Pioneer Era

    ตอนที่ 130 ไล่ล่า (1) - [บทที่ 13 ทลายกำแพง… ที่ขวางกั้น]

    บทที่ 13 ทลายกำแพง… ที่ขวางกั้น

    ตอนที่ 130 ไล่ล่า (1)



    ตึกคอนกรีตสูงสี่ชั้นที่เรียงรายอย่างมีระเบียบ

    ต้นไม้ลอยฟ้าที่ปลูกเคียงข้างไปกับถนนหลักของเมือง

    บ้านของผู้คนที่อัดแน่นไปด้วยชีวิต

    สิ่งเหล่านั้นกำลังถูกวาดลงบนถนนด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องสู่ผิวโลก

    แต่ทว่าเมืองที่สวยงาม กลับไม่มีวี่แววของชีวิตผู้คนหรือความวุ่นวายของคนเมืองปรากฏให้เห็น



    แต่แล้วความสงบนี้กลับกำลังถูกทำลายด้วยคนกลุ่มหนึ่ง

    "ไอพวกนี้มันมาจากไหนกันฟะ! "

    "พี่ค่ะ ทางขวา! "

    "ไม่ต้องห่วง! "

    เงาของบุรุษผู้หนึ่งกำลังทอดฟาดผ่านถนน จากยอดอาคารสูงสี่ชั้นที่ตั้งตระหง่านเรียงรายคู่ไปกับถนน



    *! ----*

    โลหะสังหารที่เงียบสงัด กำลังพุ่งตรงสู่ร่างของบุรุษที่อยู่ยอดบนตึกเหล่านั้น

    ไม่สิ

    มันถูกเล็งใส่สตรีร่างเล็กที่อยู่ข้างกายของเขาต่างหาก

    "ฝันไปเถอะ! "

    บุรุษหนุ่มเคลื่อนตัวเข้ามาขวางกระสุนมัจจุราชนั้น พร้อมกับควบคุมวัตถุทรงไข่สีเทาที่ถูกหุ้มด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูงจำนวนเก้าลูก มาขวางกั้นระหว่างตัวเขากับลูกปืน

    กระแสไฟฟ้าเหล่านั้น กำลังเชื่อมเข้าหากันในลักษณะที่คล้ายกับใยแมงมุมที่ถูกถักทอ



    *ป๊าง! *

    กระสุนกับม่านสายฟ้าปะทะกันจนเกิดเป็นเสียงกระแทกดังลั่น

    "นี่ ลงไปวิ่งบนถนนดีกว่าหรือเปล่า!? เพราะเมืองของนายมีแต่ตึกสูงไม่เกินสี่ชั้น ถ้ายังอยู่บนหลังคาแบบนี้ มันแทบไม่ต่างอะไรจากเป้านิ่งเลยนะ! "

    "พี่ค่ะ ฉันเห็นด้วยกับกรีดค่ะ"

    "แต่ข้างล่างบนถนนมีศัตรูอยู่เพียบไม่ใช่หรือยังไง? ให้ตายเถอะ ทำไมพวกเราถึงถูกไล่ล่าแบบนี้กันเนี่ย"

    เอซบ่นด้วยความโกรธ

    เหตุใดพวกเขาถึงถูกไล่ล่า?

    เรื่องนั้น คงต้องขอย้อนความกลับไปเมื่อตอนช่วงบ่ายก่อนหน้านี้



    ***ย้อนกลับไปตอนช่วงบ่าย

    หลังจากที่พวกเอซล้มหุ่นยนต์ผู้แบกรับความเศร้าโศกลงได้สำเร็จ

    พวกเขาก็ลงมือทำภารกิจเดิมที่ตนเองตั้งใจเอาไว้กัน

    เอซกับกรีดที่มาเพื่อหาทางซ่อมแซมเหล่าหุ่นยนต์โบราณ

    กับดิวซ์ที่แยกตัวออกไปกับควอตซ์เพื่อหาทางเปิดระบบยานโนอาร์

    เนื่องจากระบบป้องกันเพียงหนึ่งเดียวถูกทำลาย จึงทำการแทรงแซงระบบเป็นเรื่องที่ง่ายดั่งปอกกล้วยเข้าปาก

    กรีดใช้สมองกลของตัวเองปลดล็อคระบบควบคุมเตาสุริยะที่ 8 เพื่อให้สามารถใช้งานเครื่องซ่อมแซมที่ตั้งอยู่ในอดีตห้องทดลองของผู้สร้าง

