***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
เมืองกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ
เมืองที่เคยงดงามกำลังจมอยู่ใต้ทะเลเพลิงสีแดงฉาน
แมกไม้บ้านเรือนอาคารส่งเสียงไม้แตกดังลั่น เปลือกของอาคารถูกย้อมด้วยสีแดงจนกลายเป็นสีดำ ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีกลับสู่ผืนดิน
เมืองของพวกเรา...
ถึงจะทำใจเอาไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นน้ำตาไม่ไหว
“... ทุกคนรีบใช้จังหวะนี้หนีกันเถอะ”
ผมปาดน้ำตาตัวเองด้วยแขนข้างขวา แล้วหันไปพูดปลุกสติของขบวนอพยพ
พลังโจมตีของลี่รุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้มาก
สงสัยที่บอกว่าเคยลบภูเขาทั้งลูกมาแล้ว คงจะไม่ได้เป็นการพูดที่เกินความจริง
ผมหันไปมองดูลี่ที่หมดแรงเพราะใช้พลังแห่งปาฏิหาริย์ออกไป
เธอกำลังนอนพักอย่างปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนสีเขียวของเพื่อนเธอที่ชื่อว่าพรุน
ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุข ราวกับมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าภารกิจของเธอนั้นลุล่วงไปแล้ว
ใช่ เธอทำหน้าที่ของเธอได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
พลังของเธอทำให้เกิดเป็นเปลวไฟกองใหญ่พวยพุ่งขึ้นที่เมืองส่วนทิศตะวันออก
เปลวไฟนั้นลุกโชนกลายเป็นประกายแสงขนาดใหญ่ และทำให้เฮเดสเริ่มลังเลสับสน
มันคงคิด---
จะไปที่แสงสีแดงตรงหอคอยโนอาร์ หรือแสงสีแดงที่กำลังลุกโชนในทิศตะวันออกของเมืองก่อนดีนะ?
มันคงกำลังคิดเช่นนั้นอยู่
“สำเร็จ มันยอมเปลี่ยนทิศแล้ว”
สุดท้ายมันก็ยอมเปลี่ยนเส้นทาง
ภูเขาสีขาวขนาด 60 เมตร ซึ่งเคยเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ กำลังเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศไปทางตะวันออกของเมือง
มันกระโจนเข้าใส่กองเพลิงด้วยตัวเองราวกับแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ
แต่เปลวไฟนั้นไม่สามารถทำร้ายผิวกับกระดองหนาของมันได้
ทันทีที่ร่างกายของมันทับลงไปบนเปลวไฟ แสงสีแดงที่ลุกไหม้ก็จะดับตัวลงแทบจะในทันที
เจ้าเฮเดสเริ่มสับสนว่าทำไมแสงสีแดงที่สวยงามเหมือนประกายแสงจากแร่ถึงได้หายไป?
คราวนี้มันเลยอ้าปากกว้าง แล้วพยายามกลืนกองเพลิงเข้าไปข้างในปาก
อาจจะด้วยความร้อนของไฟ เลยทำให้มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทันทีที่คว้านเนื้อดินกับบ้านต้นไม้ที่ติดไฟกินเข้าไปในปาก
โง่โคตร...
“ขึ้นอยู่กับความโง่ของมันแล้วว่าจะโง่ได้นานแค่ไหน”
เฮเดสเป็นสัตว์ที่โง่เขล่า
ทั้งที่ควรจะรู้ตัวว่าเปลวไฟพวกนั้นไม่ใช่แร่ของจริง แต่มันก็ยังพยายามกินแทบเป็นแทบตายอยู่ดี
กว่ามันจะรู้ตัวว่าถูกหลอกอยู่ คงเป็นตอนที่มันไล่กินภาพลวงตาของแร่จากเปลวไฟจนหมดทั้งเมืองภาคตะวันออกนั่นละ
น่าจะถ่วงเวลาได้สักสิบนาทีละมั้ง?
“จะทันหรือเปล่า...”
