อไปอาบน้ำ
ตู้เสื้อผ้าของสาวน้อยซูเจี๋ยนก็ถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์อย่างไรก็ตามยามเมื่อซูเจี๋ยนมาอยู่ต่อหน้ากองชุดเสื้อผ้าสตรีสีสันสดใสเ่าั้ก็กลับทำให้รู้สึกปวดหัวตุบๆขึ้นมาวูบหนึ่ง หลังจากลังเลระหว่างชุดนอนลายกระต่ายน้อยกับลายคิตตี้อยู่ครู่ใหญ่ในท้ายที่สุดซูเจี๋ยนก็รู้สึกว่าตัวเองทนรับสไตล์น่ารักบ้องแบ๊วแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจึงหยิบเอาเสื้อยืดสีขาวมาสวมแทนชุดนอนไปเสียเลย
ในห้องนอนของอันอี่เจ๋อนั้นมีห้องน้ำส่วนตัวอยู่แล้วดังนั้นห้องน้ำด้านนอกจึงสามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้นนี่ทำให้ซูเจี๋ยนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก หลังจากซูเจี๋ยนถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วเงาสะท้อนของหญิงสาวเต็มตัวก็ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนบนกระจกบานใหญ่ที่อยู่เหนือเคาน์เตอร์ห้องน้ำ
เป็ครั้งแรกที่ซูเจี๋ยนได้มองเห็นร่างนี้แบบชัดๆเต็มสองตา ไม่กล่าวไม่ได้ว่าน้องสาวแซ่ซูคนนี้มีเรือนร่างที่งดงามมากจริงๆทรวงอกอวบใหญ่ผลิพุ่ง ทว่าไม่ได้ตระหง่านง้ำจนเกินตัวกลับมีรูปทรงกลมกลึงได้ขนาดชวนมองอย่างยิ่ง ่เอวยังเพรียวบางกะประมาณแล้วอย่างมากก็น่าจะสัก 19 นิ้วได้เรียวขาทั้งสองข้างก็ตรงยาวได้สัดส่วน ผิวกายก็ขาวกระจ่างละลานตาทั้งเนื้อทั้งตัวล้วนโปร่งบางไปหมด ทว่ากลับไม่ได้ดูผอมแห้งแต่อย่างใดเรียกได้ว่าเข้าที่เข้าทางสมส่วนพอดิบพอดียิ่งรวมเข้ากับใบหน้าเรียวเล็กละเอียดอ่อนน่ารักชวนทะนุถนอมแบบนี้ด้วยแล้วก็กล่าวได้ว่าเป็สาวงามชั้นเลิศคนหนึ่งอย่างแท้จริง!
ซูเจี๋ยนได้แต่ครุ่นคิด : ‘นี่แหละที่ฉันฝันหาทั้งวันทั้งคืน สเปคฉันเลย!’
น่าเศร้าที่ดูเหมือน์จะรักเขามากเกินไปหน่อยตอบสนองความ้าให้เขาอย่างถึงอกถึงใจถึงขั้นที่ว่าดูเหมือนจะตอบสนองให้เกินความ้าไปนิด
ซูเจี๋ยนบิดเอวหมุนกายชื่นชมเรือนร่างตัวเองอยู่หน้ากระจกอย่างไม่อาจตัดใจอยู่พักใหญ่สีหน้าสลับสับเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวๆ ก็ดูเหมือนภาคภูมิใจ เดี๋ยวๆ ก็ดูหดหู่ละห้อยใจ
หลังจากชื่นชมตัวเองอยู่นาน จู่ๆซูเจี๋ยนก็พลันนึกขึ้นมาได้ : แม่สาวน้อยซูหน้าตาก็ดีแถมทรวดทรงก็อกเป็อกเอวเป็เอวซะขนาดนี้ตอนนี้ยังต้องมาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ถ้าหากอันอี่เจ๋อเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง ถ้าเื่แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆหลังผ่านไปหนึ่งปีเ้าคนแซ่อันนี่มิกลืนน้ำลายตัวเองบิดพลิ้วไม่ยอมหย่าให้หรอกหรือ?
