50 1-2
ตอนที่85 ภูมิใจในตัวท่าน (1)
ดังนั้นแล้วพอมาถึงเชิงเขาทุกคนจึงเริ่มออกวิ่งกันอย่างหนักหน่วงส่วนเซียถงมิได้วิ่งไล่ตามหลังฝูงชนเหล่านั้น นางกลับเลือกใช้เส้นทางที่คดเคี้ยวราวกับลำไส้แกะเพื่อวิ่งตามลำพังตลอดทางยาวทอดไปถึงบนหุบเขาเต็มไปด้วยวัชพืชและหลุมบ่อทำให้วิ่งยากกว่าเส้นทางหลักขึ้นภูเขา
อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าการฝึกฝน ยิ่งระดับความยากมากเท่าไหร่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น
เมื่อสับเท้าวิ่งออกไปตรงหน้าเซียถงลัดเลาะไปตามเส้นทางบนหุบเขาด้วยความเร็วคงที่ตามมาตรฐาน วิ่งขึ้นไปจนสุดทางทั้งลวดหนามและวัชพืชมากมายบาดเกี่ยวข้อเท้าและกางเกงของนางจนเป็นแผลบ้างถึงกับกรีดลึกเข้าผิวหนังบริเวณข้อเท้าเข้าไป ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเล็กน้อยแต่นี่กลับทำให้นางรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดดั่งได้หวนระลึกถึงครั้นที่ฝึกพิเศษในหน่วยลับ
ในช่วงห้าสิบรอบแรกของการวิ่งเซียถงคงรักษาความเร็วได้ไม่มีแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยใดๆ ออกมาแต่ผ่านไปห้าสิบรอบหลังจากนั้นนางก็เริ่มรู้สึกว่าคู่เท้าของตนเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆแผลพุพองที่ฝ่าเท้าถูกไถกับรองเท้าที่ขาดยุ่ย กระแสความแสบสันเริ่มลุกลามทุกย่างก้าวที่ฝ่าเท้าเหยียบลงเสมือนวิ่งบนลู่คมเข็มที่ทิ่มแทงแผลบริเวณข้อเท้าเองก็เริ่มปริฉีกกว้าง ธารเลือดสดรินไหลออกมา
แต่อาศัยเพียงความเจ็บปวดแค่นี้กลับไม่มีความหมายอันใดเลยสำหรับเซียถงนางปาดเหงื่อบนหน้าผากและมุ่งหน้าวิ่งต่อไป
ณ จุดสูงสุดบนยอดเขาป่าสนไป๋หลี่หานกำลังยืนนิ่งพร้อมสองมือไพล่หลัง ท่าทางสง่าผ่าเผยสายลมบนยอดเขาเฉกเช่นนี้ค่อนข้างเย็นและรุนแรงชักนำเสียงดังหวีดหวิวกระแสแล้วกระแสเล่าชุดคลุมสีดำงเรียบหรูโบกกระพือเสมือนราชันย์สายตาจับจ้องลงไปยังเส้นทางที่ทอดยาวนำมาสู่ยอดเขาระหว่างทางมีทั้งศิษย์สาวกที่แอบพักเหนื่อย บ้างก็ก้าวฉับว่องไวแต่หากสังเกตให้ดีคนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ลอบใช้พลังลมปราณอย่างลับๆ
ไป๋หลี่อวี๋งอิงที่มักใช้เวลาอยู่กับการหลอมกลั่นโอสถนางย่อมไม่เคยออกกำลังกายหนักขนาดนี้มาก่อนในปัจจุบันนางหมดแรงเกลี้ยงจนแทบหายใจหายคอไม่ออกสุดท้ายร่างอันเหนื่อยจัดเจียนหน้ามืดหมดสติก็ได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาสาวๆผลัดกันหิ้วปีกพาร่างของนางขึ้นลงภูเขาอย่างยากลำบาก จนครบร้อยรอบในท้ายที่สุด
ในด้านพลังกายไป๋หลี่เย่เหนือกว่าไป๋หลี่เอวี๋อิงอยู่มาก แต่ผ่านไปครึ่งทางฝ่าเท้าของเขาก็ระบมหนักแล้วเช่นกันจิตใจมัวผัวพันอยู่กับความเจ็บปวดเหล่านั้นจนไม่เป็นอันวิ่งต่อ จวบจนสิ้นไร้ไม้ตอกเขาจึงลอบใช้พลังลมปราณสีครามอ่อนคลุมเคลือบฝ่าเท้าเอาไว้อย่างลับๆไม่เพียงจะไม่รู้สึกเจ็บเท้าแล้วเท่านั้น แต่สิ่งนี้ยังช่วยให้ร่างกายของเขาเบาหวิวลงมากหลังจากนั้นที่เหลือก็กลับกลายเป็นเรื่องง่ายไปโดยปริยาย
