เมื่อคุณชายหลิวและบ่าวเดินออกไปแล้วเทียนคงก็เดินเข้ามาแทนที่ แล้วนำชิ้นส่วนอสูรบางส่วนที่เขามีออกมาให้ร้านประเมินเพื่อที่จะขายเทียนคงตระเวนทำแบบนี้มาแทบจะทุกร้านในเมืองเพฌฆาตอสูร เพื่อกระจายความเสี่ยงของจุดเด่นเพราะหากเขานำชิ้นส่วนอสูรทั้งหมดที่มี มาขายให้ร้านค้าเพียงร้านเดียวจะต้องเป็นเรื่องใหญ่โตแน่ๆ
และเถ้าแก่ร้านนี้ก็แสดงอาการแบบเดียวกันกับที่เถ้าแก่ร้านก่อนหน้าที่เทียนคงนำชิ้นส่วนอสูรออกมาให้พวกเขาดูพวกเขาต่างแสดงอาการประหลาดใจ ปนความสนใจ เพราะชิ้นส่วนอสูรต่าง ๆที่เทียนคงนำออกมานั้นความสมบูรณ์ของมันนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ จุดเสียหายที่เกิดจากการล่านั้นแทบไม่มีให้เห็นเลย
แถมระดับของชิ้นส่วนอสูรที่เห็นนี้ก็เป็นของระดับ4(เชี่ยวชาญ) ทั้งหมดเสียด้วย แม้จะไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะจัดการสัตว์อสูรระดับนี้แต่การจัดการมันโดยไม่ทำให้ร่างของมันไม่ได้รับความเสียหายนั้น ยากกว่ามากและน้อยคนนัก ที่จะทำได้แบบนี้
“คุณชายของพวกนี้ ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นคนล่ามาเอง หรือว่าเป็นสังกัดที่ท่านอยู่เป็นคนล่ามาหรือเพราะถ้าหากว่าเป็นของที่ได้มาจากสังกัดและท่านต้องการขายของพวกนี้ ข้ายินดีที่จะทำสัญญาซื้อขายรายปี ท่านเห็นว่าอย่างไร”เถ้าแก่พอพิจารณาชิ้นส่วนอสูรที่เทียนคงนำออกมาวางอย่างละเอียดแล้วก็ตัดสินใจที่จะทำการใหญ่ทันที
ของพวกนี้แม้จะมีอยู่มากมายแต่คุณภาพของชิ้นส่วนเหล่านี้ สูงกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่มากโข หากสามารถผูกการค้ากับคนที่ล่าสัตว์อสูรได้ก่อนร้านอื่นๆ ย่อมสามารถทำกำไรได้อย่างมากมายในอนาคต
เทียนคงได้ยินเถ้าแก่คนนี้พูดสิ่งที่เขาต้องการตลอดการขายของเหล่านี้ก็เลิกคิ้วแล้วมองเถ้าแก่อย่างละเอียดสองสายตาระหว่างเทียนคงกับเถ้าแก่กำลังมองลึกเข้าไปข้างในอย่างจริงจังเพื่อประเมินความคิดข้างในของฝ่ายตรงข้าม
