ตอนที่48.กายิญญายุทธ์
พลบค่ำ ณ.เมืองอี้หนาน ค่ายทหารฝั่งประตูตะวันออก ฤทธากับทหารชุดสุดท้ายก็เดินทางมาถึง
ที่เต็นท์แม่ทัพ ฤทธาเอาแร่อาดาไมท์ที่เก็บมา มาวางที่โต๊ะ
“นี่คือสิ่งที่พวกมันขุดกันครับ แร่อาดาไมท์” ฤทธารายงาน
“ปรกติพวกมันไม่มีสิ่งประดิษฐ์อะไรนี่ มันจะใช้แร่พวกนี้ไปทำอะไร”
องค์ชายใหญ่กล่าวอย่างสงสัย
“เป็ไปได้มั้ยว่า พวกปีศาจเริ่มประดิษฐ์สิ่งของเป็แล้ว” แม่ทัพจงลู่ตั้งสันนิษฐาน
“อาวุธพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเห็นปีศาจระดับเจ็ดตนหนึ่ง ใช้ดาบที่ทำจากอาดาไมท์”
ฤทธากล่าวอย่างนอบน้อม พร้อมทำท่าทำความเคารพ
“ราชโองการแต่งตั้งมาแล้ว ั้แ่นี้ไม่ต้องใช้าาศัพท์กับข้าหรอก เรียกข้าว่าเ้าเมือง แล้วพูดปรกติเถอะ ข้ารู้ว่าเ้าลำบาก” องค์ชายใหญ่ยิ้มกับฤทธา
“เราให้หอิญญายุทธ์ไปปล้นเหมืองมันดีหรือไม่” แม่ทัพจงเสนอ
“ไม่ทันแล้วล่ะ ป่านนี้มันคงขนหนีไปแล้ว” องค์ชายใหญ่กล่าว
“ภารกิจคราวนี้ประสบความสำเร็จดีมาก นี่รางวัล เ้าไปพักเถอะ” แม่ทัพจง เอาป้ายโอนแต้มให้ฤทธา แล้วให้ลังใส่หินิญญาลังใหญ่อีกลัง ฤทธาเก็บไว้ที่แหวน
องค์ชายใหญ่ก็พยักหน้าให้เขาไปพัก
“พวกหอิญญายุทธ์เป็อย่างไรกันบ้างขอรับ” ฤทธาถามอย่างเป็ห่วง
“าเ็เล็กน้อย ไม่มีใครเป็อะไร เ้าไม่ต้องห่วง” องค์ชายกล่าว
ฤทธากำหมัดขวาเอาไปแนบตรงหน้าอกข้างซ้ายโค้งตัวคำนับ แล้วถอยหลังออกไป
พอออกมาจากเต็นท์ ฤทธาก็พบอี้หลงยืนอยู่กับชุ่ยเฟิง เขาจึงเดินไปหา
ฤทธาพาชุ่ยเฟิงไปดูคนที่ถูกช่วยมา ที่เต็นท์พยาบาล
ชุ่ยเฟิงมองเห็นทุกคนปลอดภัย น้ำตาก็ไหลออกมา คนในเต็นท์พอเห็นชุ่ยเฟิงก็ดีใจ ใครพอจะลุกขึ้นได้ ก็ลุกมาหา เด็กๆ ดีใจมารุมล้อมชุ่ยเฟิง
“พวกเ้าอยู่ที่นี่กันไปก่อน ข้าจะไปที่เต็นท์กองร้อย” ฤทธาบอกชุ่ยเฟิงกับอี้หลง
เมื่อมาถึงที่รวมพลกองร้อยแสงและเงา ฤทธาก็แจกรางวัลให้ทุกคน
“หินิญญานี่ ข้าจะหักไว้สองในสิบส่วน ที่เหลือจะแบ่งให้ทุกคนเท่าๆ กัน ส่วนที่หักนี่ จะให้เรโซ่เก็บไว้ เป็กองทุนยามฉุกเฉินของพวกเ้า ในานี้ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง กองทุนนี้จะมีประโยชน์ในอนาคตแน่นอน” ฤทธาบอกทุกคน
“แล้วพวกหัวหน้า ไม่หักไว้ใช้บ้างเหรอครับ” ทหารนายหนึ่งถาม
“พวกข้าได้เบี้ยหวัดทุกเดือนอยู่แล้ว” จิมมี่บอกทุกคน
“แล้วไม่ต้องเอาเื่พวกนี้ไปพูดนอกกองร้อยเรานะ เข้าใจใช่มั้ย” ซูคิมย้ำ
“หยุดสองวันพักผ่อนกับครอบครัวให้เต็มที่นะ เอาล่ะ เลิกกอง” เรโซ่สั่งเลิกกอง
ทหารทุกคนเฮ..แล้วพากันแยกย้าย
ในรถม้าที่ดัลกอมสัตว์พาหนะของซูคิม ลากรถม้าพาทุกคนกลับบ้าน
