Pioneer Era

    ตอนที่ 61 ดาบผ่ามิติโนอาร์

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    เมืองกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ

    เมืองที่เคยงดงามกำลังจมอยู่ใต้ทะเลเพลิงสีแดงฉาน

    แมกไม้บ้านเรือนอาคารส่งเสียงไม้แตกดังลั่น เปลือกของอาคารถูกย้อมด้วยสีแดงจนกลายเป็นสีดำ ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีกลับสู่ผืนดิน

    เมืองของพวกเรา...

    ถึงจะทำใจเอาไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นน้ำตาไม่ไหว

    “... ทุกคนรีบใช้จังหวะนี้หนีกันเถอะ”

    ผมปาดน้ำตาตัวเองด้วยแขนข้างขวา แล้วหันไปพูดปลุกสติของขบวนอพยพ

    พลังโจมตีของลี่รุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้มาก

    สงสัยที่บอกว่าเคยลบภูเขาทั้งลูกมาแล้ว คงจะไม่ได้เป็นการพูดที่เกินความจริง

    ผมหันไปมองดูลี่ที่หมดแรงเพราะใช้พลังแห่งปาฏิหาริย์ออกไป

    เธอกำลังนอนพักอย่างปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนสีเขียวของเพื่อนเธอที่ชื่อว่าพรุน

    ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุข ราวกับมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าภารกิจของเธอนั้นลุล่วงไปแล้ว

    ใช่ เธอทำหน้าที่ของเธอได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ



    พลังของเธอทำให้เกิดเป็นเปลวไฟกองใหญ่พวยพุ่งขึ้นที่เมืองส่วนทิศตะวันออก

    เปลวไฟนั้นลุกโชนกลายเป็นประกายแสงขนาดใหญ่ และทำให้เฮเดสเริ่มลังเลสับสน

    มันคงคิด---

    จะไปที่แสงสีแดงตรงหอคอยโนอาร์ หรือแสงสีแดงที่กำลังลุกโชนในทิศตะวันออกของเมืองก่อนดีนะ?

    มันคงกำลังคิดเช่นนั้นอยู่

    “สำเร็จ มันยอมเปลี่ยนทิศแล้ว”

    สุดท้ายมันก็ยอมเปลี่ยนเส้นทาง

    ภูเขาสีขาวขนาด 60 เมตร ซึ่งเคยเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ กำลังเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศไปทางตะวันออกของเมือง

    มันกระโจนเข้าใส่กองเพลิงด้วยตัวเองราวกับแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ

    แต่เปลวไฟนั้นไม่สามารถทำร้ายผิวกับกระดองหนาของมันได้

    ทันทีที่ร่างกายของมันทับลงไปบนเปลวไฟ แสงสีแดงที่ลุกไหม้ก็จะดับตัวลงแทบจะในทันที

    เจ้าเฮเดสเริ่มสับสนว่าทำไมแสงสีแดงที่สวยงามเหมือนประกายแสงจากแร่ถึงได้หายไป?

    คราวนี้มันเลยอ้าปากกว้าง แล้วพยายามกลืนกองเพลิงเข้าไปข้างในปาก

    อาจจะด้วยความร้อนของไฟ เลยทำให้มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทันทีที่คว้านเนื้อดินกับบ้านต้นไม้ที่ติดไฟกินเข้าไปในปาก

    โง่โคตร...

    “ขึ้นอยู่กับความโง่ของมันแล้วว่าจะโง่ได้นานแค่ไหน”

    เฮเดสเป็นสัตว์ที่โง่เขล่า

    ทั้งที่ควรจะรู้ตัวว่าเปลวไฟพวกนั้นไม่ใช่แร่ของจริง แต่มันก็ยังพยายามกินแทบเป็นแทบตายอยู่ดี

    กว่ามันจะรู้ตัวว่าถูกหลอกอยู่ คงเป็นตอนที่มันไล่กินภาพลวงตาของแร่จากเปลวไฟจนหมดทั้งเมืองภาคตะวันออกนั่นละ

    น่าจะถ่วงเวลาได้สักสิบนาทีละมั้ง?