“ข้าเป็นเพียงนักรบเล็กๆของสังกัดหนึ่ง ได้รับหน้าที่มาขายชิ้นส่วนพวกนี้ คงไม่อาจตอบคำถามของเถ้าแก่ได้ ไว้ข้าจะแจ้งให้ต้นสังกัดทราบนะ”เทียนคงแม้จะสนใจเถ้าแก่คนนี้ ที่เป็นคนเดียวที่ถามเขาเรื่องการทำการค้า แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นคนรู้จักของตระกูลเกาซึ่งกำลังเป็นศัตรูของตระกูลหลิว เขาจึงขอดูท่าทีต่อไปก่อนสักระยะ ก่อนจะตัดสินใจ
“แน่นอนข้าต้องรบกวนท่านด้วย ... ส่วนของพวกนี้ ข้าจะรับไว้ทั้งหมด ท่านเสนอราคามาได้เลย”เถ้าแก่เองก็ไม่แสดงอาการรีบร้อน
“หมดนี้เป็นราคาเหมา 3 ล้านถ้วน ท่านว่าอย่างไร”
“ออกจะแพงไปเสียหน่อยแต่ก็ได้ .... นี่ 3 ล้าน โปรดตรวจสอบด้วย”
ทั้งเทียนคงและเถ้าแก่ใช้เวลาไม่นานในการแลกเปลี่ยน และต่างฝ่ายต่างพิจารณาท่าทีของฝ่ายตรงข้ามทุกกิริยาว่าจะมีอะไรผิดปกติไหม ทางด้านเทียนคง เขาสนใจเถ้าแก่คนนี้จริง ๆเพราะลักษณะท่าทางนั้น แตกต่างจากเถ้าแก่คนอื่น ๆที่ผ่านมา ที่คิดแต่จะทำกำไรเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหรือก็คือ มองการณ์ไม่ไกล และความโลภนั้นสูงกันจนเกินไป แต่เถ้าแก่คนนี้ดูสุขุมและเยือกเย็น
ส่วนเถ้าแก่ที่มองเทียนคงไม่วางตาเช่นกัน ก็คิดชื่นชมเทียนคงในใจ เพราะเขาดูออกว่า เทียนคงต้องไม่ใช่คนธรรมดาหรือเป็นเพียงเบี้ยล่าง แต่จะต้องเป็นคนที่ล่าอสูรเองแล้วนำชิ้นส่วนพวกนี้มาขายด้วยตัวเองแน่ๆ สิ่งที่เถ้าแก่คาดเดา ก็คือ เทียนคงอาจเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่บางตระกูล ที่จำเป็นต้องใช้เงินแต่ไม่อาจขอจากตระกูลได้
จึงต้องลงมือออกล่าสังหารอสูรเองเพื่อนำชิ้นส่วนพวกนี้มาขาย เพราะอย่างที่กล่าวไว้ การจะล่าสัตว์อสูรให้ได้ชิ้นส่วนที่สมบูรณ์แบบนี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ขนาดนักล่าอสูรระดับ 4 หรือ 5 ยังทำแบบนี้ไม่ได้ง่าย ๆ ดังนั้นแล้วคุณชายท่านนี้จะต้องเป็นคนที่พลังฝีมือไม่ธรรมดา และการจะเป็นแบบนั้นได้ มีอยู่ทางเดียวคือการเป็นคนของตระกูลใหญ่เท่านั้น
เมื่อเสร็จธุระจากร้านค้าแล้วเทียนคงก็ออกไปด้านนอก ก็เห็นคุณชายตระกูลหลิวยืนรออยู่ที่มุมหนึ่งด้านนอกร้าน
“สวัสดีคุณชายหลิว ข้าคงไม่ทำให้ท่านรอนานไปใช่หรือไม่” เมื่อออกมาเจอกันอย่างแรกที่เทียนคงทำก็คือการทักทายแล้วกล่าวขออภัย
“เอ่ออ้ออ สวัสดีคุณชายเช่นกัน ข้าชื่อหลิวซี ... ซึ่งคุณชายคือ ....”