“สองวันนี้เ้าจะทำอะไร” ซูคิมถามฤทธา
“ข้าจะปรุงโอสถหลอมิญญาหนึ่งดาวให้สำเร็จ เพื่อช่วยพี่จิมมี่ ทะลวงระดับเจ็ด” ฤทธาบอก
“โอสถหนึ่งดาว ถ้าทำสำเร็จ เ้าก็เทียบเท่าระดับขั้นป้ายดาราโอสถเลยนะ” ซูคิมอุทาน
“โอสถหลอมิญญาจะช่วยข้าได้อย่างไร” จิมมี่สงสัย
ทุกคนก็ขยับเข้ามาเพราะอยากฟัง
“ในคัมภีร์หมื่นโอสถบอกไว้ ่คอขวดระดับหก สามารถใช้ โอสถหลอมิญญา กินคู่กับโอสถแก่นปราณพิสุทธิ์ พร้อมสภาพแวดล้อมไอิญญา จะช่วยให้ทะลวงระดับมรรคาตระหนักรู้ได้” ฤทธาอธิบาย
“สภาพแวดล้อมไอิญญา?” เรโซ่ทิ้งคำ แล้วรอคำตอบ
“ศิลาิญญาแสนก้อน ข้าคิดว่านะ” ฤทธาบอก
“ศิลาิญญาแสนหนึ่ง” จิมมี่อุทาน
“เทียบกับระดับมรรคาตระหนักรู้แล้ว ศิลาหนึ่งแสนนับว่าเป็อะไรได้ มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ส่วนนี้พี่ไม่ต้องเป็ห่วง ข้ารู้ว่าท่านมี แต่เพราะถือว่าเป็งานวิจัยของข้า ถ้าทำสำเร็จมันจะเป็คุณประโยชน์อย่างมาก ข้าออกให้เอง” ฤทธาบอก
“แล้วทำไมเมื่อก่อนไม่มีใครใช้วิธีนี้หล่ะ” เรโซ่สงสัย
“โอสถหลอมิญญามันใช้สมุนไพรทั้งหมดสิบเจ็ดชนิด แต่มีชนิดหนึ่งที่หายากมาก ดอกโหยวหลิง เมื่อก่อนเคยมีมากที่แคว้นฉู่หลง ของมหาจักรพรรดิ ั้แ่พวกปีศาจยึดไป ก็ไม่พบมันอีกเลย” ฤทธาอธิบาย พอดีกับรถม้ามาถึงบ้านพักพอดี
ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันถัดมา…ชุ่ยเฟิงยืนมองนกเกาะบนกิ่งไม้หน้าห้องนอนของตน สำหรับชุ่ยเฟิงภาพตอนนี้มันสวยงามมาก เขานั่งมองไปยิ้มไป
ฤทธามาคุยกับชุ่ยเฟิง
“โตขึ้นเ้าอยากเป็อะไร” ฤทธาถามชุ่ยเฟิง
“ข่ะ..ข้าอยากเป็จอมยุทธ์อย่างท่าน ได้หรือไม่ขอรับ” ชุ่ยเฝิงตอบแบบ กลัวๆ กล้าๆ
“ได้สิ แต่เ้าต้องขยันและตั้งใจให้มากๆ มันจะเหนื่อยมากนะ เ้าไม่กลัวหรือ”
ฤทธาก้มไปถาม แล้วหันไปเขียนอะไรสักอย่างลงในกระดาษ
“ข้าไม่กลัวขอรับ” ชุ่ยเฟิงเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจ
เขายื่นกระดาษให้ชุยเฝิง “งั้นเ้าไปทำตามนี้”
ชุ่ยเฟิงรับกระดาษมาดู แล้วเกาหัว “มันคืออะไรหรือขอรับ”
“มันคือหนังสือ จะเป็จอมยุทธ์เ้าต้องอ่านหนังสือให้มาก แล้วฝึกร่างกายให้แข็งแรง งั้นเรามาเริ่มจาก ให้พี่อี้หลงสอนเ้าอ่านหนังสือ กับฝึกร่างกายก่อนดีมั้ย ถ้าเ้าผ่านการทดสอบของข้า ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เ้า ดีมั้ย” ฤทธาถามชุ่ยเฟิง
“ดี ดีขอรับ ดีขอรับ” ชุ่ยเฟิงพอรู้ว่าจะได้ฝึกยุทธ์ในวันข้างหน้า ก็ดีใจอย่างยิ่ง
ฤทธาก้มมากระซิบ
“เ้ารู้อะไรมั้ย หนังสือจะพาเ้าไปผจญภัยที่สนุก ๆ ได้หลายที่เลยนะ”
“ผจญภัยคืออะไรเหรอ?”
