ตอนพิเศษโม่เจี้ยน
#ก่อนจะเจอดราม่า เรามาชุ่มชื่นหัวใจกันก่อนดีกว่า.. มีประมาณสี่ตอนนะคะ
หลังพบเหตุการณ์เกือบตาย ลำคอที่เมื่อครู่ถูกมือของเยว่เทียนหงบีบไว้ยังคงปวดร้าวแม้ยามหายใจเข้าออก ทว่าโม่เจี้ยนกลับไม่ใส่ใจ ร่างสูงก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทาง ใบหน้าหล่อเหลาแหงนเงยมองฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ย่างก้าวของชายหนุ่มวกวนไปมา ทว่าสุดท้ายเขาก็สามารถกลับมาถึงเรือนพักของตนเองได้ในที่สุด ร่างสูงก้าวเข้าเรือนไป ก่อนจะชะงักเมื่อรับรู้ได้ถึงอีกคนที่ก้าวตามเขาเข้ามาด้วย
“ยังจะตามข้ามาอีกหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยกับร่างระหงด้านหลังโดยไม่หันกลับไปมอง ฟู่เจี่ยอีถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะตอบคำถามของเขาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ข้ารับคำสั่งนายหญิงดูแลเจ้า ไม่อาจปล่อยเจ้าคลาดสายตาได้” เมื่อครู่องค์ราชาทรงพิโรธอย่างมาก ที่โม่เจี้ยนบังอาจแตะต้องนายหญิง … หากนางพลาดปล่อยให้เขากลับไปอีก เจ้าหมอนี่คงถูกฝ่าบาทฆ่าตายแน่
หลายเดือนมานี้นอกจากคอยกันท่าเขาจากนายหญิงแล้ว ระหว่างพวกเขาก็มีเพียงการถกเถียงและต่อสู้กันเท่านั้น ทว่ามิตรภาพระหว่างกันกลับค่อยเบ่งบานขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้วิธีการทำความสนิทสนมจะแตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้างทว่ากลับทำให้พวกเขากลายเป็นเพื่อนกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาจเพราะยามอยู่ต่อหน้ากันพวกเขาไม่จำเป็นต้องวางท่าทางสุภาพอันใด สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่
ครึ่งอสูรนั้นภายในก็ยังมีความเป็นสัตว์ร้ายอยู่บ้าง มีทั้งความป่าเถื่อน และความขี้เล่น ส่วนความสุภาพหรือมารยาทอะไรนั่นไม่ใช่ธรรมชาติของพวกเขาเลยสักนิด
เมื่อเห็นคู่ปรับคนสนิทมีท่าทางเซื่องซึมเช่นนี้ วิฬารสาวก็รู้สึกทั้งหมั่นไส้และเป็นห่วง “เฮ้อ.. ท่าทางราวกับหมาถูกเจ้าของทิ้งนี่ไม่เหมาะกับฉายา ‘แม่ทัพสุนัข’ ของเจ้าเลยสักนิด” ฟู่เจี่ยอีกล่าว มือเรียวตบกลางหลังบุรุษตรงหน้าดังปึ้ก จนร่างหนาที่ไม่ทันระวังถึงกับเซไปครึ่งก้าว
“บางครั้งข้าก็สงสัยว่ามารดาที่ให้กำเนิดเจ้า เป็นแมวหรือว่าช้างกันแน่…” เสียงทุ้มเอ่ย คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นเล็กน้อย กับเรี่ยวแรงของนาง “อีกอย่าง..ที่เอ่ยว่า ‘ฉายา’ แท้จริงแล้วก็มีแค่เจ้าที่กล้าเรียกข้าเช่นนี้ ”
“ฮ่าฮ่า .. ระหว่างเพื่อนฝูง คิดมากไปไยกัน” ฝ่ามือแมวมหากาฬยังคงตบลงมาอีกหลายครั้ง ระหว่างที่นางหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนาน โม่เจี้ยนเห็นใบหน้างามคลี่ยิ้มร่าเริงผิดปกติ ก็หัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง… เขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วการกระทำของนางหมายให้เขาคลายเศร้า..