    ส่วนดิวซ์เองก็ได้รับอานิสงส์จากการปลดล็อคนั้น เลยทำให้เธอสามารถสั่งเปิดระบบเตาสุริยะด้วยภาษาของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ร่ำเรียนมาได้ โดยไม่โดนระบบตรวจสอบเรื่องเผ่าพันธุ์



    ยานโนอาร์นั้น ถูกสร้างให้มีทั้งหมดเก้าส่วน โดยแบ่งเป็นยานหลักหนึ่งลำ กับยานบริวารแปดลำ

    ยานแต่ละลำมีขนาดใหญ่ถึงหนึ่งในสิบหกของทวีป

    ยานทุกลำ จะมีส่วนยอดปลายแหลม ที่เป็นทั้งอาวุธและหอรับสัญญาณติดเอาไว้อยู่

    สิ่งที่พวกไพไรต์กับเอซเข้าใจว่ามันเป็นหอคอยโบราณ มันก็คือหอคอยสัญญาณที่ว่านั้น



    เนื่องจากหอคอยสัญญาณของเตาที่แปดพังทลายไปนับแต่วันที่โหม่งโลกเมื่อหกร้อยปีที่แล้ว

    จึงทำให้ส่วนปลายยอดที่ควรผุดแทงทะลุใจกลางเมืองไม่เกิดขึ้น

    แต่ทว่า---

    "แผ่นดินไหว!? กรีด! เสร็จหรือยัง! ไม่อย่างงั้นถูกถล่มทับแน่! "

    ---เพราะที่นี่คือเตาสุดท้ายที่ถูกเปิดออก จึงทำให้ยานโนอาร์กลับมาคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง

    ยานอวกาศขนาดใหญ่ที่หลับไหลอยู่ใต้ผิวดิน มันกำลังลืมตาตื่น และพร้อมที่จะทะยานขึ้นท้องฟ้า

    อาจเป็นโชคดีของพวกเขา ที่ตัวยานจริงมันกำลังจะผุดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง เมืองของพวกเขาที่อยู่เหนือเขตโลกใต้ดินจึงไม่ต้องเสี่ยงต่อการล่มสลาย

    แต่เพียงแค่แรงแผ่นดินไหว มันก็มากพอที่จะทำให้โลกใต้ดินแห่งนี้พังทลายย่อยยับได้



    "สะ--เสร็จแล้วค่ะ… แต่ว่าสมองกลของพวกเธอ… มัน… มัน… ถูกล้างทิ้งไปหมดแล้ว… ฉัน… ฉันนะ…"

    "กรีด! เข้าใจความรู้สึกอยู่ แต่ตอนนี้รีบหนีก่อนเถอะ! "

    เอซที่เห็นว่าท่าจะไม่ดี รีบใช้มือของตัวเองอุ้มกรีดในท่าอุ้มเจ้าหญิง แล้ววิ่งหนีออกจากซากโบราณในทันที

    "ส่วนพวกเธอเองก็รีบหนีเร็ว! "

    และไม่ลืมที่จะออกคำสั่งให้กับบรรดาพี่น้องของกรีดทีได้รับชีวิตใหม่มาไปพร้อมกัน

    "..."

    แต่ทว่าหุ่นยนต์เมดทั้งสามคนกลับนิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหว

    ไม่หวาดกลัวแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ไม่หวั่นต่อผ้าเพดานที่กำลังถล่มลงมา ไม่หวั่นต่อภัยอันตรายใด

    ไม่แม้แต่… จะคิดหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด

    พวกเธอยืนนิ่งประดุจเป็นตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต

    "ชิ… ก็ได้ งั้นเอาแบบนี้ ผมคือ [เอซ] เป็นเจ้านายของพวกเธอ และนี่คือคำสั่งแรก จงตามผมมาซะ! "

    เขาพูดด้วยภาษาของชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ถ้าหากว่าวิธีนี้ยังไม่ได้ผล เอซคงต้องยอมแพ้ที่จะช่วยพวกเธอออกไปทั้งหมด

    "รับทราบค่ะนายท่าน"

    ซึ่งมันได้ผล



    พวกเขารีบหนีขึ้นมาบนพื้นดิน พร้อมกับที่เจอดิวซ์ในระหว่างทางกลับขึ้นไป

    "จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วหรือ? "

    "ค่ะพี่! "