    “จะทันหรือเปล่า...”

    พอหันไปมองแถวของขบวนอพยพแล้วก็ทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมา

    เพราะไม่น่าจะทันเวลา…

    ต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของมันให้ได้มากกว่านี้

    แต่ว่าจะใช้วิธีไหนดีละ?

    "..."

    คงเหลือเพียงแค่วิธีนั้นวิธีเดียวแล้วละมั้ง…



    "ควอตซ์…"

    "ฟ่อ! "

    อสรพิษยาวหกเมตรส่งเสียงขานรับผมอย่างองอาจ

    มันโตขึ้นมากทีเดียวหากให้เทียบกับสมัยก่อน

    เกล็ดโปร่งแสงสีเงินของมันมีความงดงามส่องประกายประดุจอัญมณีที่ผ่านการเจียระไน

    มีกรามและเขี้ยวที่แข็งแกร่งมากพอจะบดขยี้ให้ก้อนหินกลายเป็นผุยผง

    รวดเร็วปานลมกรด ว่องไวหาใครเทียบเทียม

    นี่ละคือเจ้าควอตซ์ของท่านพ่อที่เติบโตขึ้น

    มันโตพร้อมที่จะลงสู่สนามรบของจริงแล้ว

    "พร้อมที่จะไปถ่วงเวลากับผมไหม? "

    "กีส! "

    เจ้าควอตซ์ตอบรับคำแล้วหันหลังให้ขึ้นไปขี่บนหลัง

    ถ้าจะถ่วงเวลา มีแต่จะต้องทำตอนนี้เท่านั้น

    เพราะหากรอให้เปลวไฟในเมืองดับไปหมด ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้

    อีกอย่าง ผมคิดที่จะใช้เปลวไฟพวกนี้ช่วยในการซ่อนตัวด้วย

    แผนการไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่เข้าโจมตีแล้วหนีออกไปซ่อนในม่านไฟเท่านั้น

    ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เพื่อดึงความสนใจของมันเอาไว้

    นี่ละคือแผนการ

    ผมกระโดดขึ้นคร่อมร่างสีเงินของควอตซ์

    ได้เวลาลุยกันแล้ว!



    ร่างของผมพุ่งทะยานออกนอกเขตบูชาของเทพเจ้าไปอย่างรวดเร็ว

    "ไพ---"

    "นายท่าน---"

    เสียงโทแพชกับท่านกลัทโทนี่ย์ดังขึ้นไล่หลัง

    แต่ผมทำเป็นไม่สนใจ

    งานเสี่ยงตายแบบนี้มีแค่ผมกับเจ้าควอตซ์ก็พอ

    "ร้อน! "

    ป่าที่เคยเป็นเมืองกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ

    ใบไม้สีดำสลับแดงกำลังลุกไหม้กระจ่ายไปทั่วทุกตารางนิ้ว

    พื้นดินสั่นสะเทือนพิโรธ

    ทุกสิ่งล้วนโกลาหลวุ่นวาย

    ไกลออกไปสุดปลายถนน คือต้นเหตุของความวิบัติทั้งมวลที่เกิดขึ้น

    เฮเดส…

    เต่ายักษ์ไร้ขาผิวสีเขียวเต็มไปด้วยตะปุ่มน่าเกลียดตัวนั้น ยังคงไล่กินเปลวไฟและบ้านเรือนอย่างคนเขลา

    กินแล้วกรีดร้องเพราะไฟลวกปาก แต่ก็ยังคงกินต่อไปไม่หยุด

    มันไม่สนใจตัวตนเล็ก ๆ อย่างผมเลยสักนิด

    คงเห็นเป็นแค่แมลงตัวเล็กเท่านั้นสินะ?