“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้โง่เพียงนั้น” เมื่อผ่านการครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว..โม่เจี้ยนก็รู้สึกมั่นใจเช่นกันว่าคนผู้นั้นจะไม่ทำร้ายนาง ส่วนมู่เชียนเองก็ห่วงใยบุรุษผู้นั้นมาก หากเขาเข้าไปขวางมีแต่จะทำให้เรื่องราววุ่นวายมากขึ้น
“โอ้.. ท่านมาแล้วหรือขอรับ” น้ำเสียงแหบแห้งแฝงความยินดีดังขึ้น .. ภายในเรือนของเขาปรากฏร่างจิ้งจอกสามหางตนหนึ่ง ระดับไม่สูงนัก ดูแล้วคงกลายร่างมาจากระดับปราชญ์อสูรเท่านั้น เส้นผมของเขาดูหยาบกระด้างฟูฟ่องคล้ายขนสัตว์ แม้กระทั่งจมูกยังยื่นออกมาเล็กน้อย
เขาคือสัตว์อสูรในพันธะสัญญาที่โม่เจี้ยนซื้อหามาจากลานประมูลสัตว์อสูรในกาลก่อน … โม่เจี้ยนเรียกเขาง่ายๆว่า ‘เสี่ยวชุย’
ทันทีที่โม่เจี้ยนก้าวเข้าเรือนมา จิ้งจอกหนุ่มก็มีท่าทียินดีอย่างมาก หางทั้งสามกระดิกไปมา กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหาเขาอย่างรวดเร็ว ท่าทางดีใจอย่างออกนอกหน้านั้น ทำให้โม่เจี้ยนรู้สึกอบอุ่นใจ มุมปากปรากฏรอยยิ้ม มือแกร่งยื่นออกไป คิดจะลูบศีรษะบริวารด้วยความเมตตา ทว่าร่างสีน้ำตาลนั้นกลับพุ่งเลยเขาไปอย่างรวดเร็ว
“แม่นางฟู่… แฮ่กๆ ท่านสบายดีหรือไม่ ?”
“……….” ผู้เป็นนายนิ่งชะงัก ดวงตาสีฟ้าซีดมองสัตว์อสูรของตนที่กำลังพัวพันประจบหญิงสาวด้านหลังของตนอย่างหน้าชื่นตาบาน
เขารู้ดีว่าเผ่าวิฬารทมิฬ คือเผ่าที่แข็งแกร่งทั้งยังโดดเด่นในเรื่องของการดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างมาก เป็นคู่แข่งโดยธรรมชาติของเผ่าจิ้งจอก ธรรมชาติของเขาสามารถดึงดูดอสูรเพศเมียได้เท่าไหร่ นางก็สามารถดึงดูดเพศผู้ได้มากมายเท่านั้น ยังดีที่ฐานะของจิ้งจอกเจ็ดหางเช่นเขาถือว่าสูงกว่านาง จึงไม่ถูกนางล่อลวงไปด้วย…
แม้จะเข้าใจในเหตุผลทว่าการที่ถูกสัตว์อสูรในพันธะของตนมองข้ามก็ยังทำให้เขาเสียหน้าอย่างมากอยู่ดี
โม่เจี้ยนเม้มปากอย่างอดกลั้น มือที่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศกำกันแน่นจนเกิดเสียง ร่างสูงหันมาหาสัตว์อสูรของตนเองด้วยสีหน้ามืดครึ้ม.. ทว่าเจ้าจิ้งจอกที่ยืนหันหลังอยู่ยังคงไม่รู้ตัว
“แม่นางฟู่… วันก่อนข้าได้บรรลุปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง ท่านดูสิ จมูกข้าหดลงไปตั้งนิ้วหนึ่งแล้วนะ” กล่าวพลางก็ยื่นจมูกร่อนไปมาในอากาศให้หญิงสาวได้ชมดูอย่างชัดเจน “อีกไม่นานข้าจะเป็นจิ้งจอกที่หล่อเหลาที่สุดแน่นอน”
ฟู่เจี่ยอีหลุดหัวเราะออกมา กับกิริยาของนายและบ่าวคู่นี้ และท่าทางขบขันของคู่ปรับก็ทำให้ความอดทนของเขาหมดลง
“เจ้าคิดจะทักทายนายเช่นข้าสักหน่อยหรือไม่ !” ผู้เป็นนายเอ่ยเสียงเข้ม.. เมื่อใส่ความดุดันลงไปในน้ำเสียงอย่างเต็มที่ ด้วยพันธะที่มีต่อกัน ก็ทำให้จิ้งจอกสามหางสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจ เสี่ยวชุยหันกลับมายิ้มแหยให้ผู้เป็นนายอย่างประจบเอาใจ
“นายท่าน เอ่อ.. วันนี้ท่านดูหล่อเหลากว่าทุกวันนะขอรับ”
“งั้นหรือ…” ผู้เป็นนายคลี่ยิ้มกว้าง ทั้งที่ดวงตาเหี้ยมเกรียม
“เช่นนั้น.. ก่อนที่ฝ่าเท้าอันหล่อเหลาของข้า จะไปทักทายใบหน้าของเจ้า ก็จงรีบไปเตรียมสุรามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ !”
