เวินชงไม่เคยคิดเลยว่าตลอดชีวิตนี้เขาจะมีโอกาสได้พบกับบุคคลสำคัญมากมายขนาดนี้แต่ละคนที่มาเยือนล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลที่มีอำนาจมากยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีกแต่ทุกครั้งที่เหล่าคนระดับนั้นมาถึงที่คฤหาสน์เวินพอเห็นเวินชงแล้วก็ล้วนทำตัวสุภาพถ่อมตัวกันทุกคน
“คุณพ่อบ้านข้าอยากรู้ว่าคุณชายหลินเขาอยู่ในคฤหาสน์รึเปล่า?”
ซึ่งเวินชงได้ยินคำพูดประโยคประมาณนี้เยอะมากจนเอียนแล้วช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ธรณีประตูของคฤหาสน์ตระกูลเวินถูกเหยียบจนพังไปแล้วเหล่าแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายนั่น พอมาถึงก็ล้วนถามหาแต่คนๆ เดียว - หลินหยาง
คฤหาสน์เวินถูกสร้างมานานนับร้อยปีแล้วแต่พวกเขาไม่เคยเจอปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อนเลยแถมยังไม่รู้ด้วยว่าจุดสูงสุดของความรุ่งเรืองจะไปหยุดอยู่ตรงไหน
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เวินชงรู้สึกซาบซึ้งได้อย่างไร!!
“ชู่!!”
หลินหยางทำสัญลักษณ์บอกให้ทุกคนห้ามส่งเสียงจากนั้นตัวเขาก็ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปทางห้องคว้าเมฆ
ด้านในนั้นเหมือนจะกำลังจัดงานเลี้ยงรื่นเริงอยู่พอดี
ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็สามารถได้ยินเสียงพูดอันคุ้นเคยกำลังกำลังคุยโม้อยู่จากข้างในห้องนั้น
“ฮ่าฮ่า!! มามามาท่านลุงเวิน ข้าขอคำนับท่านอีกสักจอก!! เราสองจะยังเกรงใจอยู่ใยที่พี่หลินมีวันนี้ได้ นั่นก็เพราะท่านยื่นมือเข้าไปช่วยเขาตั้งแต่แรกอย่างไรล่ะข้าจ้าวเหวินชางนั้นไม่เคยนับถือสิ่งใด พี่หลินคือคนแรกส่วนท่านย่อมต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของจ้าวน้อยผู้นี้อยู่แล้วละ!!”
เจ้าอ้วนน้อยนี่... วิธีการพูดการจานับว่าไหวพริบดีใช้ได้
หลินหยางที่ได้ยินเสียงแห่งความรื่นเริงจากข้างใน ก็ค่อยๆ เปิดประตูใหญ่ของห้องคว้าเมฆออก
ตึง
ภายในห้องพลันเงียบเสียงทั้งหมดลงทันที
พอผู้คนทั้งหมดในนั้นมองเห็นหลินหยางพวกเขาก็รู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้งขึ้นมาทันที
“หลินหยาง!!!!” ใบหน้าที่ดูอารมณ์ดีอยู่แล้วของเวินติ่งเทียนพลันยิ้มขึ้นอย่างหยุดไม่ได้
“คุณชายหลิน??” สวี่เหยาที่กำลังรินสุราให้เวินติ่งเทียนอยู่นั้น นางตกใจจนรินเหล้าจนล้นใส่เต็มมือของเวินติ่งเทียนแล้วตัวเองยังไม่รู้ตัวเลย
“หลิน...” ดวงตากลมโตคู่งามของเวินชิงชิงเปล่งประกายขึ้นมาทันทีในแววตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความถวิลหาและความอาวรณ์อย่างเต็มเปี่ยมจนไม่อาจใช้คำพูดอธิบายออกมาได้
ส่วนคนที่น่ารำคาญที่สุดอย่างไออ้วนจ้าวนั้น
“พี่~~~ หลิน~~~”
เจ้าอ้วนนี่พุ่งเข้าหาหลินหยางพร้อมกับปากมันเยิ้มของมัน
และแน่นอนว่าสิ่งที่รอรับจ้าวเหวินชางอยู่คือฝ่าเท้าขนาดใหญ่ข้างหนึ่ง
ผัวะ
ไออ้วนเจ้าล้มกลิ้งกลับไปกอดขาโต๊ะทันที
หลินหยางที่จัดรองเท้าเสร็จเรียบร้อย ก็หันไปยิ้มบางๆ ให้กับทุกคน“ข้ากลับมาแล้ว....”