ไป๋หลี่หานได้แต่ส่ายศีรษะให้แก่พวกคนโกงเหล่านี้และมองไปยังอีกฝากฝั่งหนึ่งของเขาภูเขาบนเส้นทางรกร้างเต็มไปด้วยวัชพืชและคมหนามสารพัด ปรากฏเงาร่างหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งอย่างบากบั่นอยู่เพียงลำพังทุกย่างก้าวที่ลงสัมผัสพื้นดินปราศจากการระดมใช้ลมปราณใดๆ เข้าช่วยเหลือและไม่เคยพักเหนื่อยระหว่างทางเลยสักครั้งวินัยค่อนข้างจัดไม่มีออกนอกกราบแม้สักนิด
มุมปากภายใต้หน้ากากของไป๋หลี่หานกระตุกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มบางสายตาเรียวยาวหรี่แคบ จับจ้องนางด้วยความชื่นชมที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในใจ
ขอบฟ้ายามนี้กลายเป็นสีเทาเข้มแล้วเซียถงวิ่งไปกลับได้แปดสิบรอบ ราวกับน่องขาและคู่ฝ่าเท้าแทบแหลกสลายปราศจากความสบายตัวดั่งห้าสิบรอบแรกทุกย่างก้าวที่วิ่งเสมือนถูกแรงต้านดึงไว้จากด้านหลัง
หากนางเลือกวิ่งบนเส้นทางปกติบนภูเขาปานนี้นางคงวิ่งครบหนึ่งร้อยรอบก่อนใครๆแต่ความสำเร็จที่ได้รับจะไปหอมหวานได้อย่างไร? การวิ่งบนเส้นทางรกร้างมากด้วยอุปสรรคเช่นนี้นับเป็นการฝึกฝนเพื่อขัดเขลาความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างแท้จริง
“นายท่าน ข้าสัมผัสได้คนอื่นยังแอบใช้พลังลมปราณเป็นตัวช่วย แล้วไฉนท่านถึงไม่หยิบใช้บ้างสักเล็กน้อย?”
เมื่อเห็นเซียถงออกวิ่งไม่หยุดตั้งแต่บ่ายจวบจนเย็นใกล้ค่ำสภาพเหน็ดเหนื่อยเสี่ยวฮั่วอดใจเอ่ยถามขึ้นมิได้ผ่านห้วงความคิด
"หากโกงในการฝึกคนที่เสียประโยชน์กลับเป็นตัวเราเอง มิใช่คนอื่นไม่"
เซียถงหอบหายใจถี่หนักพลางขานตอบอีกฝ่ายกลับไป เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแปะติดทั่วผิวกายส่งผลให้นางรู้สึกหายใจลำบากยิ่งขึ้นแต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกดีที่ได้เหงื่อมากขนาดนี้
เสี่ยวฮั่วคลี่ยิ้มกว้างอยู่ภายในจิตสำนึกของเซียถงมันรู้สึกภาคภูมิใจมิใช่น้อยที่ได้เซียถงเป็นเจ้านายของมัน
“นายท่านข้าภูมิใจในตัวท่านเหลือเกิน”
เสี่ยวฮั่วกล่าวจากใจจริง
เซียถงส่งยิ้มตอบปรับลมหายใจของนางให้เสถียรและเพิ่มความเร็วในการวิ่งขึ้นอีกครั้งเมื่อวิ่งไปกลับจนครบร้อยรอบ เซียถงรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว ฝ่าเท้าทั้งสองข้างด้านชาไร้ความรู้สึกเหนื่อยจนกายละเอียดกับกายหยาบแทบแยกออกจากกันแล้ว
บริเวณตีเขาในยามนี้ไม่มีใครเหลืออยู่แล้วสันนิษฐานได้ว่า ศิษย์สาวกที่ร่วมชั้นคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันกลับหมดแล้ว
หลังพักเหนื่อยสักครู่หนึ่งเซียถงก็ลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิและเริ่มดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินจากโดยรอบเข้าสู่กายาคราวนี้อาจจะเป็นเพราะร่างกายนี้ถูกรีดแค้นศักยภาพจนถึงขีดจำกัดส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินแกร่งกร้าวขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่าถ้วนจากนั้นก็แปรสถานะพลังวิญญาณเหล่านั้นกลายมาเป็นพลังลมปราณเร่งสูบฉีดโคจรไปทั่วแขนขาอันอ่อนล้า เข้าหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่างๆภายในร่างกายของนาง