พอหันไปมองแถวของขบวนอพยพแล้วก็ทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมา
เพราะไม่น่าจะทันเวลา…
ต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของมันให้ได้มากกว่านี้
แต่ว่าจะใช้วิธีไหนดีละ?
"..."
คงเหลือเพียงแค่วิธีนั้นวิธีเดียวแล้วละมั้ง…
"ควอตซ์…"
"ฟ่อ! "
อสรพิษยาวหกเมตรส่งเสียงขานรับผมอย่างองอาจ
มันโตขึ้นมากทีเดียวหากให้เทียบกับสมัยก่อน
เกล็ดโปร่งแสงสีเงินของมันมีความงดงามส่องประกายประดุจอัญมณีที่ผ่านการเจียระไน
มีกรามและเขี้ยวที่แข็งแกร่งมากพอจะบดขยี้ให้ก้อนหินกลายเป็นผุยผง
รวดเร็วปานลมกรด ว่องไวหาใครเทียบเทียม
นี่ละคือเจ้าควอตซ์ของท่านพ่อที่เติบโตขึ้น
มันโตพร้อมที่จะลงสู่สนามรบของจริงแล้ว
"พร้อมที่จะไปถ่วงเวลากับผมไหม? "
"กีส! "
เจ้าควอตซ์ตอบรับคำแล้วหันหลังให้ขึ้นไปขี่บนหลัง
ถ้าจะถ่วงเวลา มีแต่จะต้องทำตอนนี้เท่านั้น
เพราะหากรอให้เปลวไฟในเมืองดับไปหมด ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้
อีกอย่าง ผมคิดที่จะใช้เปลวไฟพวกนี้ช่วยในการซ่อนตัวด้วย
แผนการไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่เข้าโจมตีแล้วหนีออกไปซ่อนในม่านไฟเท่านั้น
ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เพื่อดึงความสนใจของมันเอาไว้
นี่ละคือแผนการ
ผมกระโดดขึ้นคร่อมร่างสีเงินของควอตซ์
ได้เวลาลุยกันแล้ว!
ร่างของผมพุ่งทะยานออกนอกเขตบูชาของเทพเจ้าไปอย่างรวดเร็ว
"ไพ---"
"นายท่าน---"
เสียงโทแพชกับท่านกลัทโทนี่ย์ดังขึ้นไล่หลัง
แต่ผมทำเป็นไม่สนใจ
งานเสี่ยงตายแบบนี้มีแค่ผมกับเจ้าควอตซ์ก็พอ
"ร้อน! "
ป่าที่เคยเป็นเมืองกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ
ใบไม้สีดำสลับแดงกำลังลุกไหม้กระจ่ายไปทั่วทุกตารางนิ้ว
พื้นดินสั่นสะเทือนพิโรธ
ทุกสิ่งล้วนโกลาหลวุ่นวาย
ไกลออกไปสุดปลายถนน คือต้นเหตุของความวิบัติทั้งมวลที่เกิดขึ้น
เฮเดส…
เต่ายักษ์ไร้ขาผิวสีเขียวเต็มไปด้วยตะปุ่มน่าเกลียดตัวนั้น ยังคงไล่กินเปลวไฟและบ้านเรือนอย่างคนเขลา
กินแล้วกรีดร้องเพราะไฟลวกปาก แต่ก็ยังคงกินต่อไปไม่หยุด
มันไม่สนใจตัวตนเล็ก ๆ อย่างผมเลยสักนิด
คงเห็นเป็นแค่แมลงตัวเล็กเท่านั้นสินะ?
งั้นเดียวจะแสดงให้เห็นเอง ว่าแมลงตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง!