ฮ่าฮ่า!!
เสียงหัวเราะดังขึ้นไปทั่วห้องทันที
ตัวเอกที่สำคัญที่สุดของงานเลี้ยงสุรากลับมาแล้วการล้อมวงทานอาหารด้วยกันครั้งนี้เป็นไปอย่างอิ่มหนำสำราญและเบิกบานใจท่ามกลางท้องฟ้าในยามราตรี
หลังเสร็จสิ้นจากงานเลี้ยงไปแล้ว เวินชิงชิงและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆทยอยออกไปจากห้องคว้าเมฆ เหลือแค่เวินติ่งเทียน จ้าวเหวินชาง และสวี่เหยาที่กำลังจะเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญกันแบบข้ามคืน
หลินหยางตอนนี้ได้ถูกยอมรับให้เป็นผู้นำทั้งของตระกูลเวินและตระกูลจ้าวไปแล้วเวินติ่งเทียนและจ้าวเหวินชางเป็นดั่งแขนทั้งสองข้างที่คอยช่วยเขาดูแลทั้งสองตระกูลนี้
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติผู้คนต่างนำแผนการและความคืบหน้าต่างๆที่เกิดขึ้นของทั้งสองตระกูลออกมาปรึกษาหารือกัน
ต้องยอมรับเลยว่าพรสวรรค์ด้านการค้าของจ้าวเหวินชางนั้นทำให้ต้องหันกลับมามองมันใหม่จริงๆ
ภายใต้ความช่วยเหลือของสวี่เหยารวมกับการสนับสนุนจากเบื้องหลังของหอฟ้าสมุทร ทำให้ในเวลาสั้นๆ แค่สองเดือนสมาคมการค้าตระกูลจ้าวสามารถก้าวหน้าขึ้นอย่างดีวันดีคืนได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะหลังจากที่สินค้าที่ทำจากพิมพ์เขียวที่หลินหยางมอบไว้ให้หลายชิ้นนั้นถูกเปิดตัวในตลาดก็สามารถจัดการล้มตระกูลซ่างกวันออกจากตลาดสินค้าการช่างได้ทันทีทำให้ตระกูลจ้าวตอนนี้ใกล้จะได้ขึ้นเป็นตระกูลใหญ่แทนที่ตระกูลซ่างกวันแล้ว
ด้านตระกูลเวินเองก็สามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างราบรื่นแค่การผลิตชุดเกราะวิญญาณเหล็กดำอย่างเดียว ก็สามารถสร้างกำไรมหาศาลอย่างมิอาจจินตนาการถึงได้แล้ว
รวมไปถึงกำลังรบของอาณาจักรชูอวิ๋นที่ก่อนหน้านี้มีพลังแค่ระดับเซียนเทียนก็สามารถยกระดับให้สูงขึ้นจนแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกราชอาณาจักรได้อย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่เดือน
ทั้งหมดล้วนก้าวหน้าไปได้อย่างงดงามสมบูรณ์
หลังจากที่หลินหยางได้รับฟังรายงานจากทุกคนแล้วเขาก็ได้นำแผนการที่ตัวเองคิดไว้บอกออกไป “ตอนนี้ ข้าคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรการค้าที่เป็นของพวกเราเองขึ้นมา!!”