ชุ่ยเฟิงถามอย่างสงสัย
“ไปเที่ยวน่ะ เ้าจะได้ไปเที่ยวหลาย ๆที่ ได้รู้จักสิ่งต่าง ๆ มากมาย”
ฤทธาอธิบาย
ครึ่งวันหลังจากนั้นฤทธาหายเข้าไปในห้อง ฤทธาใช้เวลาหลอมโอสถทั้งวันทั้งคืน การหลอมโอสถระดับนี้ ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ถึงกระนั้นฤทธาก็เตรียมวัตถุดิบไว้สามชุด การเฝ้าดูเฝ้าระวัง คอยควบคุมอุณหภูมิ จนในที่สุดก็สำเร็จ ฤทธาก็รีบนำมาให้จิมมี่ทดลองในทันที
ที่ลานฝึกยุทธ์ ฤทธาเตรียมศิลาิญญาสองแสนก้อนวางไว้ แล้ววางค่ายกลรวมพลังิญญา
ให้จิมมี่มานั่งตรงกลาง แล้วเอาโอสถหลอมิญญาให้กิน
ทั้งสามคนมองหน้าฤทธา
“นี่เ้าไม่ได้นอนเลยใช่หรือไม่ ดวงตาเ้าดำเป็หมีเลย”
จิมมี่กล่าวกับฤทธา
“ศิษย์พี่ดูดซับโอสถนี้ก่อน เดี๋ยวเสร็จนี่ข้าค่อยไปนอน” ฤทธาบอก
จิมมี่ก็รับเอาเข้าปากไปแล้วดูดซับมัน เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็ลืมตาขึ้น พลังก็ะเิออกมา ดีซูคิมวางค่ายกลป้องกันเอาไว้ แม้กระนั้นก็มีลมแรงเล็ดลอดออกมา ปะทะหน้าทั้งสามคนเบาๆ
ฤทธาเดินเข้าไปยื่นโอสถแก่นปราณพิสุทธิ์ให้ จิมมี่ที่ท่าทางหมดแรงจากฤทธิ์ยา ยื่นมือมารับไว้
“ศิษย์พี่ดูดซับมันพร้อมกับไอพลังิญญาในศิลาิญญา เอาให้เต็มที่เลย”
จิมมี่ที่พลังแห้งเหือดจากโอสถหลอมิญญา นั่งดูดซับไอิญญา ทุกคนเห็นการระเหยของไอิญญาในศิลาิญญาลอยออกมา แล้วเขาไปในตัวของจิมมี่ ไม่นาน ในที่สุดทะลวงถึงระดับเจ็ดได้สำเร็จ ไอพลังปราณะเิออกจากตัวเขา เป็ละอองสีทองกับลมพัดเอาใบไม้แถวนั้นปลิวกระจาย แล้วกายิญญาก็ปรากฏอยู่ด้านหลังจิมมี่ เป็ร่างโปร่งใสสีแดงที่รูปร่างหน้าตาคล้ายจิมมี่ แต่ตัวใหญ่กว่า ทั้งร่างเป็เปลวไฟแล้วก็หายไป อัตลักษณ์ิญญายุทธ์ค้อนไฟปรากฏ เหนือหัวของจิมมี่ นั่นบ่งบอกว่าเขาเลื่อนระดับสำเร็จ ทุกคนดีใจมาก..