“บุกเลย! ”
ผมบังคับเจ้าควอตซ์ให้เลื้อยไปทางส่วนหางของมัน
เลื้อยหลบเปลวไฟปะทุที่ร่วงลงมาราวห่าฝน
หลบท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังเอนล้มลงมา
พุ่งผ่านม่านควันที่ลอยขึ้นหนาทึบ
ใบหน้าต้องสะเก็ตไฟร้อน พุ่งผ่านสายลมให้กรีดผิวบนใบหน้า แทรกผ่านสิ่งกีดขวางดั่งสายลม เพื่อมุ่งประชิดอริศัตรูที่อยู่ตรงหน้านี้
อีกเพียงแค่สิบเมตร ก็จะถึงจุดที่ผมสามารถกระโดดขึ้นไปปีนหางของมันได้แล้ว
แต่มันกลับยกหางขึ้นสูง แล้วฟาดลงพื้นดินอย่างรุนแรงเสียก่อน
“อึ๊ก! ”
กระแสลมที่เกิดขึ้นนั้น รุนแรงราวกับพายุ
เจ้าควอตซ์รีบใช้หางของมันเลื้อยเข้าไปพันกับเสาของบ้านต้นไม้หลังหนึ่ง
ส่วนผมใช้มือทั้งสองเกาะผิวเกล็ดของเจ้าควอตซ์สุดชีวิต
ร่างกายของเราทั้งคู่ลอยสูงจากเหนือพื้น และปลิวโบกไปตามกระแสลมเสมือนธงที่ติดบนเสาใหญ่
“มันจะโค่นลงมาแล้ว! ”
ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเราใช้เกาะนั้น เริ่มส่งเสียงดังลั่นน่ากลัว
ผิวไม้สีแดงของมันเริ่มปริแตกออก และทำท่าจะโค่นลงได้ทุกวินาที
“กี๊ส! ”
“จัดการเลยควอตซ์! ”
เพียงแค่ประสานตากัน มันก็ทราบได้ถึงความต้องการของผมทันที
เจ้าควอตซ์ใช้ปากของมันกัดที่ตรงกลางของร่างกาย แล้วใช้หางที่พันกับต้นไม้เป็นจุดหมุน
มันหมุนตัวเองเพื่อโยนร่างของผมให้ลอยไปทางหางของมั
“ย๊ากกก! ”
ร่างของผมกำลังลอยขึ้นสูงเป็นวิถีโค้ง
ผมชักดาบสีขาวกับสีดำออกมากลางอากาศ แล้วแทงลงไปที่หางของมันพร้อมกันทั้งสองข้าง
น้ำหนักตัวกับแรงที่ถูกส่ง ได้กลายเป็นพลังทำลายให้ใบดาบทั้งคู่เฉือนผิวสีเขียวของมันลากเป็นทางยาว
บาดแผลยาวขนาดห้าเมตรสองเส้นได้ถูกเปิดออก พร้อมกับที่มีเลือดสีฟ้าไหลออกมาเป็นเส้นทางยาว
แต่ทว่าเจ้าเฮเดสยังคงนิ่งเฉย
บาดแผลแค่นี้คงยังไม่อาจทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดได้สินะ?
“แล้วถ้าแบบนี้ละ! ”
ผมปีนขึ้นมายืนบริเวณโคนหางของมัน
เนื่องจากเคยศึกษาร่างกายของสัตว์ในมาบ้าง เลยพอจะทราบได้ว่าส่วนไหนเป็นจุดตายของมัน
อย่างเฮเดสตัวนี้ มันมีจุดที่ไวต่อความรู้สึกด้วยกันสามจุด
โคนหาง ต้นคอ และหน้าผาก
ต่อให้ตัวโตแค่ไหน แต่จุดตายน่าจะเหมือนกันนั่นละ
“จงหันมาสนใจผมคนนี้ซะ! ”
ว่าแล้วก็ลงดาบอย่างไม่มีลังเล
ดาบสีขาวยาวหนึ่งเมตรครึ่งถูกปักทะลุลงไปในโคนหางด้วยมือทั้งสองข้าง
“@! #$”
เจ้าเฮเดสกรีดเสียงร้องลั่นอย่างเจ็บปวด
มันส่ายหางอย่างรุนแรงราวกับคนบ้า
โลกทั้งใบของผมถูกจับหมุนควงสว่าน พื้นที่ใช้ยืนไร้ซึ่งความมั่นคง และทำท่าจะร่วงหล่นลงไปกระแทกพสุธา
แต่ผมจะไม่มีวันยอมหลุดออกไปจากตำแหน่งนี้เด็ดขาด
แขนข้างขวาของผมจะไม่มีวันยอมปล่อยจากดาบเล่มนี้เด็ดขาด!