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ก้อนพิษทมิฬแกนหลักที่ขวางกั้นกระแสลมปราณจากไหล่ทั้งสองข้างมิให้ขึ้นถึงใบหน้าเริ่มจะมีปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง พึงทราบดังนั้น เซียถงเร่งระดมพลังลมปราณกระแสใหญ่เข้าชนกับก้อนพิษทมิฬเหล่านั้นอยู่หลายคราติดแต่สุดท้ายกลับน่าเสียดายที่กัดเซาะก้อนพิษออกมาได้แค่เศษเสี้ยวกลุ่มน้อยๆเท่านั้น ลองพยายามอีกชุดใหญ่ พอเห็นว่าไม่เป็นผลอันใดแล้ว นางก็เลยยอมแพ้ไป
ดูเหมือนว่าก้อนพิษทมิฬที่ขวางกั้นอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างจะจำเป็นต้องใช้โอสถล้างพิษเข้าจัดการโดยเฉพาะจริงๆ
ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะประความอ่อนล้าของนางก่อนหน้าหายเป็นปกติเกือนครึ่งแล้ว นางค่อยๆแหงนหน้ามองท้องนภาฟ้า สีหน้าเบิกบานใจ แลเห็นพระจันทร์จรัสฉายทางทิศตะวันตกพึ่งจะรู้ตัวว่านี่เป็นเวลาดึกดื่นยามรัตติกาลแล้วแต่ห้วงสมองความคิดในยามนี้กลับรู้สึกแจ่มใส ไม่มีอาการง่วงหรือเพลียอ่อนใดๆครุ่นพินิจกลับตัวเองสักครู่ เซียถงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับเข้าสถานศึกษาหวังจะไปแอบใช้ห้องหลอมกลั่นโอสถเพื่อจะไปฝึกฝีมือต่อ
ตามที่คิดดังนั้นร่างเงาของนางไสวหายวับจากเชิงเขาออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากเซียถงจากออกไปได้สักพัก พลันปรากฏชายคนหนึ่งค่อยๆย่างเท้าก้าวออกมาจากเบื้องลึกภายในป่าใกล้เคียงกับบริเวณเชิงเขาที่นางอยู่ก่อนหน้าพินิจจากลวดลายคลื่นเมฆาบนหน้ากากแล้วเขาคนนี้ก็คือชายที่ร่วมมือกับเซียถงเพื่อจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณในตอนนั้น
ภายใต้แสงจันทร์ทอแสงสว่างสายตาที่เผยออกมาผ่านหน้ากากคลื่นลายเมฆาฉายแววอัศจรรย์ใจจับจ้องไปยังทิศทางที่เซียถงจากออกไป ท่าทางการแสดงออกเปี่ยมล้นความชื่นชมรอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขา เสมือนกับว่า มีความสุขที่ได้เห็นหญิงสาวนางนั้นเบิกบานใจ
เซียถงลอบปีนหน้าต่างกระโดดเข้ามาในตัวอาคารแขนงโอสถเดินตรงไปยังหลังห้องเรียนและเปิดประตูเข้าห้องหลอมกลั่นไปโดยทันทีภายในนั้นนางพบเตาหลอมโอสถวางเอาไว้อยู่พอดีและเริ่มจุดไฟใต้เตาหลอมปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ นางหันศีรษะไปยังชั้นวางสมุนไพรบนกำแพงหยิบสรรจำนวนหนึ่งออกมาและโยนใส่เต้าหลอมโดยตรง
“นายท่านนี่แหละคือหน้าที่ของธาตุไม้ภายในกายของท่าน สังเกตเห็นหรือไม่ว่าในบรรดาสมุนไพรนับร้อยชนิดบนชั้นวางท่านกลับสามารถเลือกสรรวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการหลอมกลั่นออกมาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วทั้งยังสามารถช่างปริมาณด้วยมือเปล่าได้อย่างเหมาะสม”
เสี่ยวฮั่วกล่าว
เมื่อกวาดสายตามองสมุนไพรเหล่านั้นเซียถงแทบไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเลย อาศัยเพียงแค่สัญชาตญาณเท่านั้นจริงๆหลังจากได้รับฟังคำอธิบายของเสี่ยวฮั่ว ก็พึงเข้าใจได้ในทันใดว่า สัญชาตญาณเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติจำเพาะจากธาตุไม้ในร่างกายนาง