ผู้ที่อยู่ในห้องนี้มีแต่คนฉลาด ทันทีที่หลินหยางพูดออกไปพวกเขาก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร
การก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรการค้านั้นมันเท่ากับการสร้างขุมอำนาจที่เป็นของตัวเองอย่างสิ้นเชิงไม่ขึ้นต่อใครขึ้นมาเป้าหมายสุดท้ายคือการพัฒนาให้มันกลายเป็นสุดยอดองค์กรขนาดใหญ่โตที่สามารถต่อกรกับองค์กรขนาดใหญ่อย่างเช่นพวกกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้
ซึ่งหลินหยางตอนนี้มีทรัพยากรพอที่จะพูดคำพูดแบบนั้นออกมาได้
เวินติ่งเทียนได้เล่าถึงสถานการณ์ในเมืองอวิ๋นเฉิงในหลายวันมานี้ให้หลินหยางฟังเรียบร้อยแล้วหลินหยางในตอนนี้แค่เปิดปากขึ้นก็จะมียอดฝีมือสุดแข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วนที่พร้อมและต้องการจะมาอยู่ภายใต้ร่มเงาของเขาดังนั้นการจะก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรการค้าของตัวเองตอนนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าจะเริ่มเมื่อไหร่
หลินหยางพูดคุยจัดการปัญหาต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่กับทุกคนจนเสร็จหมดอย่างรวดเร็ว
กลุ่มพันธมิตรการค้านี้จะมีตระกูลเวินและตระกูลจ้าวเป็นแกนนำหลักสำคัญนอกจากนี้เขาจะดึงดูดพวกของเซวี่ยเทียนอย่าง “กลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬ”ที่ตอนนี้กำลังแวะพักอยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงเข้ามาร่วมด้วยเพื่อเสริมสร้างรากฐานให้มีความแข็งแรงมั่นคง
ด้านธุรกิจนั้นจะเน้นธุรกิจสินค้าการช่างเป็นหลัก จากนั้นค่อยๆขยับขยายไปยังธุรกิจด้านอื่นๆ นอกจากนี้ต้องสร้างรากฐานในอาณาจักรชูอวิ๋นและโล่ยื่อให้มั่นคงก่อน หลังจากนั้นค่อยขยายไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆต่อไป
ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างการตั้งชื่อกลุ่มพันธมิตรนั้นหลินหยางได้คิดชื่อที่ทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างรู้สึกยินดีและพอใจ นั่นก็คือ - กลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชาง
ที่มาของชื่อก็คือนำตัวอักษรจากชื่อของเวินติ่งเทียนและจ้าวเหวินชางมาตั้งเป็นชื่อกลุ่มพันธมิตรนั่นเองทำให้ประมุขของทั้งสองตระกูลอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณหลินหยางอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง
กว่าจะพูดคุยกันจนจบ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงกลางดึกแล้วผู้คนทั้งหมดจึงกล่าวขอตัวลาหลินหยางไป
และในตอนที่ผู้คนทั้งหมดเพิ่งเดินออกไปจากห้องคว้าเมฆนั้นหลินหยางก็ได้เรียกสวี่เหยาไว้ ทั้งสองคนจึงยังเหลืออยู่ในห้องคว้าเมฆเพียงลำพัง
ด้านนอกนั้น ไอ้อ้วนจ้าวเหวินชางก็กำลังแอบหลบอยู่ที่มุมๆ หนึ่งแต่เดิมแล้วเขาตั้งใจจะแอบฟังบทสนทนาอันหวานเยิ้มสักหน่อยหนึ่งแต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เห็นสวี่เหยาเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
อ้าว?
มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้สิ!!!!
จ้าวเหวินชางที่เห็นสีหน้าของสวี่เหยาแล้วก็พอจะเดาเรื่องราวออกทันที
เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าในใจของสวี่เหยานั้นคิดอย่างไรกับหลินหยางแต่เกรงว่าเมื่อครู่นี้ ความหวังทั้งหมดของนางคงถูกทำลายด้วยน้ำมือของหลินหยางเองไปแล้ว
“พี่สวี่...”
จ้าวเหวินชางที่เห็นสวี่เหยาทรงตัวไม่ค่อยจะอยู่ก็รีบเดินอ้อมไปหาทันที
“พี่สวี่ พี่หลินเขา...”
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี ก็ยังคงมองเห็นหยดน้ำตาตรงขอบตาของสวี่เหยา
พอสวี่เหยาเห็นจ้าวเหวินชางแล้ว ก็ยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาทิ้งแล้วฝืนยิ้มขึ้นมา “ไม่เป็นไรถึงแม้ว่าข้าจะรู้อยู่นานแล้วว่าคุณชายหลินเป็นดั่งมังกรที่บินอยู่บนฟ้าสูงแต่ข้าก็ยังเพ้อฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่อีก...แต่ตอนนี้ ได้ตื่นจากฝันแล้วก็ดีเหมือนกัน”
ระหว่างที่พูดอยู่ดวงเนตรทั้งสองข้างของนางก็ยังคงหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่ดีทำเอาผู้พบเห็นต้องรู้สึกปวดใจเกินทน
“พี่สวี่...” จ้าวเหวินชางไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจแม่หญิงผู้เข้มแข็งคนนี้อย่างไรดี
“เหวินชาง...” จากการทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดในช่วงสองเดือนมานี้ทำให้สวี่เหยาและจ้าวเหวินชางนั้นสนิทกันดุจดั่งพี่น้องไปแล้ว
“เจ้าพอจะรู้วิธีที่ช่วยให้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วขึ้นบ้างสักนิดไหม?”
“เอ๋?” จ้าวเหวินชางอึ้งไปครู่หนึ่งไม่นานก็เข้าใจทันที “พี่สวี่ หรือว่าท่านจะ?”