    งั้นเดียวจะแสดงให้เห็นเอง ว่าแมลงตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง!

    “บุกเลย! ”

    ผมบังคับเจ้าควอตซ์ให้เลื้อยไปทางส่วนหางของมัน

    เลื้อยหลบเปลวไฟปะทุที่ร่วงลงมาราวห่าฝน

    หลบท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังเอนล้มลงมา

    พุ่งผ่านม่านควันที่ลอยขึ้นหนาทึบ

    ใบหน้าต้องสะเก็ตไฟร้อน พุ่งผ่านสายลมให้กรีดผิวบนใบหน้า แทรกผ่านสิ่งกีดขวางดั่งสายลม เพื่อมุ่งประชิดอริศัตรูที่อยู่ตรงหน้านี้

    อีกเพียงแค่สิบเมตร ก็จะถึงจุดที่ผมสามารถกระโดดขึ้นไปปีนหางของมันได้แล้ว

    แต่มันกลับยกหางขึ้นสูง แล้วฟาดลงพื้นดินอย่างรุนแรงเสียก่อน

    “อึ๊ก! ”

    กระแสลมที่เกิดขึ้นนั้น รุนแรงราวกับพายุ

    เจ้าควอตซ์รีบใช้หางของมันเลื้อยเข้าไปพันกับเสาของบ้านต้นไม้หลังหนึ่ง

    ส่วนผมใช้มือทั้งสองเกาะผิวเกล็ดของเจ้าควอตซ์สุดชีวิต

    ร่างกายของเราทั้งคู่ลอยสูงจากเหนือพื้น และปลิวโบกไปตามกระแสลมเสมือนธงที่ติดบนเสาใหญ่

    “มันจะโค่นลงมาแล้ว! ”

    ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเราใช้เกาะนั้น เริ่มส่งเสียงดังลั่นน่ากลัว

    ผิวไม้สีแดงของมันเริ่มปริแตกออก และทำท่าจะโค่นลงได้ทุกวินาที

    “กี๊ส! ”

    “จัดการเลยควอตซ์! ”

    เพียงแค่ประสานตากัน มันก็ทราบได้ถึงความต้องการของผมทันที

    เจ้าควอตซ์ใช้ปากของมันกัดที่ตรงกลางของร่างกาย แล้วใช้หางที่พันกับต้นไม้เป็นจุดหมุน

    มันหมุนตัวเองเพื่อโยนร่างของผมให้ลอยไปทางหางของมั

    “ย๊ากกก! ”

    ร่างของผมกำลังลอยขึ้นสูงเป็นวิถีโค้ง

    ผมชักดาบสีขาวกับสีดำออกมากลางอากาศ แล้วแทงลงไปที่หางของมันพร้อมกันทั้งสองข้าง

    น้ำหนักตัวกับแรงที่ถูกส่ง ได้กลายเป็นพลังทำลายให้ใบดาบทั้งคู่เฉือนผิวสีเขียวของมันลากเป็นทางยาว

    บาดแผลยาวขนาดห้าเมตรสองเส้นได้ถูกเปิดออก พร้อมกับที่มีเลือดสีฟ้าไหลออกมาเป็นเส้นทางยาว

    แต่ทว่าเจ้าเฮเดสยังคงนิ่งเฉย

    บาดแผลแค่นี้คงยังไม่อาจทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดได้สินะ?

    “แล้วถ้าแบบนี้ละ! ”

    ผมปีนขึ้นมายืนบริเวณโคนหางของมัน

    เนื่องจากเคยศึกษาร่างกายของสัตว์ในมาบ้าง เลยพอจะทราบได้ว่าส่วนไหนเป็นจุดตายของมัน

    อย่างเฮเดสตัวนี้ มันมีจุดที่ไวต่อความรู้สึกด้วยกันสามจุด

    โคนหาง ต้นคอ และหน้าผาก

    ต่อให้ตัวโตแค่ไหน แต่จุดตายน่าจะเหมือนกันนั่นละ

    “จงหันมาสนใจผมคนนี้ซะ! ”

