ตัวของโอดินในตอนนี้ถึงกับเหงื่อตกทั่วทั้งร่าง
แม้แต่เส้นผมสีขาวทองที่ปลิวไสวท่ามกลางแรงลมก็ยังเปียกชื้นจากไอเย็นของเหงื่อที่ไหลรินตามไรผมและแผ่นหลัง
ไม่เคยพบเจอกับผู้ใดมาก่อนในชีวิตที่สามารถทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างของพลังและระดับชั้นได้ชัดเจนถึงเพียงนี้มาก่อนเลยซักครั้ง
มันเหมือนกับว่าเขา ชายผู้ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าขุนเขาขนาดมหึมาที่สูงเสียดฟ้า เกินกว่าขอบเขตของสติปัญญาจะมองเห็นยอด
ไม่ว่าจะพยายามแหงนหน้าขึ้นมองสักกี่ครั้ง ไม่ว่าจะยื่นมือพยายามปืนป่ายไปสู่จุดสูงสุดเพียงใด ทุกสิ่งล้วนไร้ประโยชน์
ทั้งความทะนง ความกล้าหาญ หรือแม้แต่ความหวังภายในใจล้วนสั่นคลอนลงอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่ถึงกระนั้น ต่อให้จะต้องคุกเข่าลงต่อหน้ารัศมีแห่งพลังที่สูงส่ง และความจริงจะบีบบังคับให้เขายอมจำนน แต่จิติญญาของโอดินก็ยังคงมิอาจถูกทำลายลงได้
ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้น สายตาสีเงินที่สั่นไหวกลับมาส่องประกายอีกครั้งอย่างเงียบงัน พร้อมกับเอ่ยเสียงที่แตกพร่าและสั่นเครือ
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ถามกับพวกมันแล้ว.. จุดประสงค์ละ.. จุดประสงค์ที่พวกเ้าต้องลงมือด้วยตนเองกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อ่อนแอที่ไม่มีทางเทียบเท่าเผ่าพันธุ์ของพวกเ้าด้วยซ้ำ.. มันทำไมและเพราะอะไร?”
เฟิงซิ่วยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าราวกับผู้พิพากษาที่สูงส่ง เส้นผมสีดำของเขาปลิวเบาๆอย่างสงบ พลางก้มลงมองโอดินด้วยสายตาเรียบเฉย และเขาก็ตอบกลับมาโดยไม่ปฏิเสธหรือหลบเลี่ยงคำถามเลยซักนิด
“ทั้งหมด.. เป็เพราะคำพยากรณ์ คำพยากรณ์ที่แม่นยำของพวกเรา เผ่าพันธุ์เทพอสูร!”
“เ้าคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าในบรรดาเผ่าพันธุ์เทพอสูรนั้น พวกเรามีสายเืแตกแขนงออกไปนับไม่ถ้วน.. เผ่าพันธุ์ที่เชี่ยวชาญด้านเวทย์ เผ่าพันธุ์ที่ควบคุมสสาร และเผ่าพันธุ์ที่ิญญา แต่มีอยู่เผ่าพันธุ์หนึ่งในเครือข่ายสายเืของเราที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในเื่คำทำนาย”
“คำพยากรณ์ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับดวงดารา พวกเขาคือเผ่าพันธุ์เทพอสูรจันทรา!”
“และด้วยคำพยากรณ์แห่งจันทรา พวกเราถึงขั้นต้องสละชีพเทพอสูรแห่งจันทรานับร้อยตน เพื่ออนุมานและคำนวณถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันห่างไกล.. และบทสรุปของมันก็คือเผ่าพันธุ์มนุษย์จะเป็อันตรายต่อดินแดนทรินิตี้เซเว่น!”
“ไม่ใช่แค่อันตรายต่อเผ่าพันธุ์เทพอสูร แต่เป็อันตรายต่ออำนาจเื้ัที่ลี้ลับและไม่มีใครควบคุมได้!”