“ข้าชื่อเทียนคงท่านคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงเข้ามาพูดคุยกับท่าน เอาอย่างนี้ พอดีข้ามีสหายอยู่คนหนึ่งนางเป็นคนของตระกูลหลิว ชื่อว่า เย่อิ๋ง และเมื่อครู่ข้าเห็นท่านกำลังลำบาก และอยากจะช่วยเหลือแต่ไม่อยากออกตัวมากนัก จึงได้เสียมารยาทไปเช่นนั้น ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“มิกล้าๆ ว่าแต่ท่านรู้จักท่านพี่ข้าด้วยเหรอ ไม่ยักจะเชื่อว่าพี่ข้าจะมีสหายที่เป็นบุรุษด้วย.... แถมยังหล่ออีกต่างหาก .. เอ่อ ว่าแต่ว่าเถอะ ที่ท่านบอกข้าในร้านค้าเป็นความจริงหรือ” คุณชายหลิวเลิกคิ้วตาโต ด้วยความสนใจ แม้เขาจะไม่ได้สนิทกับพี่สาวมากนักแต่ก็พอรู้ว่าเย่อิ๋งนั้นเป็นพวกเกลียดบุรุษเพศ ดังนั้นแล้วสหายส่วนใหญ่จึงมีแต่สตรีแต่ก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะสิ่งที่เขาสนใจคือหางดาบนั่นต่างหาก
“แน่นอนแต่ว่าตรงนี้คงไม่เหมาะ” เทียนคงตอบอย่างมั่นใจ แล้วมองไปรอบด้านเพื่อส่งสัญญานบางอย่างให้
คุณชายหลิวคนนี้ดูเหมือนจะคิดไม่ทันจึงได้แต่ทำหน้างงงวยจนบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังถอนหายใจ แล้วเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของคุณชายหลิว
“อ้ออ เอ่อเช่นนั้นข้าขอเชิญท่านไปที่ตระกูล จะได้พูดคุยกันต่อได้สะดวก ท่านว่าอย่างไร”
“ด้วยความยินดี”
ว่าแล้วคุณชายหลิวก็เดินนำหน้าไปที่ตระกูลหลิวโดยมีเทียนคงเดินประกบข้างอย่างสง่าผ่าเผย ทำเอาบ่าวที่เดินตามหลังถอนหายใจอีกครั้งแล้วคิดในใจว่า“เมื่อไหรคุณชายของข้าจะเป็นได้อย่างคุณชายท่านนี้หน่อ ...”
ณ ตระกูลหลิว
ตระกูลหลิวเป็นตระกูลระดับกลางของเมืองเพฌฆาตอสูร มีสมาชิกอยู่ราว 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยกันทำการค้าของตระกูลและบางส่วนออกไปรับราชการ ทั้งในภูมิภาคตัวเองและต่างที่ การค้าที่ตระกูลหลิวทำ คือการตีอาวุธจากชิ้นส่วนอสูรซึ่งการค้านี้มีคู่แข่งอยู่หนึ่งตระกูล ซึ่งก็คือตระกูลเกานั่นเอง ดังนั้นแล้วสองตระกูลนี้จะไม่ถูกกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
“คุณชายในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที นายท่านโกรธมากเลยที่ท่านแอบไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีกแล้ว” นางรับใช้นางหนึ่งเมื่อเห็นคุณชายตัวเองก็รีบเข้ามารับด้วยความกังวล
“ข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย... อ้อ แล้วก็ไปบอกพี่เย่อิ๋งที ว่ามีสหายของนางมาเยี่ยมเยือน รบกวนนางมาหาเขาที่เรือนข้าหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อนางรับใช้รายงานเรื่องสหายของนางที่มาพร้อมกับคุณชายหลิว ให้เย่อิ๋งที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ที่ลานกลางเรือนนางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แม้นางรับใช้จะบอกว่าเป็นหนุ่มรูปงาม หน้าตาหล่อเหลาและดูจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ นางก็ไม่สนใจเลย แต่พอนางได้ยินว่าคนที่มานั้นเห็นว่าชื่อเทียนคง อะไรสักอย่าง นางก็หยุดมือทันทีแล้วรีบวิ่งไปที่เรือนของคุณชายหลิวทันที โดยลืมไปเลยว่าตัวเองนั้นเหงื่อชะโลมกายขนาดไหนนางรับใช้คิดจะยั้งเตือนก็ไม่ทันเสียแล้ว