รังสีอำมหิตจากร่างครึ่งอสูรหนุ่มแผ่ออกมา ทำให้เสี่ยวชุยรู้แล้วว่าเจ้านายไม่ได้รู้สึกดีกับคำสอพลอของเขาอีกแล้ว จิ้งจอกสามหางไม่กล้ามองฟู่เจี่ยอีอีก รีบวิ่งหางลู่ออกไปปฏิบัติตามคำสั่งผู้เป็นนายทันที
โม่เจี้ยนนั่งลงบนโต๊ะกลางห้องพร้อมกับพ่นลมหายแรงออกมาด้วยความหงุดหงิด ฟู่เจี่ยอีเดินตามมานั่งลงข้างเขาด้วยเช่นกัน ต่างเพียงแค่สีหน้าของนางดูอารมณ์ดีอย่างมาก
“คนต้าเยว่อย่างพวกเจ้า ใจคอจะแย่งคนข้างกายข้าไปจนหมดเลยใช่หรือไม่ …”
“หืมม… เอาที่ไหนมาพูด นายหญิงเป็นศิษย์น้องของเจ้า ไม่อาจนับเป็นคนข้างกาย ส่วนเสี่ยวชุย เห็นแก่มิตรภาพของเรา ข้าจะปล่อยเขาไว้ให้เจ้า…”เห็นหญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเป็นต่อ โม่เจี้ยนยิ่งนึกหมั่นไส้ ขณะคิดจะเอ่ยปากยกจิ้งจอกของตนให้ เสี่ยวชุยก็กลับมาแล้ว
ในมือของจิ้งจอกอสูรมีถาดทั้งชุดจอกและสุรา นอกจากนั้นยังนำน้ำชามาด้วยอีกกาหนึ่ง
“ข้ารู้มาว่าแม่นางฟู่ไม่ดื่มสุรา” เสี่ยวชุยเอ่ยอย่างรู้ใจ ก่อนหน้านี้นางเคยมาดื่มชากับนายของเขาที่เรือนนี้ครั้งหนึ่ง
“ไม่เลวนี่..” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยชมก่อนจะยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ เจ้าจิ้งจอกน้อยเห็นรอยยิ้มงดงามของนางก็ตกอยู่ในบ่วงเสน่ห์ ชั่วขณะไม่อาจละสายตาไปที่ใด ได้แต่เผยรอยยิ้มโง่งมออกมา
“เฮอะ…ไม่เคยเห็นจดจำเรื่องอื่นได้ดีเช่นนี้ !” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่พอใจ ยิ่งเมื่อเห็นท่าทางทึ่มทื่อของสัตว์อสูรของตน โม่เจี้ยนก็ยิ่งรู้สึกอับอายแทน
“ออกไปได้แล้ว !” ผู้เป็นนายเอ่ยเสียงดุ เสี่ยวชุยจึงเดินออกไป ระหว่างนั้นก็ยังคงส่งสายตาอาลัยอาวรณ์มาที่ฟู่เจี่ยอีเป็นระยะ จนโม่เจี้ยนต้องสะบัดมือไปปิดประตูเรือนเพื่อบดบังสายตาน่ารำคาญคู่นั้น
“ให้ตายสิ .. เหตุใดข้าต้องมีสัตว์อสูรในพันธะเช่นนี้ด้วย !”
“อารมณ์เสียทำไมเล่า.. เขาก็เชื่อฟังเจ้าดีมิใช่หรือ” ฟู่เจี่ยอีคว้าขวดสุรามารินให้เขาอย่างเอาใจ
“เฮอะ..เจ้าจิ้งจอกเจ้าชู้นี่ หากเจอศัตรูที่เป็นสาวสวย ไม่แน่ว่าอาจจะทรยศข้าก็เป็นได้”
“เขาแค่ยังมีความเป็นอสูรมากหน่อยเท่านั้น ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณ ไว้วันหน้าปราณแก่กล้าขึ้นก็จะควบคุมตนเองได้ดีขึ้นเอง”
โม่เจี้ยนยกจอกสุราที่ฟู่เจี่ยอีรินให้กรอกเข้าปากรวดเดียว เหตุผลนั่นเขาย่อมเข้าใจดี… เขาเพียงรู้สึกขายหน้านางก็เท่านั้น …
ฟู่เจี่ยอีกยิ้ม มือบางคิดจะรินสุราให้เขาอีกจอก สหายผู้นี้ของนางวันนี้พบเจอเรื่องสะเทือนใจมามาก นางอยากเอาใจเขาสักหน่อย ทว่าโม่เจี้ยนกลับยื้อขวดสุราไปถือไว้ เขารินสุราส่งให้นางจอกหนึ่ง ตนเองจอกหนึ่ง ขณะที่ฟู่เจี่ยอีงุนงงนั้น โม่เจี้ยนก็ยกจอกสุราในมือตนเองขึ้นคารวะนาง
“ข้าโม่เจี้ยนไม่ใช่ไม่รู้ดีชั่ว … ขอบคุณที่เมื่อครู่เจ้าช่วยชีวิตข้า”
ได้ยินชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณอย่างจริงจัง ฟู่เจี่ยอีก็คลี่ยิ้มจริงใจให้ “ไม่เป็นไร ข้ายินดีช่วยเจ้าอยู่แล้ว.. แต่ข้าขอใช้น้ำชาแทนดีกว่า” นับแต่ดื่มเหล้าเมามายเป็นครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน พี่ชายก็สั่งห้ามนางดื่มสุราอีกเด็ดขาด
มือเล็กเอื้อมไปคว้ากาน้ำชามาริน ทว่าโม่เจี้ยนกลับยุดมือของนางไว้ โวยวายออกมา
“ข้าไม่เคยคารวะสุราใครเลยนะ… เจ้าจะให้หน้าข้าสักครั้งไม่ได้หรือ ?!”