แววตาของเฟิงซิ่ววูบไหววาบหนึ่ง เหมือนกำลังเอ่ยถึงสิ่งที่เขาเองก็ยังไม่กล้าััด้วยตน
และเขาจึงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมขึ้นอีกเล็กน้อย
“ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงจำเป็ต้องลงมือกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่ให้เหลือกระทั่งครึ่งมนุษย์!”
“กวาดล้างให้หมดสิ้น เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์ของเ้ากลายเป็กุญแจที่เปิดสู่จุดจบของพวกเราทุกเผ่าพันธุ์”
“และตอนนี้ในบรรดามนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็ครึ่งเผ่าพันธุ์ หรืุ์โดยสมบูรณ์.. มันก็เหลือเพียงแค่เ้าแล้วละนะ โอดิน!”
“อยากจะสั่งเสียอะไรไหม ฮาฟเอลฟ์ผู้มีพร์แห่งยุค?”
เมื่อคำพูดเ่าั้หลุดออกมา โอดินที่กำลังกดเข่ากับห้วงอากาศก็พลันส่งเสียงหัวเราะออกมาในทันที หัวเราะที่ดังก้องกังวานท่ามกลางแรงกดดันที่ยังไม่สิ้นสุด หัวเราะอย่างเย้ยหยันและไม่สะทกสะท้าน สีหน้าและท่าทางของเขาแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่ไม่เกรงกลัว
ขณะที่สายตาเปล่งประกายด้วยความกล้าแกร่งและศักดิ์ศรีที่ไม่เคยสั่นคลอน
“สรุปว่าพวกเ้ากลัว.. กลัวในศักยภาพของเผ่าพันธุ์มนุษย์สินะ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า มันก็ไม่แปลกหรอก! เพราะมนุษย์เป็เพียงเผ่าพันธุ์เดียวในทรินิตี้เซเว่นที่มีศักยภาพของเผ่าพันธุ์นับหมื่นอยู่ในตัว!”
“ข้าเองที่เป็เพียงครึ่งมนุษย์ครึ่งเอลฟ์.. ยังมีพลังอำนาจเช่นนี้.. ข้าพลังของอาณาจักรต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์ มีศักยภาพระดับเทพเ้า ข้าคือผู้ถือครองพลังของัเซียนมรกต มันจะไม่แปลกเลยที่พวกเ้าจะหวาดกลัว.. เพราะพวกเ้ามีเหตุผลที่จะต้องกลัว!”
ใบหน้าของเขาเงยขึ้น สายตาจ้องตรงเข้าไปในดวงตาสีแดงฉานของเฟิงซิ่วโดยไม่หลบเลี่ยง
“แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์! เผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยที่สุดแต่สามารถปีนขึ้นไปจนเหนือกว่าเทพอสูร เผ่าพันธุ์ที่ไม่มีเขี้ยวเล็บแต่สามารถสร้างสิ่งที่ตัดฟ้าฉีกดิน เผ่าพันธุ์ที่แม้จะมีชีวิตสั้นแต่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งในห้วงเวลาที่จำกัด”
“ถึงข้าจะเกลียดพวกมันมากเพียงใด ถึงข้าจะเคยคิดสาปแช่งสายเืมนุษย์ในกายของตน”
“แต่ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสายเืมนุษย์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวข้าครึ่งหนึ่งนี่แหละ.. ที่เป็ต้นกำเนิดของพลังอันยิ่งใหญ่ที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้”
“เพราะมัน เพราะความเป็มนุษย์นี่แหละที่ทำให้ข้ายังยืนหยัดอยู่เช่นนี้ยังไงละ!”
คำพูดนั้นดังสะท้อนราวกับประกาศิตแห่งสายเืที่กู่ก้องในประวัติศาสตร์ แรงสั่นะเืจากจิติญญาของโอดินแผ่พุ่งออกมาจากร่างอย่างมหาศาล ทุกคนััได้ถึงพลังของบางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตัวของสิ่งมีชีวิตใดๆ