“นี่เป็นิมิตหมายที่ดี แต่ยัง้า การยืนยันรับรองผล
อีกสักคนถึงจะรับประกันได้”
ฤทธาบอกพร้อมเอายาอีกเม็ดหนึ่งออกมา
แล้วมองมาที่ซูคิม
“ศิษย์พี่คือความหวังของมวลมนุษยชาติ” เขาทำหน้าจริงจัง
“ข้ารู้ว่าเ้าอยากช่วย แต่ข้าเพิ่งขั้นเก้า ไม่รู้อีกกี่เดือนถึงจะเลื่อนอีกขั้น” ซูคิมบอก
“ไม่เป็ไรศิษย์พี่ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น จากนี้ข้าจะเข้าไปในกำไล จนถึงวันมะรืนเลยนะ” ฤทธาบอกทุกคนพร้อมขอตัวเข้าห้องไป
“จะทำอะไรอีกล่ะนั่น ให้ข้ารอลุ้นอีกละ” เรโซ่บ่นพึมพำแล้วเดินออกไป
“ยินดีด้วย” ซูคิมยื่นมือไปช่วยดึงจิมมี่ลุกขึ้น หลังปรับลมปราณเสร็จ
“ศิษย์น้องเล็ก ไปแล้วเหรอ” จิมมี่ถามซูคิม
“อืม…เหมือนคิดจะทำอะไรอีกแล้วน่ะ เ้าก็รู้ในหัวหมอนั่นมีอะไรเต็มไปหมด”
ซูคิมบอก พลางหัวเราะ
ในกำไล ฤทธากำลังยืนมองซากั ที่เอามาจากถ้ำที่เจดีย์พบเจอ เหลือแค่โครงกระดูกใหญ่ กับเกล็ดอีกสองพันกว่าอัน
ดอนนี่ ชีต้าร์ นิลๆ และเจดีย์ ยืนกอดอกท่าเดียวกันพิจรณาดูอยู่
“เขากับเขี้ยวั์ เอาไปทำอาวุธได้ ส่วนเกล็ดเอาไปทำเกราะจะดีมากเลย”
ชีต้าร์แนะนำ
เจดีย์ลอยมาหน้าฤทธา ส่ายไปมา เหมือนกับว่าไม่เห็นด้วย
“เ้าอยากให้ฝัง?”
เขาถามเจดีย์ เจดีย์ ผงกยอดขึ้น ลง เหมือน ผงกหัว แล้วลอยไปที่เกล็ด ช้อนมาขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วเอามาให้ฤทธา
“พวกเกล็ดนี้ให้ข้า โครงกระดูกให้เอาไปฝังรึ?”
ฤทธาถามเจดีย์อีกครั้ง มันทำท่าผงกหัวเหมือนเดิม
“แหม่…เ้านี่มันรู้ภาษาด้วยแฮะ” ชีต้าร์แซวเจดีย์
เจดีย์หันมาทางชีต้าร์ แล้วพุ่งเอาหัวแหลมยอดเจดีย์ จิ้มก้นชีต้าร์
ชีต้าร์ร้องจ๊าก…ะโตัวลอย
“โอ๊ย…เ้าบ้านี่ โกรธอะไรข้า”
เจดีย์ยังไล่จิ้มไม่หยุด ชีต้าร์วิ่งวนหลบรอบตัวฤทธา
ดอนนี่ก็หัวเราะออกมาเป็ครั้งแรก
“งั้นให้ชีต้าร์ช่วยขุดหลุมฝังันี่แล้วกัน” ฤทธาเอ่ย
ทันใดนั้น เจดีย์ก็หยุดไล่ตามชีต้าร์ ชีต้าร์รู้ชะตากรรมทันที ว่าหน้าที่นี้ไม่พ้นตัวแน่ๆ
“ก็ได้ ๆ ข้าช่วยเอง เ้าเอานี่ไปก่อนแล้วกัน”
พูดเสร็จ ชีต้าร์ก็เอาแร่อาดาไมท์ออกมาจากแหวน ประมาณห้าร้อยกว่าก้อน
ฤทธาใมาก “ที่เ้าหายไป คือไปปล้นเอานี่มาสินะ ดีมากเลย ทีนี้ข้าก็มีของทำสลักแกนพลังงานแล้วสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ฤทธาหัวเราะชอบใจ
ขณะที่ชีต้าร์กำลังขุดหลุม ฤทธาก็มาที่โรงผลิต ฤทธาเอากล่องแผนที่ ที่ต้าหวังให้เป็ของขวัญมาดูด้วยดวงตาประเมิน แล้วตรวจสอบองค์ประกอบและชิ้นส่วนต่างๆ
“มันเป็การวาดใส่ผลึกแล้ว ฉายแสงออกมา เลยดูไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่ มีดีแค่ ย่อกับขยายได้”
ฤทธาหมุนดูสักพักก็วางไว้ แล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา
“เราจำได้ว่าเคยอ่านเจอ สิ่งที่ท่านไห่หวังเคยสร้าง เครื่องตรวจดูปลาใต้น้ำ ใช้ลูกแก้วฉายแสงลงไป แล้วใช้กระจกกลับหัว สะท้อนแสงขึ้นมาฉาย้า ว่าข้างล่างมีอะไรบ้าง ถ้าเราดัดแปลง หลักการบันทึกแสง แล้วเอามาฉายเป็แผนที่ แล้วจะดีมากถ้าเครื่องฉาย สามารถบอกตำแหน่งที่ตัวเองอยู่บนแผนที่นั่นได้”
ฤทธากำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด แล้วเคลิ้มหลับไปบนหนังสือ
จบตอน.