ฟู่เจี่ยอีชะงักนิ่ง เบื้องหลังน้ำเสียงหงุดหงิดนั้น นางสังเกตุเห็นดวงตาเศร้าสร้อยและไม่มั่นใจของเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเห็นใจ ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นใครก็ต้องหงุดหงิดอยู่แล้ว
‘ก็แค่สุราเท่านั้น อีกอย่างพี่ชายก็ไม่รู้เรื่องนี้เสียหน่อย’ หญิงสาวคิด มือบางยกสุราตรงหน้าขึ้นมาดื่ม ก่อนจะสำลักพรวดออกมาอย่างคาดไม่ถึง
“แหวะ… ไม่อร่อยสักนิด… เจ้าดื่มเข้าไปได้อย่างไร ?” นางเอ่ยพลางรินน้ำชาดื่มล้างปากยกใหญ่ “สุราบ้าอะไรทั้งขมทั้งร้อน เผ็ดฝาด บาดคอที่สุด !”
“สุราล้วนเป็นเช่นนี้.. ผู้ใดดื่มเอารสชาติกันเล่า” ชายหนุ่มเห็นนางดื่มสุราไม่ได้ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอให้นางดื่มอีก เพียงรินสุราให้ตนเอง ส่งเข้าปากด้วยท่าทางปกติที่สุด
ฟู่เจี่ยอีเห็นเขาดื่มสุราเช่นนั้นลงไป ก็ทำหน้าตาหวาดเสียว รสชาติเมื่อครู่นางคิดว่าชั่วชีวิตคงไม่อาจลืมได้.. สุดท้ายเมื่อเขารินสุราจอกที่สาม นางก็อดไม่ไหวยื่นมือออกไป ยึดจอกสุรานั้นไว้แล้วสาดทิ้งไปอีกทาง
“ทำอะไรน่ะ” โม่เจี้ยนถามอย่างงุนงง ก่อนจะเห็นฟู่เจี่ยอีดึงสุราไหหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า
“นี่เป็นสุราที่พี่ชายข้าหวงที่สุด ข้าแอบขโมยมาเก็บไว้ เพราะเขาทำให้ข้าไม่พอใจ.. สามปีก่อนข้าเคยดื่มครั้งหนึ่ง รสชาติดีมาก” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยพลาง รินสุราให้เขาอย่างระมัดระวัง
ท่าทางหญิงสาวที่ทั้งอยากโอ้อวด แต่กลับอดหวงของไม่ได้ ทำให้โม่เจี้ยนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมของสุราที่ลอยฟุ้งทั่วห้องนั้นก็ยิ่งทำให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น
“มา ดื่ม..” เห็นหญิงสาวคว้าจอกของตนชนกับเขาก่อนจะส่งเข้าปากแล้วหลับตาพริ้มอย่างพอใจ โม่เจี้ยนก็หัวเราะเสียงเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงดื่มบ้าง ‘สุราที่หญิงสาวพอใจคงไม่พ้นพวกสุราน้ำผลไม้’
ทว่าหลังจากได้รับรู้รสชาติแล้ว ร่างสูงก็ชะงักไป.. เขาดื่มสุรามามากย่อมรู้ดีว่าสุรานี้มิใช่ธรรมดา เมื่อเห็นท่าทางตื่นตะลึงของสหาย ฟู่เจี่ยอีจึงหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ
“เป็นอย่างไร ยอดเยี่ยมมากใช่หรือไม่ ?”