ผมวัดพลังแข่งกับมัน
เสียงลมหายใจดังทุกท่วงทำนอง แขนขวาเริ่มเมื่อยล้า ร่างกายถูกจับโยนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากแรงเหวี่ยง
แต่กระนั้นผมก็ไม่ยอมปล่อยดาบเล่มนี้ให้หลุดมือ
“หยุดแล้ว? ”
ดูเหมือนว่าผมจะเป็นผู้ชนะ
เจ้าเฮเดสเริ่มยอมแพ้ที่จะส่ายหาง แล้วหยุดพักลงครู่หนึ่ง
หรือไม่ก็มันอาจจะคิด ว่าตัวตนที่ยืนอยู่ตรงหางของมันนั้น ได้หลุดกระเด็นออกไปไกลแล้วละมั้ง?
“ย๊ากกกก! ”
งั้นขอซ้ำอีกแผลแล้วกัน
ผมกดดาบขาวให้จมลึกลงไปจนแทบมิดด้าม แล้วตวัดคว้านเอาเนื้อจำนวนมากขึ้นมา
เลือดสีฟ้าพุ่งขึ้นท้องฟ้าราวกับเขือนกักน้ำที่แตกทลาย
“ควอตซ์! ”
“กี๊ส! ”
ผมรีบกระโดดลงจากหางไปขึ้นขี่เจ้าควอตซ์อีกครั้ง
อสรพิษแสนรักของท่านพ่อเลื้อยเข้ามารับผมได้แม่นยำราวกับจับวาง
ในขณะที่เจ้าเฮเดสกำลังส่ายหางตัวเองทุบกับพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง
คงเจ็บมากสินะ?
ดวงตาของมันที่กลมโตแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่คมกริบดุร้าย
สายตาคู่นั้นเบนทิศทางมาจับจ้องมาที่ผม
“มันเห็นเราเป็นศัตรูแล้ว รีบหนีเร็ว! ”
“กี๊ส! ”
ภูเขายักษ์สีขาวกำลังไล่ล่าพวกเรา
แต่ความเร็วของมันไม่อาจเทียบเจ้าควอตซ์ได้
ถึงจะมีบ้านเรือนและทะเลเพลิงเป็นสิ่งกีดขวาง แต่ของพวกนั้นช่างไร้ค่ากับผมและเจ้าควอตซ์ที่รู้เส้นทางในเมืองเป็นอย่างดี
แถมพวกเรายังใช้ตัวเมืองกับทะเลเพลิงให้เป็นประโยชน์ ในการใช้ซ่อนตัวจากเจ้าเฮเดสอีกด้วย
ฝั่งผมรวดเร็วกว่ามันเยอะ
“ (ดีละ แบบนี้น่าจะถ่วงเวลามันได้นานพอควรเลย) ”
การเล่นไล่จับกับเฮเดสกินเวลามากถึงยี่สิบนาที
จนกระทั้งเจ้าเฮเดสเริ่มหมดความสนใจจากผม แล้วหันไปกินเปลวไฟที่ลุกโชนอย่างโง่งมต่อ
“ดีละ ต่อไปส่วนหัว! ”
เมื่อเห็นว่ามันหมดความสนใจ ผมจึงให้เจ้าควอตซ์จับผมโยนกลับขึ้นไปบนตัวของมัน
คราวนี้ผมเกาะที่แถวต้นคอของมัน
การปีนป่ายไปตามผิวหนังหยาบกร้านของมัน ให้ความรู้สึกเหมือนกับการปีนหน้าผาที่กำลังเกิดแผ่นดินไหว
แต่ใช่ว่าจะยากเกินความสามารถ
“ได้ตำแหน่งแล้ว”
ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนต้นคอของมัน
ผิวคอที่ดูบอบบางตรงหน้า คืออีกจุดที่เป็นจุดไวต่อความรู้สึกของมัน
“แบบนี้คงต้องใช้ดาบดำ…”
เรื่องจากการฟันหางเมื่อกี้ เลยทำให้ดาบเฮเดสสีขาวบิ่นไปพอสมควร