นึกได้แบบนี้แล้วซูเจี๋ยนก็เริ่มกังวลขึ้นมาแค่สองคนนี้แต่งงานกันหลอกๆ ก็ยากมากพออยู่แล้วเขาอุตส่าห์มองเห็นวันเวลาที่จะได้หลุดพ้นไปอย่างยากลำบากเื่น่ากลัวแบบนั้นจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เป็อันขาด!
ดังนั้น หลังจากอาบน้ำอย่างทุลักทุเลเสร็จซูเจี๋ยนก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาเคาะประตูห้องอันอี่เจ๋ออย่างใจร้อน
ประตูเปิดออกแวบแรกที่ซูเจี๋ยนมองเห็นก็คือแผงอกกว้างอันเปลือยเปล่าของอันอี่เจ๋อ
ซูเจี๋ยน : “……”
เห็นได้ชัดว่าอันอี่เจ๋อเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆทั้งเนื้อทั้งตัวหัวจรดเท้ามีแค่ผ้าเช็ดตัวพันห่อท่อนล่างไว้อย่างิ่เหม่เพียงผืนเดียวเท่านั้นชายหนุ่มกำลังใช้มือขยับผ้าเช็ดตัวอีกผืนเช็ดเส้นผมเปียกชุ่มบนศีรษะตัวเองพลางก้มลงมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า : เส้นผมยาวเหยียดยังเปียกชื้นทิ้งตัวระเกะระกะปกคลุมทั่วไหล่บ่าบอบบางท่อนบนสวมใส่ไว้เพียงเสื้อยืดสีขาวตัวหนึ่งซ้ำยังถูกหยดน้ำจากเส้นผมซึมลึกลงไปเป็วงกว้างแนบเนื้อเผยให้เห็นส่วนสัดโค้งนูนกลมกลึงที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าได้เลือนรางไม่จำเป็ต้องเพ่งมองก็เห็นได้ชัดเจนว่าหญิงสาวไม่ได้สวมใส่ชุดชั้นใน
ประกายวาววับสายหนึ่งวาบผ่านในดวงตาคมกริบของอันอี่เจ๋อทว่าคิ้วเข้มกลับขมวดเข้าหากันน้อยๆ : “มีอะไร?”
ซูเจี๋ยนไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาเกี่ยวกับรูปลักษณ์วาบหวิวของตนเองในยามนี้เลยแม้แต่น้อยในสมองของเขาตอนนี้มีแต่ความอิจฉา!อิจฉาไอ้เ้าคนโป๊เปลือยตรงหน้า! แม่มเอ๊ย! ตอนเ้าอันอี่เจ๋อมันใส่เสื้อผ้าอยู่ก็ยังดูไม่ค่อยออกเท่าไหร่แต่ทำไมตอนถอดเสื้อผ้ามันถึงหุ่นดีขนาดนี้! กล้ามแขนนั่นมันอะไร!กล้ามอกนั่นก็ด้วย!! แถมยังมีกล้ามท้องแปดลูกนั่นอีก!!!เ้าหมอนี่มีหน้าตาแบบนั้นั้แ่เกิดมาแล้วก็แล้วไปเถอะนี่ยังถึงขนาดมอบเรือนร่างสูงโปร่งกำยำอย่างกับนายแบบมาให้มันอีก! มีอะไรดีๆ ก็ประเคนใส่ให้มันซะหมด! องค์เทพบิดรท่านจะลำเอียงอะไรขนาดนี้!
