ก่อนหน้าจะมุ่งไปยังตำหนักของิอ๋ององค์ชายฝานจิ้งเปลี่ยนมาประทับบนรถม้าหยางเสียจึงโผล่หน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองที่พำนักของเหล่าเชื้อพระวงศ์ซึ่งเรียงรายอยู่หลายตำหนักอย่างตื่นตาตื่นใจทุกตำหนักล้วนใหญ่โตโอ่อ่า เหล่านางกำนัลและขันทีเดินผ่านไปมาทุกคนล้วนอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีสีสันงดงามแตกต่างกันไปตามตำหนักที่ตนสังกัด
หลังลงจากรถม้าหยางเสียเดินเหลียวซ้ายแลขวาตามเสด็จองค์ชายฝานจิ้งต้อยๆสองตาแลกวาดไปตลอดทางที่เดินผ่าน ความสวยงามของตำหนักเชื้อพระวงศ์นั้นเหนือจินตนาการของนางมากมายนักคาดเดาได้ไม่ยากว่าภายในเขตราชวังจะต้องยิ่งใหญ่สวยงามกว่านี้นับสิบๆ เท่าเป็แน่ นางเคยมองกำแพงวังด้านนอกจากไกลๆนึกไม่ถึงว่าชีวิตนี้จะมีวาสนาได้เข้ามาเห็นสภาพความเป็อยู่ของสายโลหิตแห่งัด้วยสองตา
องค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรเห็นหยางเสียทำตัวราวกับบ้านนอกเข้าวัง...ซึ่งก็จริงเสียด้วยพระองค์จึงได้ตรัสล้อเลียนว่า
“หุบปากบ้างก็ดีแมลงวันบินเข้าได้เป็ฝูงที่เ้าเห็นนี่แค่เขตพระราชฐานชั้นนอกของเหล่าเชื้อพระวงศ์ วังขององค์จักรพรรดิตำหนัก พระมเหสีและพระสนมที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นงดงามกว่านี้มากนักบรรดาสวนที่เ้าเห็นนี้ก็ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของอุทยานหลวง ไว้คราวหน้ามีเหตุธุระสมควรจะพาเข้าไปวันนี้ที่มาตำหนักถงเิ อย่าเพิ่งดีใจว่าข้าพามาเที่ยวข้าหนีบเ้ามาทำงานด้วยต่างหาก”
เมื่อเห็นเด็กรับใช้หน้าจ๋อยหุบยิ้มได้ก็เป็เื่สนุกดีเหมือนกัน“อายุสิบแปดปีแล้วมิใช่รึ อย่าห่วงแต่เที่ยวเล่นเลย ขยันทำงานเข้าภายภาคหน้ามีลูกมีเมียจะได้ไม่ลำบาก”
หยางเสียคันปากอยากจะทูลเถียง...ไม่มีวันมีเมียหรอก
“กระหม่อมจะจำใส่ใจไว้...” หญิงสาวตอบและเดินตามหลังพระองค์ต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจพยายามทำตัวไม่วอกแวกกับสิ่งรอบข้างอีก
เมื่อถึงตำหนักถงเิแล้วองค์ชายฝานจิ้งทรงปล่อยหยางเสียไว้ที่ตำหนักเพื่อทำการคัดเลือกหนังสือที่จะนำกลับไปยังค่ายส่วนพระองค์มุ่งเสด็จยังตำหนักขององค์รัชทายาทเทียนหลง
ครั้นเสด็จถึงตำหนักขององค์รัชทายาทก็พบว่าพระองค์เพิ่งได้รับพระโอสถและเข้าบรรทมตามที่หมอหลวงถวายการรักษา มีเพียงท่านหญิง ชิงหลิงซึ่งเป็พระคู่หมั้นคอยรับเสด็จเป็ครั้งแรกที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังจากต้องจากกันโดยไม่ได้ร่ำลา...