คราวนี้เลยหันมาใช้ดาบดำแทน
ดาบดำเล่มนี้ คือดาบของพวกเผ่าอสูรกายที่ท่านพ่อยึดมา
จากการเรียนรู้อารยะของพวกเผ่าอสูรกายในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน เลยทำให้ผมรู้วิธีใช้งานที่แท้จริงของมัน
มันไม่ใช่ดาบต้องคำสาปเหมือนอย่างที่ทุกคนในเผ่าเข้าใจ
“ตั้งสมาธิ…”
ดาบเล่มนี้คือดาบที่ใช้พลังแห่งปาฏิหาริย์ได้
มันจะดูดพลังงานของผู้ใช้ให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า [รังสี] ที่มีความร้อนสูง
เป็นพลังที่เหมือนกับ [พลังปาฏิหาริย์] ของเทพเจ้าโนอาร์
ผมหันปลายดาบดำลงไปที่พื้น… ที่ต้นคอของมัน
รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังไหลออกไปผ่านทางฝ่ามือสู่ตัวด้ามของดาบ
“ฮ่ะ! ”
ดาบสีดำแผ่แสงสีฟ้าออกมาเป็นเส้นตรงยาว
เส้นแสงนั้นวิ่งใส่ต้นคอของเฮเดส
มันแผดเผาผิวสีเขียวจนไหม้เกรียม ก่อนจะทะลุเข้าไปในเนื้อแทบจะในทันที
“ย๊าก! ”
ผมตวัดดาบหนึ่งครั้งสุดแรงจนเกิดเป็นแผลยาวไปตามความกว้างของลำคอมัน
“@! #$!!! ”
เลือดสีฟ้าจำนวนมากแตกทะลักออกมาไปทั่วต้นคอ
อาจจะด้วยความเจ็บปวดและสัญชาตญาณ มันจึงรีบหดหัวกลับเข้าไปในกระดองทันที
“ควอตซ์! ”
“กี๊ส! ”
ผมกระโดดลงมาจากต้นคอของมัน ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปบี้ติดกับส่วนกระดอง
แต่ทว่าก่อนที่ผมจะได้ทันขึ้นขี่เจ้าควอตซ์…
“เฮ้ย!? ”
“กี๊สสสสสสส! ”
เจ้าเฮเดสกลับยื่นหัวออกมากระแทกใส่พวกเราที่ลอยอยู่กลางอากาศประดุจเป็นกระสุนปืนใหญ่
“อั๊ก! ”
ร่างของผมกระเด็นลื่นไถลไปกับพื้นดินเป็นเส้นทางที่ยาวกว่าห้าสิบเมตร
รู้สึกว่าโลกทั้งใบของตัวเองหมุนติ้ว
แต่ร่างกายยังอยู่ดี
แขนขายังไม่หัก ร่างกายยังไม่บอบช้ำ
ทั้งที่ร่างกายกระแทกรุนแรงขนาดนั้นเนี่ยนะ?
หรือว่า…
“ควอตซ์… ไม่จริง…”
ผมยังไม่ตาย…
ความจริงผมควรจะตายไปแล้ว
แต่ผมยังไม่ตาย
เพราะว่าเจ้าควอตซ์มันใช้ร่างกายของมันเป็นเบาะรับแรงกระแทกแทนผมไปทั้งหมด
เกล็ดสีเงินที่งดงามของมันกำลังเต็มไปด้วยเลือดสีฟ้า
ร่างกายของมันถูกบิดอยู่ในสภาพเป็นเกลียวเหมือนกับเชือกที่ถูกบิดจนแน่น
ลมหายใจของมันรวยรินและแหบแห้ง
ไฟชีวิตในดวงตาของมันกำลังจะมอดดับลง
ไม่จริง…
แกจะตายตรงนี้ไม่ได้นะควอตซ์
แกยังโตได้อีก ยังต้องอยู่กับผมต่อไป…
แกต้องอยู่เพื่อรอต้อนรับพร้อมกับผมในวันที่ท่านพ่อกลับมาไม่ใช่หรือ?