สวี่เหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่นแววตาของนางดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งไม่ย่อท้อ “คุณชายหลินบอกว่า อีกไม่นานเขาจะไปจากแผ่นดินใหญ่นี้เลยไม่อยากทำให้ข้าเสียเวลา แต่ข้าจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าไม่ว่าเขาจะไปถึงสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าสวี่เหยา สามารถก้าวตามรอยเท้าของเขาไปได้ทุกที่!! ถึงแม้ว่ามันอาจจะห่างไกลมากจนมองเห็นแค่เงาหลังรางๆ ของเขาเท่านั้นแต่ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เขาหายไปจากชีวิตข้าทั้งอย่างนี้แน่!!!!”
พี่สวี่...
จ้าวเหวินชางที่ดูเอื่อยเฉื่อยมาตลอดเองก็ถูกความรู้สึกอันแรงกล้าของสวี่เหยากระตุ้นเข้าให้เจ้าอ้วนน้อยกัดฟันแน่นแล้วพูดขึ้นว่า
“วางใจเถอะพี่สวี่ พวกเรามีเงินมีเงินเสียอย่าง!! ข้าจะต้องช่วยให้พี่สวี่ตามรอยเท้าพี่หลินทันให้ได้!!!!”
สวี่เหยาไม่พูดอะไรอีก
แต่สามารถดูจากแววตาของนางได้ว่า...ชั่วชีวิตนี้ นางจะไม่มีวันหยุดก้าวตามรอยเท้าของหลินหยางเด็ดขาด
..................................
ขณะเดียวกันนั้นเอง
ณ มุมหนึ่งของคฤหาสน์เวิน
เวินชิงชิงกำลังระบายความหงุดหงิดของตัวเองใส่ดอกไม้ดอกเล็กๆ ดอกหนึ่งในสวนของตัวเอง
นางค่อยๆ เด็ดกลีบดอกไม้ออกทีละดอก ในปากก็บ่นพึมพำออกมาว่า “ไอ้บ้าหลินหยาง ไอ้โง่หลินหยาง กลับมาถึงก็เอาแต่คุยเรื่องงานกับคนพวกนั้นแค่เหลือบมามองข้าบ้างยังไม่มีเลย!!!!”
พอพูดประโยคนั้นเสร็จ อยู่ๆ นางก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขึ้นมาเอง “แต่ที่เขาสามารถกลับมาอย่างปลอดภัยได้ก็ถือว่าดีมากแล้วละ...”
แม่หนูน้อยผู้นี้พอยิ้มขึ้นมาที บนหน้าก็แสดงให้เห็นถึงความสุขและความโล่งอกที่กลั่นออกมาจากใจจริงถึงแม้ว่านางจะได้ฟังเรื่องราววีรกรรมปานวีรบุรุษของหลินหยางที่หออวิ๋นไล๋มาหลายสิบรอบแล้วก็ตามแต่มันก็ไม่ทำให้นางรู้สึกดีใจได้เท่ากับการได้เจอหลินหยางแบบตัวเป็นๆ ในวันนี้เลยสักนิด
นางมองดูดอกไม้ในมือที่ยังเหลือกลีบดอกไม้อยู่อีกนิดหน่อย นางจึงเริ่มระบายถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชายในดวงใจขึ้นอีกครั้ง
“เจ้านะเจ้า วันๆ ก็เอาแต่สร้างวีรกรรมทำตัวเป็นผู้กล้าอยู่ข้างนอกตลอดเวลาปล่อยให้คนอื่นที่รออยู่ในบ้านต้องมาคอยเป็นห่วง!! ถ้าวันไหนเจ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ...ถุยถุยถุย... ไม่หรอกไม่หรอก เทวดาจ๋า เมื่อกี้ชิงชิงแค่พูดเล่นๆ นะหลินหยางจะต้องปลอดภัยแน่ๆ แล้วก็อายุยืนยาวด้วย...”
การที่เวินชิงชิงพูดเองตอบเองคนเดียวอยู่นั้นเป็นผลจากความรู้สึกสับสนวุ่นวายที่ทั้งดีใจและน้อยใจในเวลาเดียวกันจนยากจะอธิบายได้ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กผู้หญิงทั่วไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นในสายตาของหลินหยางทั้งสิ้นแต่มันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับมีน้ำแร่อุ่นๆ มาชโลมหัวใจอันยุ่งเหยิงและตึงเครียดของหลินหยางให้คลายลง
แม่คนน่ารักเอ๊ย