    พวกเขาทั้งสองคนรีบวิ่งกลับไปตามเส้นทางของอุโมงค์ ผ่านรางเหล็กขนสินแร่ใหม่เอี่ยม ไปพร้อมกับหลบหลีกเศษหินที่ร่วงหล่นลงมา

    เหมืองแร่โฮปที่ยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มขุดสินแร่เพราะพึ่งวางรากฐานเสร็จ กำลังจะล่มสลายเพราะผลลัพธ์จากการปลุกชีพโบราณสถาน

    แต่พวกเขาไม่สนใจหรือรู้สึกผิด เพราะยังไงมันก็เป็นเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นมาจากการขี้โกงพรรคพวกของพวกเขามา



    พวกหนีจนกลับขึ้นมาที่ปากทางเข้าได้อย่างสวัสดิภาพ

    แต่สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ กลับเป็นการโจมตีของกระสุนลอบสังหารจำนวนหลายสิบนัด

    กระสุนทุกเป้าที่เล็งมานั้น ล้วนแต่มุ่งร้ายไปที่กรีดกับพี่น้องของเธอ

    ถึงจะใช้บาเรียที่ภาคภูมิใจของพวกเธอป้องกันเอาไว้ได้ แต่กระสุนเจาะเกราะที่สามารถเป่าได้แม้แต่เกราะเหล็กหนาของรถถัง มันทำให้เธอต้องกินพลังงานเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันตัวเอง

    และนั่น---คือต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องวิ่งหนีมาจนถึงปัจจุบันนี้



    ***กลับสู่ปัจจุบัน



    "ทำไม! ทำไมพวกฉันถึงถูกโจมตีกันได้เนี่ย!? มาโจมตีสาวน้อยน่ารักไร้พิษภัยกันได้ลงคอ! แง! "

    เมดตัวน้อยเริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

    "ไม่มีพิษมีภัย…? ถามจริงเถอะ แค่ว่าเป็นหุ่นยนต์โบราณที่ไม่รู้ที่มาที่ไป มีอาวุธทำลายติดตัว แถมยังเป็นของฝ่ายศัตรู แค่นี้ก็เป็นเหตุผลมากพอให้---"

    ในตอนนั้นเองที่บุรุษหนุ่มรู้สึกถึงความจริงบางอย่าง

    "คนที่สะกดรอยตามพวกเราเมื่อวันก่อน... การโจมตีในวันนี้… ฝีมือพวกรัฐบาลสินะ? "

    ว่าตัวตนที่แท้จริงของศัตรูในครั้งนี้คือใคร



    ตอนนี้ความวุ่นวายกำลังแผ่ขยายออกกว้าง จึงไม่แปลกที่จะส่งคนมาสังหารพวกกรีด

    คงจะมีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะยอมให้ตัวตนลึกลับมาเดินเหินในเมืองได้อย่างอิสระเสรีโดยไร้ซึ่งการควบคุม

    "น้องรัก พอจะติดต่อพวกแม่ หรือพวกลิลลี่ได้ไหม? พี่อยากรู้สถานการณ์ทางนั้น"

    เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าตัวตนของศัตรูคือคนจากรัฐบาล เขาจึงอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม

    "ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ"

    "ให้ตายสิ"

    เอซบ่นพึมพำพร้อมกับสกัดกระสุนไรเฟิลเจาะเกราะนัดที่สอง

    กระสุนที่เล็งมานัดนี้ ไม่ได้เล็งมาที่ม่านไฟฟ้าป้องกัน แต่เป็นที่อาวุธของเขาโดยตรง

    วัตถุทรงไข่ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยี่สุดล้ำ ถูกเป่าป่นปี้หายไปภายในนัดเดียวถึงครึ่ง



    "... แบบนี้ลงไปบนถนนกันเถอะ"

    "เดียวพวกเราจัดการเคลียร์เส้นทางให้ค่ะ กลัทโทนี่ เอ็นวี่ ราธ ตามฉันมา! "

    "รู้วิธีกำจัดอยู่ใช่ไหมกรีด? "

    "ค่ะ! ยังจำที่เอซสอนได้ดีค่ะ! "

    กรีดกระโดดลงสู่ถนนจากหลังคาตึกที่สูงกว่าสิบเมตร ลงไปบนถนนที่เต็มไปด้วยเหล่าโกเลมรูปร่างมนุษย์สูงสามเมตร