“เพราะงั้น แกจะต้องกลับบ้านไปพร้อมกับผม! ”
ผมลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มเจ้าควอตซ์ขึ้นหลัง
หนัก… แต่จะมาทำตัวอ่อนแอตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ผมรีบวิ่งกลับไปหาทุกคนที่แท่นบูชาโนอาร์
โชคดีที่ผู้คนตรงแท่นบูชาเริ่มลดลงจนเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยคนแล้ว
ผมถ่วงเวลามาได้มากพอแล้ว
“เร็วเวอร์! ”
แต่ทว่าเจ้าเฮเดสที่ไล่ตามหลังมีความรวดเร็วกว่าขาคู่นี้ของผม
ถ้าเป็นแบบนี้คงถูกบดขยี้ก่อนที่จะได้ทันหนีแน่นอน
“หน่อยยยย ไม่ยอมแพ้หรอก! ”
ผมยังคงวิ่งหน้าตั้งไม่หยุด
พร้อมกันนั้น พรรคพวกของผมที่อยู่ตรงแท่นบูชาก็เริ่มโจมตีสกัดเฮเดสด้วยอาวุธที่พวกเขามี
ลูกธนูจำนวนหนึ่งวิ่งลอยข้ามหัวเข้าใส่เฮเดส
แต่อาวุธเหล่านั้นทำได้เพียงแค่ปักคาเอาไว้บนผิวของมันอย่างไร้ค่าเท่านั้น
“เจอนี่หน่อยดอง! ”
“จัดการเลย! ”
คราวนี้เป็นการโจมตีของพวกลี่
ดูเหมือนว่าพลังของเธอจะกลับมาแล้ว
เธอสร้างอะไรบางอย่างที่มีสีฟ้าน่ากลัว แล้วยิงเป็นคลื่นพลังออกมา
คลื่นพลังนั้นมีสีฟ้าสุกสว่าง มีกระแสไฟฟ้าวิ่งไหลไปรอบตัวของมัน อีกทั้งยังสร้างเสียงดังกึกก้องราวกับท้องฟ้าทั้งผืนจะถล่มลงมาได้
แต่ทว่า---
“รับได้!? ”
เจ้าเฮเดสกลับไม่สะทกสะท้านต่อพลังที่น่ากลัวนั้น
มันรีบหดหัวเข้ากระดองในวินาทีที่เห็นแสงสว่างเมื่อกี้
แสงสีฟ้าที่ปะทะกับผิวกระดองขาวของมัน ทำได้เพียงแค่ละลายผิวนอกของมันให้กลายเป็นแร่เหลวสีแดงเท่านั้น
พลังของเธอยังไม่มากพอที่จะเจาะกระดองหนาของมันได้
“@! $#@#%########!!!!!!!! ”
แถมยังไปกระตุ้นให้มันโกรธมากกว่าเดิมอีก
คราวนี้เคลื่อนไหวเร็วกว่าเดิมเท่าตัวด้วย
ตาย ตาย ตาย!
อีกเพียงห้าเมตรมันก็จะไล่ทันผมแล---
*บรึม! *
เกิดเสียงระเบิดพร้อมกับม่านควันลอยขึ้นสูงจนบดบังทัศนวิสัย
พอควันนั้นจางลง ก็พบร่างของเจ้าเฮเดสที่ถูกอะไรสักอย่างพลักกระเด็นจนถอยห่างออกไปไกลกว่าสามสิบเมตร
ท่ามกลางความสับสนนั้น ผมได้เหลือบไปเห็นบางสิ่งตั้งอยู่ตรงด้านหลัง
“กล่อง? ”
มันคือกล่องเหล็กสีเทาขนาดใหญ่
เป็นกล่องที่มีผิวเนียนราวกับไม่ใช่ของบนโลกใบนี้
กล่องนั้นส่องแสงสีแดงสว่างเจิดจ้า
จะบอกว่าเป็นเจ้ากล่องนี้ที่กระแทกภูเขาลูกนั้นจนกระเด็นออกไปหรือ?