“ถวายบังคมเพคะ” น้ำเสียงใสกระจ่างร่างบางชดช้อยยอบกายลงอย่างนุ่มนวล
องค์ชายฝานจิ้งอยู่ตรัสถามพระอาการของพระเชษฐาได้ไม่นานก็ทรงลากลับความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างองค์ชายรองและบุตรีเ้ากรมอาญานั้นเป็ที่รู้กันโดยทั่วไปแต่ในเวลานี้พระเชษฐาได้ทรงหมายมั่นในตัวสวี่ชิงหลิงแล้ว แม้ในพระทัยขององค์ชายฝานจิ้งรู้สึกโหยหาอดีตแห่งรักเพียงใดก็ไม่มีพระประสงค์จะทำให้พระเชษฐาและอดีตสตรีในดวงใจต้องหมองมัวการพบกันในครั้งนี้จึงเป็ไปอย่างรวดเร็วที่สุด
สวี่ชิงหลิงได้แต่ทอดสายตาตามวรองค์สูงสง่าที่เสด็จออกจากตำหนักไปด้วยสายตาละห้อยหาตลอดเวลาที่องค์ชายทรงรับสั่งกับนางนั้น นางก็มองพระองค์ได้ไม่เต็มตานัก กระนั้นนางก็ยังจดจำได้ถึงดวงพระพักตร์คมเข้มพระเนตรคมเปี่ยมล้นไปด้วยสิเนหาคู่นั้น อีกทั้งพระโอษฐ์ที่พร่ำคำรักเมื่อกาลก่อนอ้อมพระพาหาและพระอุระกว้างที่นางเคยได้อิงแอบนั้นยังฝังลึกในหัวใจไม่เสื่อมคลาย
แต่เพราะไม่มีทางเลือกแม้รักสุดหัวใจแค่ไหน...นางก็จำต้องตัดใจ!
อดีตผ่านแล้วและไม่อาจหวนคืน ที่สำคัญนับจากวันนี้ผู้อยู่ในห้องบรรทมคือพันธะผูกพันที่นางต้องร่วมเคียงด้วยใจภักดีสืบไป
กลางราตรีมืดมิด
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอากาศร้อนอบอ้าวเกินไปหรือเพราะในพระทัยนั้นร้อนรุ่มด้วยเื่ราวหนหลังรุมเร้าองค์ชายฝานจิ้งไม่อาจข่มพระเนตรให้บรรทมได้ พระองค์จึงเสด็จออกมาประทับที่ระเบียงตำหนักถงเินาน...กว่าสายลมจะพัดพาความเย็นพลิ้วผ่านเข้ามา
จักรพรรดิเสินตี้มีพระราชประสงค์ให้มีงานมงคลเกิดขึ้นข้าราชบริพารฝ่ายในเริ่มตระเตรียมงานพิธีบางส่วนแล้ว...พิธีาาภิเษกสมรสจะถูกจัดขึ้นทันทีหลังองค์รัชทายาทเทียนหลงหายจากประชวรอย่างช้าที่สุดคงไม่เกินฤดูวสันต์ปีหน้า
องค์ชายฝานจิ้งถอนพระปัสสาสะหนักเมื่อทรงระลึกถึงรักแรกที่จารลึกในพระทัยจนยากจะลืมแม้เวลาได้ล่วงผ่านไปถึงสองปีแล้วก็ตาม พระโอษฐ์ยืนยันว่าไม่รู้สึกอะไรกับความหลังแต่ลึกๆ ในพระทัยแล้วแผลนั้นไม่เคยจาง
อีกด้านหนึ่งนั้น เพราะแปลกที่แปลกทางทำเอาหยางเสียนอนไม่หลับ หญิงสาวหยิบเสื้อตัวนอกขึ้นมาสวมแล้วเดินออกจากห้องเวลานี้คงกลางยามจื่อ[1]แล้วพระจันทร์สุกสว่างทอแสงนวลยวนตาบนยอดสน หยางเสียค่อยๆเดินลัดเลาะมาตามแนวระเบียงรอบตำหนักถงเิก่อนตัดสินใจเลี้ยวพ้นชายคาตำหนักออกมาที่สวนไม้กระถางด้านหลังนางสังเกตเห็นเครื่องดนตรีคุ้นตาชิ้นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหินเตี้ยๆที่ศาลาแปดเปลี่ยมริมกำแพง นางจึงก้าวเดินขึ้นไปบนศาลานั้น
หยางเสียทรุดตัวลงนั่งหน้าฉินเครื่องดนตรีซึ่งนางเคยเล่นทุกค่ำคืนที่หอ ฮวาหงหญิงสาวก้มลงมองฝ่ามือสากระคายจากการฝึกหนักในค่ายด้วยใจสงบนิ่งมือขวาลูบไล้ส่วนหัวของฉินตัวงามแ่เบา ก่อนวางมือซ้ายเหนือสายทั้งเจ็ดเส้นตาพราวระยับไล่มองจุดทั้งสิบสามที่ทำจากเปลือกหอยแวววาวเพื่อฟื้นความทรงจำแต่หนหลัง...