ซูเจี๋ยนไล่สายตาไปตามหยดน้ำที่หล่นลงมาจากปลายผมของอันอี่เจ๋อไหลกลิ้งเป็ทางลงมาตามลำคอแกร่งแล้วก็หยดลงมาเกาะพราวอยู่ที่แผงอกกว้างและหน้าท้องหนั่นแน่นดวงตาทั้งคู่จ้องมองเรือนร่างสมบูรณ์แบบกึ่งเปลือยตรงหน้าอย่างเอาเป็เอาตายด้วยความอิจฉาริษยาเต็มขั้น
เพียงแต่ภาพฉากทุกอย่างนี้พอมองดูจากมุมมองของอันอี่เจ๋อ ก็กลับกลายเป็ว่า : สาวน้อยร่างบางตรงหน้าเบิกตากลมโตจ้องมองมาที่เรือนร่างของเขาอย่างไม่อาจละสายตาได้ แววตานั้นกวาดมองสำรวจไปทั่วยิ่งมองก็ยิ่งต่ำลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็มาหยุดชะงักแน่วนิ่งอยู่ที่ตรงท้องน้อยของเขาจากนั้นใบหน้าเรียวเล็กน่ารักนั้นก็ค่อยๆ แดงก่ำขึ้นมาอย่างช้าๆ
อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมานานขนาดนี้นี่กลับเป็ครั้งแรกที่อันอี่เจ๋อรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองหนักหน่วงถี่กระชั้นขึ้นมาเล็กน้อย
ส่งผลให้น้ำเสียงของชายหนุ่มที่เรียบเฉยเย็นเยียบอยู่เป็นิจพลันเจือปนความอ่อนโยนสายหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว : “เจี๋ยนเจี่ยน?”
อันที่จริงซูเจี๋ยนยังไม่อยากจะยอมรับชื่อเล่นนี้แต่พอนึกถึงว่าต่อจากนี้ทั้งสองคนยังต้องสวมบทบาทเป็คู่รักต่อหน้าบุคคลอื่นหากไม่ฝึกเื่คำเรียกหาให้คุ้นชินไว้ก่อนก็คงไม่ดีแน่ อีกทั้ง ‘เจี๋ยนเจี่ยน’ นี้ก็ยังฟังดูดีกว่า ‘เมียจ๋า’ หรือ ‘คุณภรรยาครับ’เป็ไหนๆดังนั้นเขาจึงฝืนข่มอาการขนลุกขนพองทั้งร่างลงไปอย่างสุดความสามารถซูเจี๋ยนเงยหน้าขึ้น ทางหนึ่งก็ค่อนขอดอยู่ในใจเงียบๆว่าทำไมเ้าอันอี่เจ๋อคนนี้ถึงชอบวางท่าเป็คุณชายนักหนาก็ไม่รู้ อีกทางหนึ่งก็เอ่ยปากขึ้น: “ฉันมีเื่จะคุยกับคุณ”
“ว่ามาสิ”
ซูเจี๋ยนมองสบตาอันอี่เจ๋อตรงๆ : “จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นมาได้น่ะ ในเมื่อเราแต่งงานกันปลอมๆก็เท่ากับว่าสักวันย่อมต้องแยกย้ายกันไปคนละทางแน่นอนอยู่แล้วเพราะงั้นเราควรมาทำสัญญากันหน่อยดีมั้ย ว่ายังไงก็จะไม่รู้สึกชอบหรือหวั่นไหวต่อฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด”
อันอี่เจ๋อไม่ได้ตอบรับทันที
ซูเจี๋ยนโห่ร้องอยู่ในใจ : ดูสิดู! เ้าหมอนี่ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลยจริงๆยังดีที่ฉันนึกเื่นี้ออกมาได้ก่อน ระวังป้องกันได้ทันเวลาพอดี......
“ฉันไม่มีทางชอบเธออยู่แล้ว”
ซูเจี๋ยนแข็งค้างไปทั้งร่าง
อันอี่เจ๋อยังกล่าวเสริมมาอีกประโยคด้วยน้ำเสียงแ่ทุ้ม: “เพราะงั้นเธอสบายใจได้เลย”
บัดซบ! นี่มันก็เป็คำตอบที่ตัวฉันเองอยากจะได้ยินอยู่แล้วชัดๆแต่ทำไมพอไอ้เ้าอันอี่เจ๋อมันพูดออกมาแบบนี้แล้วฉันถึงรู้สึกหงุดหงิดชะมัด!
ซูเจี๋ยนเค้นเสียงพูดอย่างโมโหโทโส : “งั้นคุณก็จำคำที่ตัวเองพูดไว้ให้ดีๆ ด้วยล่ะ!”
อันอี่เจ๋อผงกศีรษะเบาๆ : “ได้”