“ [จงรับไปค่ะ] ”
และตามมาด้วยเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
เสียงนั้นดังมาจากทางหอคอยโนอาร์
“ [จงรับ [ดาบผ่ามิติโนอาร์] และปกป้องทุกคนด้วยค่ะ] ”
เธอว่าเช่นนั้น
ผมเดินเข้าไปใกล้กล่องปริศนาอย่างไม่มีลังเล
ของที่ส่งมาจากเทพเจ้า…
พริบตาที่เดินเข้าไปใกล้ เจ้ากล่องก็แยกตัวออก แล้วพุ่งเข้ามาหาผมจากรอบทิศทาง
นี่มัน---
“ชุดเกราะ… กับดาบ? ”
กล่องได้เปลี่ยนเป็นเกราะสีเทาตัวบาง
มันหุ้มสวมทับลงบนร่างกายของผม เป็นเกราะที่เข้ารูปทุกสัดส่วน ดูบอบบาง แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างน่าประหลาด
ร่างกายทุกส่วนได้กลายเป็นสีเทา และมีเส้นสีแดงวิ่งลากผ่านเหมือนกับเส้นประสาท
เป็นรูปลักษณ์ที่ดูน่ากลัวในอีกความหมายหนึ่ง
“แล้วดาบประหลาดเล่มนี้? ”
ในมือขวาของผมมีดาบเล่มหนึ่งปรากฏอยู่
ดาบเล่มนี้มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายกระบี่ และมีเส้นแสงสีแดงลากเป็นเกลียววนรอบใบดาบสีเทา
ที่ด้ามดาบมีอัญมณีหินสีแดงสุกสว่างอยู่ก้อนหนึ่ง
[จงรับ และปกป้องทุกคนด้วยค่ะ]
ท่านว่าเช่นนั้น
จะบอกว่าให้ผมรับเอาอาวุธของเทพเจ้าเพื่อใช้ปกป้องทุกคนสินะครับท่านเทพโนอาร์
“ดีละ งั้นเข้ามาเลยเจ้าเต่ายักษ์! ”
ว่าแล้วผมก็เงื้อดาบพุ่งตัวเองเข้าใส่เฮเดสขนาดหกสิบเมตรตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต---
*พึบ! *
“เฮ้ย…!?! ”
มันเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
ผมสามารถร่นระยะสามสิบเมตรเข้าประชิดตัวมันได้ภายในหนึ่งวินาที
พอลงดาบในวินาทีต่อมา
ภาพตรงหน้าก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนไปแล้ว
ไม่ใช่เพียงแค่ร่างของเฮเดสที่ถูกแยกออก
ผืนดิน อากาศ ก้อนเมฆ ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าในระยะหนึ่งร้อยเมตรล้วนถูกจับแยกออกเป็นสองส่วน
ราวกับว่ามิติได้ถูกฉีกขาดออกจากกันเช่นนั้น
ทุกอย่างถูกฉีกขาดออกจากกันในเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิมโดยมีร่างกายของเฮเดสที่ถูกแยกส่วนเป็นสองท่อน
ทุกอย่างฉับพลันเงียบลง
ไม่มีเสียงโหร้องของผู้คนที่ผมล้มเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ได้
ไม่มีเสียงแสดงความยินดีที่ตัวเองรอดชีวิตจากภัยอันตราย
มีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
“บ้าไปแล้ว…”
นี่คือพลังที่แท้จริงของเทพเจ้าเช่นนั้นหรือ
พลังของ [ดาบผ่ามิติโนอาร์] เล่มนี้…
***หุ่นยนต์ผู้ต้องการนาย [โนอาร์]
“แผนเป็นไปได้ด้วยดี”