ชีวิตกว่าแปดปีที่ฮวาหง แม่หยางเอ๋อร์และฉินเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตนาง
หยางเสียวางนิ้วมือซ้ายกดลงที่สายหนึ่งใช้นิ้วมือขวาดีดจนเกิดเสียงอันคุ้นหู...ก่อนเริ่มบรรเลงเพลงในความทรงจำทีละเพลงทุกท่วงทำนองที่นิ้วเรียวกรีดบนเส้นไหมทั้งเจ็ดนั้นคือความทรงจำที่หล่อหลอมจนเป็นางในวันนี้
องค์ชายฝานจิ้งซึ่งประทับบนระเบียงแว่วเสียงฉินคลอมาตามสายลมเสียงไม่ได้มาจากที่อื่นไกล แต่เป็ภายในตำหนักถงเินี่เอง พระองค์เสด็จลงจากที่ประทับเพื่อหาที่มาของเสียงพระกรรณยังสดับเสียงเพลงที่บรรเลงอยู่ราวกับกำลังปลอบประโลมและขับไล่ความกลัดกลุ้มในพระทัยให้เบาบางลง
จังหวะและท่วงทำนองนั้นแ่พลิ้วดุจลมไล้ใบพฤกษาประหนึ่งภู่ภมรจุมพิตกลีบบางของมวลหมู่ดอกไม้งามอย่างแ่เบา...พระบาทก้าวตามเสียงเพลงนำทาง
นิ้วของหยางเสียยังคงบรรเลงเพลงอย่างต่อเนื่องความทรงจำค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจนางทีละน้อย ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับไปทีละวันๆย้อนไปจนถึงวันที่แม่ทั้งสองจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
พระวรกายงามสง่าชะงักฝีพระบาทก่อนที่จะเสด็จเข้ามาถึงในสวนซึ่งเป็จุดกำเนิดแห่งเสียงเพลงทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ท่วงทำนองดุจสายน้ำไหลเอื่อยนำพาความชุ่มฉ่ำใจในตอนแรกกลับกลายเป็นาวาแห่งความทุกข์หลั่งท่วมลงในใจของผู้เล่นบทเพลงครวญคร่ำถึงการจากพรากและการรอคอยด้วยหัวใจที่เปลี่ยวเหงาอย่างไม่รู้จบสิ้นในพระหทัยตอนนี้ละม้ายเห็นนกยวนยางตัวหนึ่งลอยคอเดียวดายรอวันที่จะสิ้นลมหายใจเพื่อจะได้หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ตรมจากการเฝ้าคิดคำนึงถึงหัวใจอีกดวง...ที่จากมันไป
หยางเสียกำลังบรรเลงเพลงที่นางรักมากที่สุดบทเพลงที่นางได้ยินแม่หยางเอ๋อร์เล่นเกือบทุกค่ำคืนก่อนจะออกจากบ้านไปรับแขกในหอฮวาหง
นางรอ...เพลงของแม่ แต่นางบรรเลงได้ยังไม่ถึงครึ่งเพลงนิ้วเรียวก็หยุดการเคลื่อนไหว
ลมพัดตะเกียงแกว่งไกวแสงไฟทำให้เกิดเงาวูบไหวของใบไม้ที่ไหวด้วยแรงลมเงาของร่างที่นั่งหันข้างอยู่บนศาลาแปดเหลี่ยมยังคงสงบนิ่งแสงนวลจากไฟตะเกียงตกกระทบอาบเสี้ยวหน้าละมุน ผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังแทบจะกลืนไปกับเสื้อคลุมสีเข้มตัวนั้น