    พวกมันติดอาวุธสงคราม ผิวหนังหนาขรุขระด้วยหินหยาบกร้าน

    เป็นโกเลมสังหารที่ไร้จิตใจ และพร้อมจะเอาชีวิตศัตรูที่มันพบ

    " พบเผ่ามนุษย์สัตว์"

    " พบการต่อต้าน"

    " ต้องกำ---"



    แต่ทว่าพวกกรีดนั้นว่องไวกว่า

    ด้วยสายตาที่ผิดมนุษย์ของหุ่นยนต์ จึงทำให้พวกเธอทั้งสี่คนทราบถึงตำแหน่งแกนของโกเลมที่ซ่อนอยู่ภายในมวลดินหนาของมัน

    มือที่เต็มไปด้วยขนฟูหนานุ่มนิ่มน่าสัมผัส ฉับพลันปรากฏให้เห็นถึงกรงเล็บอันคบกริบออกมา

    ผ่าเท้ายันพื้นถนนจนจมลึก แล้วพุ่งตัวออกด้วยความเร็วประดุจลูกปืนใหญ่

    กรงเล็บของสัตว์ป่าได้ถูกฟาดฟันลงไป พร้อมกับคว้านฉีกกระชากแกนคริสตัลโปรงแสงที่อยู่ภายในจนขาดครึ่ง



    "ยืนยันการทำลาย"

    "ยืนยัน…"

    "ทำลายเป้าหมายเสร็จสิ้น"

    พี่น้องของกรีดรายงานคำสั่งให้เอซด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย

    แต่การรายงานที่เหมือนตุ๊กตาไร้วิญญาณ มันทำให้กรีดรู้สึกเศร้าหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม

    ตัวตนของพวกเขา… ได้จากไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้วจริง ๆ สินะ…

    เธอคิดเช่นนั้น



    แน่นอนว่าเอซย่อมสังเกตุถึงสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไป

    เขาไม่สนใจรายงานความสำเร็จของบรรดาเมดชุดดำ แล้ววิ่งตรงไปหากรีดแทน

    "กรีด… เธอไม่เป็นไรนะ? "

    "ฉัน… แค่ยังรู้สึกทำใจไม่ได้ค่ะ"

    เอซไม่รู้ว่าควรจะปลอยโยนเช่นไร

    ดังนั้นสิ่งที่เขาทำ จึงมีเพียงแค่ใช้มือของเขา ลูบลงไปที่ใบหูอันบอบบางของเธออย่างอ่อนโยนเท่านั้น



    "ขอโทษที่ขัดจังหวะความสุขค่ะ! จะไปกันต่อได้หรือยังพี่! "

    "ฟ่อ! "

    ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นช่างสั้นยิ่งนัก

    น้องสาวของเธอกระโดดลงมาที่พื้น พร้อมกับขึ้นขี่เจ้าควอตซ์ที่มุดขึ้นมาจากดินข้างล่าง

    เสียงของเธอช่วยดึงสติของเขาให้กลับสู่ปัจจุบัน

    "น้อง… เสียงแบบนั้น… กำลังหึงพี่อยู่หรือ? "

    " พูดบ้า ๆ! ตอนนี้มาตั้งสมาธิหาทางหนีกันก่อนดีกว่าค่ะพี่! "

    "ถ้าอย่างงั้น…ไปหลบตรงนั้นกัน! "



    เอซวิ่งนำพวกเธอไปหลบในตรอกซอยขนาดเล็กข้างถนนใหญ่

    "แล้วก็โยนมือถือทิ้งไปเลย บางทีพวกมันอาจใช้สิ่งนี้ติดตามพวกเรา ยังไงตอนนี้ก็ใช้ติดต่อใครไม่ได้อยู่แล้ว"

    " ค่ะ! "

    พวกเอซคิดว่าด้วยวิธีนี้ พวกตนคงสามารถสลัดการไล่ล่าไปได้

    "... หายไปในซอยแล้วครับ"

    " แจ้งทีมภาคพื้นให้ออกค้นหาตัวด่วน! "

    แต่ศตรูของพวกเขาไม่ยอมแพ้เพียงแค่เพราะเป้าหมายหายไปจากตรงหน้า



    ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืดตามอาคารแต่ละแห่ง เริ่มออกคำสั่งให้กระจายกำลังปูพรมไล่ล่า