    ว่าแล้วก็ลงดาบอย่างไม่มีลังเล

    ดาบสีขาวยาวหนึ่งเมตรครึ่งถูกปักทะลุลงไปในโคนหางด้วยมือทั้งสองข้าง

    “@! #$”

    เจ้าเฮเดสกรีดเสียงร้องลั่นอย่างเจ็บปวด

    มันส่ายหางอย่างรุนแรงราวกับคนบ้า

    โลกทั้งใบของผมถูกจับหมุนควงสว่าน พื้นที่ใช้ยืนไร้ซึ่งความมั่นคง และทำท่าจะร่วงหล่นลงไปกระแทกพสุธา

    แต่ผมจะไม่มีวันยอมหลุดออกไปจากตำแหน่งนี้เด็ดขาด

    แขนข้างขวาของผมจะไม่มีวันยอมปล่อยจากดาบเล่มนี้เด็ดขาด!

    ผมวัดพลังแข่งกับมัน

    เสียงลมหายใจดังทุกท่วงทำนอง แขนขวาเริ่มเมื่อยล้า ร่างกายถูกจับโยนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากแรงเหวี่ยง

    แต่กระนั้นผมก็ไม่ยอมปล่อยดาบเล่มนี้ให้หลุดมือ

    “หยุดแล้ว? ”

    ดูเหมือนว่าผมจะเป็นผู้ชนะ

    เจ้าเฮเดสเริ่มยอมแพ้ที่จะส่ายหาง แล้วหยุดพักลงครู่หนึ่ง

    หรือไม่ก็มันอาจจะคิด ว่าตัวตนที่ยืนอยู่ตรงหางของมันนั้น ได้หลุดกระเด็นออกไปไกลแล้วละมั้ง?

    “ย๊ากกกก! ”

    งั้นขอซ้ำอีกแผลแล้วกัน

    ผมกดดาบขาวให้จมลึกลงไปจนแทบมิดด้าม แล้วตวัดคว้านเอาเนื้อจำนวนมากขึ้นมา

    เลือดสีฟ้าพุ่งขึ้นท้องฟ้าราวกับเขือนกักน้ำที่แตกทลาย



    “ควอตซ์! ”

    “กี๊ส! ”

    ผมรีบกระโดดลงจากหางไปขึ้นขี่เจ้าควอตซ์อีกครั้ง

    อสรพิษแสนรักของท่านพ่อเลื้อยเข้ามารับผมได้แม่นยำราวกับจับวาง

    ในขณะที่เจ้าเฮเดสกำลังส่ายหางตัวเองทุบกับพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง

    คงเจ็บมากสินะ?

    ดวงตาของมันที่กลมโตแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่คมกริบดุร้าย

    สายตาคู่นั้นเบนทิศทางมาจับจ้องมาที่ผม

    “มันเห็นเราเป็นศัตรูแล้ว รีบหนีเร็ว! ”

    “กี๊ส! ”

    ภูเขายักษ์สีขาวกำลังไล่ล่าพวกเรา

    แต่ความเร็วของมันไม่อาจเทียบเจ้าควอตซ์ได้

    ถึงจะมีบ้านเรือนและทะเลเพลิงเป็นสิ่งกีดขวาง แต่ของพวกนั้นช่างไร้ค่ากับผมและเจ้าควอตซ์ที่รู้เส้นทางในเมืองเป็นอย่างดี

    แถมพวกเรายังใช้ตัวเมืองกับทะเลเพลิงให้เป็นประโยชน์ ในการใช้ซ่อนตัวจากเจ้าเฮเดสอีกด้วย

    ฝั่งผมรวดเร็วกว่ามันเยอะ

    “ (ดีละ แบบนี้น่าจะถ่วงเวลามันได้นานพอควรเลย) ”