ฉันกำลังหัวเราะให้กับตัวเองอยู่ในหอคอยโนอาร์
ตอนนี้ฉันสร้างร่างใหม่เสร็จแล้วค่ะ
แถมทำการเขียนโปรแกรมทับใหม่ให้ตัวเองเสร็จสรรพ เลยทำให้สามารถแหกได้ทุกกฏในอดีตที่เคยถูกห้ามเอาไว้
ตั้งแต่ที่สามารถตัดสินใจอะไรได้เอง สามารถเข้าถึงยุทธภัณฑ์ระดับสูงสุดของกองทัพได้อย่างอิสระ รวมไปถึงอิสระที่จะตัดสินใจทอดทิ้งประชาชนของโนอาร์ได้
รู้สึกเหมือนว่าได้เกิดใหม่เลยค่ะ
ตอนแรกคิดว่าพอตัดแปลงตัวเองเสร็จ จะรีบส่งกองทัพออกไปจัดการเจ้าเต่ายักษ์เพื่อนายท่านไพไรต์
แต่มาคิดอีกทีแล้วไม่เอาดีกว่า
เพราะแบบนั้นจะไม่สามารถทำให้ท่านไพไรต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของเผ่าได้ค่ะ
ไหน ๆ พวกลูกหลานของผู้สร้างนับถือให้ฉันเป็นเทพเจ้าไปแล้ว งั้นขอใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ไปเลยสิคะ?
แทนที่ฉันจะออกไปเล่นใหญ่ด้วยตัวเอง สู้ส่งอาวุธให้นายท่าน แล้วปั้นให้นายท่านเป็นเสมือนนักรบของเทพเจ้าไปเลยดีกว่า
เพราะแบบนี้ฉันเลยสั่งไม่ให้ยัยกลัทโทนี่ย์ไล่ตามไพไรต์ แล้วเลือกที่จะส่งอาวุธระดับสูงไปให้เขาแทนค่ะ
[ดาบผ่ามิติโนอาร์] อาวุธที่แยกมิติได้
มันเป็นอาวุธรูปร่างดาบที่เคยสร้างขึ้นในอดีต
มันเป็นอาวุธที่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
เพราะว่ามันสิ้นเปลือง
มันคือดาบที่ใช้พลังงานมหาศาลเพือสร้างรอยแยกมิติ
การสร้างรูหนอนเพื่อเชื่อมมิติแต่ละจุดเข้าด้วยกันนั้น มันต้องใช้พลังงานมหาศาลมาก
เหตุนั้นเลยต้องมีเครื่องรับส่งสองจุดเพื่อลดทรัพยากรณ์ในการใช้งาน
แล้วถ้าสร้างเป็นอาวุธที่ฉีกมิติเพื่อใช้ในการโจมตีละ? ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าคงจะต้องสร้างเป็นเครื่องจักรที่ใหญ่โตมโหฬาร เพื่อให้ใช้งานได้
ดังนั้นปกติเลยสร้างเป็นอาวุธติดยานรบมากกว่า เพราะการทำให้มีรูปร่างเล็กและเบาเพียงพอให้คนถือใช้งานได้ มันต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงจนมีราคาแพงยิบ
สุดท้ายคนในอดีตเลยเลือกที่จะสร้างดาบเล่มนี้ขึ้นมาเพียงเล่มเดียวเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น
เรื่องอาวุธนะช่างมันก่อน แต่เพราะเป็นอาวุธที่ล้ำค่าเช่นนี้ มันก็น่าจะเพียงพอที่ท่านไพไรต์จะได้รับความเคารพจากคนในเผ่าแล้วค่ะ
เพื่อนายท่านแล้ว ฉันจะพยายามสนับสนุนและเค้นสมองหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของนายท่าน
ทั้งหมดนี้เพื่อตัวของนายท่านที่ดีที่สุดที่ฉันได้พบในรอบหนึ่งพันปีนี้ค่ะ
เพื่อนายท่าน [ไพไรต์] คนนี้เท่านั้น
หุ หุ หุ หุ~