พอมาถึงที่หน้าเรือนเย่อิ๋งก็ไม่ได้เข้าไปในทันที เพราะตอนนี้นางนั้นตื่นเต้นและใจเต้นโครมครามจนไม่กล้าที่จะเปิดประตูเข้าไป ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ เกือบสองเดือนแล้วภาพของเทียนคงไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลย แต่นางก็ไม่รู้จะติดต่อเทียนคงได้อย่างไรเพราะนางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทียนคงเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างตอนนั้นเทียนคงอยู่กับซินเหยียนด้วยนางจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับเทียนคงเลย
ซึ่งเย่อิ๋งก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอเทียนคงอีกแล้วแม้ว่าเทียนคงจะเป็นนักรบในสังกัดตระกูลหลิวของนาง เพราะดูแล้วเทียนคงมาเพียงเพื่อทำอะไรบางอย่างและมันก็ดูจะสำเร็จ และได้จากไปแล้ว และคงไม่กลับมาอีก แต่วันนี้ ตอนนี้ ตรงข้างหน้านี้เทียนคงกำลังนั่งอยู่ในเรือนของน้องชายนาง เป็นใคร ๆก็รู้สึกประหม่า
“คุณหนูทำไมยังไม่เข้าไปล่ะเจ้าคะ .... มาค่ะ ทางนี้ คุณชายเทียนคงน่าจะอยู่ที่เรือนกลางเจ้าค่ะ” นางรับใช้ที่เพิ่งวิ่งตามมาทัน เห็นเย่อิ๋งยืนบิดตัวไปมาอยู่หน้าเรือนก็พอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเดินไปเปิดประตู จากนั้นก็ลากเย่อิ๋งเข้าไป
“ว้าวววววสะ สุดยอดไปเลย พี่ชาย นี่ท่านไปเอาเจ้านี่มาจากไหนกันน่ะ ละ แล้วจะให้ข้าฟรีๆเลยงั้นหรือ ... ทะ ท่านพูดจริงนะ” หลิวซีเห็นหางดาบของพยัคฆ์เพลิงที่ยาวกว่า 2เมตร ตรงหน้าก็แทบจะตาถลน ซึ่งบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเช่นกันก่อนจะมองเทียนคงสลับกับหางดาบตรงหน้าแล้วรีบยื่นหน้าเข้าไปกระซิบหลิวซีว่า
“นี่มันหางดาบของพยัคฆ์เพลิงระดับ 5 !! คุณชาย .. นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆแล้วนะขอรับคุณชายท่านนี้ไม่ธรรมดา รีบแจ้งเรื่องนี้ให้นายท่านทราบเถอะขอรับ”
หลิวซีพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันไปกระซิบตอบว่า “ข้ารู้ ก็ขนาดส่งกระแสจิตได้ จะธรรมดาได้อย่างไรพี่สาวข้านี่มองคนเก่งจริง ๆ ถึงได้ไปรู้จักกับพี่ชายท่านนี้ได้”
“ขะเขาใช้กระแสจิตหรือขอรับ เมื่อไหร่กัน ร้านค้า ???” บ่าวรับใช้เห็นแบบนี้ เขามีพลังถึงระดับเชี่ยวชาญขั้น2 ซึ่งเขาเองก็เห็นระดับของเทียนคงแล้ว ตั้งแต่เห็นที่ร้านค้าตอนนั้นก็นึกชื่นชมในใจอยู่แล้ว เพราะระดับพลังที่เทียนคงแสดงให้เห็นคือระดับเชี่ยวชาญขั้น 1 การที่คนอายุเท่านี้มีพลังระดับนี้ ก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้วล่ะ
แต่ถ้าหากเขาใช้กระแสจิตได้ก็หมายความว่าจริง ๆแล้วเขามีพลังระดับปรมาจารย์น่ะสิ และในดาววิหคครามนี้คนที่อายุเท่านี้แล้วมีพลังระดับปรมาจารย์นั้นนับคนได้แต่ไม่เห็นจะเคยได้ยินคนที่ชื่อเทียนคงดังนั้นแล้วการที่มีคนระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นมา ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ ๆและตอนนี้เหงื่อก็เริ่มไหล่เป็นทางที่ข้างแก้มของบ่าวผู้นี้แล้ว
แต่ดูเหมือนคุณชายหลิวของเขาจะได้ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยเอาแต่เดินวนรอบหางดาบนี้อย่างชื่นชมอยู่ไม่วางตา แล้วพูดกับบ่าวรับใช้ว่า “ท่านกังวลอะไรนักหากพี่ชายท่านนี้ต้องการทำร้ายพวกเราจริง พวกเราจะยังยืนได้อยู่แบบนี้หรือ”แม้คุณชายหลิว จะมีนิสัยรักสนุก และไม่ค่อยชอบฝึกยุทธ์แถมยังชอบแสดงความเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคนไม่มีหัวคิด จึงกล่าวออกมาเช่นนั้น
“ใช่แล้วหากเขาต้องการ ข้าเองก็คงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้วด้วยเช่นกัน ...ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง คุณชายเทียนคง ...”