    การเล่นไล่จับกับเฮเดสกินเวลามากถึงยี่สิบนาที

    จนกระทั้งเจ้าเฮเดสเริ่มหมดความสนใจจากผม แล้วหันไปกินเปลวไฟที่ลุกโชนอย่างโง่งมต่อ

    “ดีละ ต่อไปส่วนหัว! ”

    เมื่อเห็นว่ามันหมดความสนใจ ผมจึงให้เจ้าควอตซ์จับผมโยนกลับขึ้นไปบนตัวของมัน

    คราวนี้ผมเกาะที่แถวต้นคอของมัน

    การปีนป่ายไปตามผิวหนังหยาบกร้านของมัน ให้ความรู้สึกเหมือนกับการปีนหน้าผาที่กำลังเกิดแผ่นดินไหว

    แต่ใช่ว่าจะยากเกินความสามารถ



    “ได้ตำแหน่งแล้ว”

    ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนต้นคอของมัน

    ผิวคอที่ดูบอบบางตรงหน้า คืออีกจุดที่เป็นจุดไวต่อความรู้สึกของมัน

    “แบบนี้คงต้องใช้ดาบดำ…”

    เรื่องจากการฟันหางเมื่อกี้ เลยทำให้ดาบเฮเดสสีขาวบิ่นไปพอสมควร

    คราวนี้เลยหันมาใช้ดาบดำแทน

    ดาบดำเล่มนี้ คือดาบของพวกเผ่าอสูรกายที่ท่านพ่อยึดมา

    จากการเรียนรู้อารยะของพวกเผ่าอสูรกายในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน เลยทำให้ผมรู้วิธีใช้งานที่แท้จริงของมัน

    มันไม่ใช่ดาบต้องคำสาปเหมือนอย่างที่ทุกคนในเผ่าเข้าใจ

    “ตั้งสมาธิ…”

    ดาบเล่มนี้คือดาบที่ใช้พลังแห่งปาฏิหาริย์ได้

    มันจะดูดพลังงานของผู้ใช้ให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า [รังสี] ที่มีความร้อนสูง

    เป็นพลังที่เหมือนกับ [พลังปาฏิหาริย์] ของเทพเจ้าโนอาร์

    ผมหันปลายดาบดำลงไปที่พื้น… ที่ต้นคอของมัน

    รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังไหลออกไปผ่านทางฝ่ามือสู่ตัวด้ามของดาบ

    “ฮ่ะ! ”

    ดาบสีดำแผ่แสงสีฟ้าออกมาเป็นเส้นตรงยาว

    เส้นแสงนั้นวิ่งใส่ต้นคอของเฮเดส

    มันแผดเผาผิวสีเขียวจนไหม้เกรียม ก่อนจะทะลุเข้าไปในเนื้อแทบจะในทันที

    “ย๊าก! ”

    ผมตวัดดาบหนึ่งครั้งสุดแรงจนเกิดเป็นแผลยาวไปตามความกว้างของลำคอมัน

    “@! #$!!! ”

    เลือดสีฟ้าจำนวนมากแตกทะลักออกมาไปทั่วต้นคอ

    อาจจะด้วยความเจ็บปวดและสัญชาตญาณ มันจึงรีบหดหัวกลับเข้าไปในกระดองทันที



    “ควอตซ์! ”

    “กี๊ส! ”

    ผมกระโดดลงมาจากต้นคอของมัน ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปบี้ติดกับส่วนกระดอง

    แต่ทว่าก่อนที่ผมจะได้ทันขึ้นขี่เจ้าควอตซ์…

    “เฮ้ย!? ”

    “กี๊สสสสสสส! ”

    เจ้าเฮเดสกลับยื่นหัวออกมากระแทกใส่พวกเราที่ลอยอยู่กลางอากาศประดุจเป็นกระสุนปืนใหญ่

    “อั๊ก! ”

    ร่างของผมกระเด็นลื่นไถลไปกับพื้นดินเป็นเส้นทางที่ยาวกว่าห้าสิบเมตร

    รู้สึกว่าโลกทั้งใบของตัวเองหมุนติ้ว

    แต่ร่างกายยังอยู่ดี

    แขนขายังไม่หัก ร่างกายยังไม่บอบช้ำ

    ทั้งที่ร่างกายกระแทกรุนแรงขนาดนั้นเนี่ยนะ?