คล้ายต้องมนตร์สะกด ชั่วเสี้ยวผีเสื้อขยับปีกองค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรละม้ายเห็นสตรีนางหนึ่งรอบกายถูกครอบคลุมด้วยเงาแห่งความอ้างว้างเดียวดายร่างบางราวแก้วนั้นเริ่มสั่นด้วยแรงสะอื้น ก่อนที่พระบาทแห่งองค์ชายรองกำลังจะย่างเข้าหาคนบนศาลาพระองค์ทรงส่ายพระเศียรเบาๆ และบอกกับพระองค์เอง
คนบนศาลาหาใช่สตรีไม่ หากแต่เป็ ‘หยางเสีย’ ทหารรับใช้ในพระองค์ต่างหากเล่า
หยางเสียปาดน้ำตาทิ้งพยายามสะกดกลั้นตัวเองให้หยุดร้องไห้ สัญญากับแม่หยางเอ๋อร์แล้วว่าจะอยู่ให้ได้แล้วทำไมเ้ายังมานั่งร้องไห้ในที่แบบนี้อีก ตอนนี้เป็ชายจะมาคร่ำครวญพิรี้พิไรหาควรไม่ถ้าใครมาเห็นจะแก้ตัวได้ว่าอย่างไร หญิงสาวสูดลมหายใจยกชายแขนเสื้อซับน้ำตาตัวเอง ก่อนไล้มือเล็กไปบนฉินแ่เบา
“ขอบคุณ...” นางกล่าวก่อนตัดใจลุกขึ้นกลับห้องตัวเอง
องค์ชายฝานจิ้งทรงยืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ไม่ได้ทรงตั้งใจจะหลบหน้าคนในสวนแต่การไม่เจอหน้ากันในสถานการณ์แบบนี้น่าจะดีกว่าพระเนตรรียาวจับจ้องใบหน้าของคนที่เดินก้มหน้าผ่านไป
ชายอย่างเ้าทุกข์หนักด้วยเื่อันใด จึงร้องไห้เสียน้ำตาได้ถึงเพียงนี้หรือทุกข์นั้นเกิดด้วยเื่ของหัวใจ...
เมื่ออีกคนเดินหายลับไปแล้วพระองค์จึงทรงก้าวขึ้นไปบนศาลา ราวกับฉินตัวนี้ยังทิ้งปลายเสียงล่องลอยคอยขับขานกลิ่นอายความอบอุ่นแผ่ซ่านระคนเคล้าความหมองเศร้าแทรกซึมไปทั่วบริเวณ
เสด็จอาหยิงิโปรดที่จะวางเครื่องดนตรีหลายชนิดไว้รอบตำหนักส่วนฉินบนศาลานี้อู๋อี้หวินก็เคยบรรเลงเพลงอยู่บ่อยครั้ง
ทรงสังเกตเห็นหนึ่งหยดน้ำใสเกาะอยู่ที่ตัวฉินสีดำเป็มันปลาบ
ฝีมือด้านดนตรีไม่ได้ด้อยไปกว่าเพลงดาบในสนามฝึกเลยนอกจากซุ่มซ่าม ช่างเหม่อลอยแล้ว ยังจะเป็คนเ้าน้ำตาด้วยอีก จากที่ทรงเคยชินกับการแกล้งแหย่เ้าหนุ่มน้อยคนนี้ต่อไปนี้เห็นจะต้องทรงยั้งไว้บ้างแล้ว มิเช่นนั้นเห็นจะต้องเสียผ้าซับพระพักตร์ให้อีก
พระดัชนีแตะลงที่สายฉิน องค์ชายฝานจิ้งทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองแสงตะเกียงเรืองรองก่อนจะตรัสกับพระองค์เองเบาๆ
“แสงไฟ...ไยเ้าลวงเรา ฝานจิ้งเอ๋ยเลอะเลือนแล้ว...เห็นบุรุษเพศเดียวกันกลายเป็สตรีไปได้”
[1]๒๓.๐๐– ๐๑.๐๐ น.