    "สั่งประสานงานกับหน่วยทหารและตำรวจ บอกไปว่ามีเด็กนักเรียนที่เป็นพวกก่อการร้ายกำลังหลบหนีอยู่บริเวณนี้! "

    และยังโยนความผิดที่ไม่เป็นจริงให้พวกเขา เพื่อใช้กำลังคนที่มีเหนือกว่าเข้าปิดล้อมพื้นที่เขต ตั้งแต่จากซอยแรกไปจนยันซอยสุดท้าย

    "อย่าไปเชื่อสัญญาณมือถือ เพราะมันหยุดนิ่งอยู่กับที่ บางทีพวกมันอาจจะโยนทิ้งไปแล้ว! "

    รวมไปถึงยังมีความเยือกเย็นมากพอไม่หลงไปตามร่องรอยที่พวกเอซทิ้งเอาไว้ด้วย

    นับว่าเป็นทีมไล่ล่าที่มากความสามารถ กว่าทีมที่ส่งไปลอบสังหารแฟตเป็นอย่างมาก



    "อืม… ถูกไลไล่ล่าไปทั่วทุกตารางนิ้วเลยแฮะ"

    เอซเริ่มรู้สึกเข้าตาจน

    ถ้าเลวร้ายที่สุด คงต้องยอมมอบตัวกับทางการ แล้วขอร้องไม่ให้ทำลายกรีด

    แต่เขาอยากให้นั่นคือทางเลือกสุดท้าย

    "พี่ค่ะ จะให้เจ้าควอตซ์ขุดดินสร้างเส้นทางหนีดีไหมคะ? "

    "ความคิดเข้าท่า งั้น---"

    "ตรงนั้น! ออกมาจากซอยเดียวนี้! "



    "!?! "

    พวกเอซรีบเตรียมพร้อมรับมือต่อสู้ทันทีที่ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่

    "เผ่ายักษ์หนึ่ง เผ่าภูติหนึ่ง เผ่ามนุษย์นกหนึ่ง แล้วก็เผ่ามนุษย์สี่คน…? "

    แต่ดูเหมือนว่าคนที่ถูกเจ้าหน้าที่พบนั้น จะไม่ใช่พวกเขา



    เลยออกไปอีกสามซอยจากที่พวกเขาซ่อนตัว มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกล้อมกรอบด้วยตำรวจเผ่ามนุษย์จำนวนสิบคน

    ตำรวจกลุ่มนั้น ล้วนแต่เป็นตำรวจหน่วยพิเศษ

    สวมเกราะที่ถูกทอขึ้นด้วยเส้นใยเหนี่ยวทนทาน แขนและขาถูกสวมด้วยเครื่องกระตุ้นเสริมพลังกล้ามเนื้อ และยังมีปืนกลกระสุนอากาศที่มีความรุนแรงไม่แพ้ลูกปืนของจริง

    แสงไฟสีฟ้าสามจุดที่ส่องสว่างจากหมวกเกราะของพวกเขา กำลังจับจ้องไปที่กลุ่มคนผู้โชคร้ายตรงหน้า



    " (ใครกัน?) "

    พวกเอซพยายามแอบอยู่ในเงามืดของซอย แล้วเฝ้าสังเกตุการณ์บนถนนเส้นหลัก

    กลุ่มคนที่ถูกตำรวจล้อมกรอบนั้น มีด้วยกันอยู่เจ็ดคน

    มีสามคนที่ดูคล้ายเผ่ามนุษย์ กำลังปกปิดตัวตนด้วยชุดคลุมตัวยาวพร้อมกับฮู้ด

    ส่วนที่เหลืออีกสี่คนนั้น คือคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี

    คนหนึ่งเป็นสตรีผมสีม่วงตัดสั้น ผิวสีเขียวอ่อน และมีใบหน้าคมงดงาม

    อีกคน มีผมสีแดงยาว ผู้มาพร้อมกับทรวดทรงร่างกายของนางแบบชั้นนำ

    อีกคนเป็นชายผมยุ่งกระเซิง บุรุษผู้มาพร้อมกับร่างกายที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีทุกวันไม่มีขาด

    และอีกคน… คือภูติตัวน้อยผมสีเขียว เพื่อนสมัยเด็กที่ชอบมาสร้างเรื่องปวดหัวให้กับเขาสม่ำเสมอ

    "อยะ...อย่ายิงนะดอง! "

    กลุ่มที่ถูกตำรวจพบนั้น ก็คือลิลลี่กับพวกพ้องของเธอนั่นเอง