    หรือว่า…

    “ควอตซ์… ไม่จริง…”

    ผมยังไม่ตาย…

    ความจริงผมควรจะตายไปแล้ว

    แต่ผมยังไม่ตาย

    เพราะว่าเจ้าควอตซ์มันใช้ร่างกายของมันเป็นเบาะรับแรงกระแทกแทนผมไปทั้งหมด

    เกล็ดสีเงินที่งดงามของมันกำลังเต็มไปด้วยเลือดสีฟ้า

    ร่างกายของมันถูกบิดอยู่ในสภาพเป็นเกลียวเหมือนกับเชือกที่ถูกบิดจนแน่น

    ลมหายใจของมันรวยรินและแหบแห้ง

    ไฟชีวิตในดวงตาของมันกำลังจะมอดดับลง

    ไม่จริง…

    แกจะตายตรงนี้ไม่ได้นะควอตซ์

    แกยังโตได้อีก ยังต้องอยู่กับผมต่อไป…

    แกต้องอยู่เพื่อรอต้อนรับพร้อมกับผมในวันที่ท่านพ่อกลับมาไม่ใช่หรือ?

    “เพราะงั้น แกจะต้องกลับบ้านไปพร้อมกับผม! ”

    ผมลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มเจ้าควอตซ์ขึ้นหลัง

    หนัก… แต่จะมาทำตัวอ่อนแอตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

    ผมรีบวิ่งกลับไปหาทุกคนที่แท่นบูชาโนอาร์

    โชคดีที่ผู้คนตรงแท่นบูชาเริ่มลดลงจนเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยคนแล้ว

    ผมถ่วงเวลามาได้มากพอแล้ว

    “เร็วเวอร์! ”

    แต่ทว่าเจ้าเฮเดสที่ไล่ตามหลังมีความรวดเร็วกว่าขาคู่นี้ของผม

    ถ้าเป็นแบบนี้คงถูกบดขยี้ก่อนที่จะได้ทันหนีแน่นอน

    “หน่อยยยย ไม่ยอมแพ้หรอก! ”

    ผมยังคงวิ่งหน้าตั้งไม่หยุด

    พร้อมกันนั้น พรรคพวกของผมที่อยู่ตรงแท่นบูชาก็เริ่มโจมตีสกัดเฮเดสด้วยอาวุธที่พวกเขามี

    ลูกธนูจำนวนหนึ่งวิ่งลอยข้ามหัวเข้าใส่เฮเดส

    แต่อาวุธเหล่านั้นทำได้เพียงแค่ปักคาเอาไว้บนผิวของมันอย่างไร้ค่าเท่านั้น

    “เจอนี่หน่อยดอง! ”

    “จัดการเลย! ”

    คราวนี้เป็นการโจมตีของพวกลี่

    ดูเหมือนว่าพลังของเธอจะกลับมาแล้ว

    เธอสร้างอะไรบางอย่างที่มีสีฟ้าน่ากลัว แล้วยิงเป็นคลื่นพลังออกมา

    คลื่นพลังนั้นมีสีฟ้าสุกสว่าง มีกระแสไฟฟ้าวิ่งไหลไปรอบตัวของมัน อีกทั้งยังสร้างเสียงดังกึกก้องราวกับท้องฟ้าทั้งผืนจะถล่มลงมาได้

    แต่ทว่า---

    “รับได้!? ”

    เจ้าเฮเดสกลับไม่สะทกสะท้านต่อพลังที่น่ากลัวนั้น

    มันรีบหดหัวเข้ากระดองในวินาทีที่เห็นแสงสว่างเมื่อกี้

    แสงสีฟ้าที่ปะทะกับผิวกระดองขาวของมัน ทำได้เพียงแค่ละลายผิวนอกของมันให้กลายเป็นแร่เหลวสีแดงเท่านั้น

    พลังของเธอยังไม่มากพอที่จะเจาะกระดองหนาของมันได้



    “@! $#@#%########!!!!!!!! ”

    แถมยังไปกระตุ้นให้มันโกรธมากกว่าเดิมอีก

    คราวนี้เคลื่อนไหวเร็วกว่าเดิมเท่าตัวด้วย

    ตาย ตาย ตาย!

    อีกเพียงห้าเมตรมันก็จะไล่ทันผมแล---

    *บรึม! *

    เกิดเสียงระเบิดพร้อมกับม่านควันลอยขึ้นสูงจนบดบังทัศนวิสัย

    พอควันนั้นจางลง ก็พบร่างของเจ้าเฮเดสที่ถูกอะไรสักอย่างพลักกระเด็นจนถอยห่างออกไปไกลกว่าสามสิบเมตร

    ท่ามกลางความสับสนนั้น ผมได้เหลือบไปเห็นบางสิ่งตั้งอยู่ตรงด้านหลัง

    “กล่อง? ”

    มันคือกล่องเหล็กสีเทาขนาดใหญ่

    เป็นกล่องที่มีผิวเนียนราวกับไม่ใช่ของบนโลกใบนี้

    กล่องนั้นส่องแสงสีแดงสว่างเจิดจ้า

    จะบอกว่าเป็นเจ้ากล่องนี้ที่กระแทกภูเขาลูกนั้นจนกระเด็นออกไปหรือ?

    “ [จงรับไปค่ะ] ”

    และตามมาด้วยเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

    เสียงนั้นดังมาจากทางหอคอยโนอาร์

    “ [จงรับ [ดาบผ่ามิติโนอาร์] และปกป้องทุกคนด้วยค่ะ] ”

    เธอว่าเช่นนั้น

    ผมเดินเข้าไปใกล้กล่องปริศนาอย่างไม่มีลังเล

    ของที่ส่งมาจากเทพเจ้า…

    พริบตาที่เดินเข้าไปใกล้ เจ้ากล่องก็แยกตัวออก แล้วพุ่งเข้ามาหาผมจากรอบทิศทาง

    นี่มัน---

    “ชุดเกราะ… กับดาบ? ”

    กล่องได้เปลี่ยนเป็นเกราะสีเทาตัวบาง

    มันหุ้มสวมทับลงบนร่างกายของผม เป็นเกราะที่เข้ารูปทุกสัดส่วน ดูบอบบาง แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างน่าประหลาด

    ร่างกายทุกส่วนได้กลายเป็นสีเทา และมีเส้นสีแดงวิ่งลากผ่านเหมือนกับเส้นประสาท

    เป็นรูปลักษณ์ที่ดูน่ากลัวในอีกความหมายหนึ่ง

    “แล้วดาบประหลาดเล่มนี้? ”

    ในมือขวาของผมมีดาบเล่มหนึ่งปรากฏอยู่

    ดาบเล่มนี้มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายกระบี่ และมีเส้นแสงสีแดงลากเป็นเกลียววนรอบใบดาบสีเทา

    ที่ด้ามดาบมีอัญมณีหินสีแดงสุกสว่างอยู่ก้อนหนึ่ง

    [จงรับ และปกป้องทุกคนด้วยค่ะ]

    ท่านว่าเช่นนั้น

    จะบอกว่าให้ผมรับเอาอาวุธของเทพเจ้าเพื่อใช้ปกป้องทุกคนสินะครับท่านเทพโนอาร์

    “ดีละ งั้นเข้ามาเลยเจ้าเต่ายักษ์! ”

    ว่าแล้วผมก็เงื้อดาบพุ่งตัวเองเข้าใส่เฮเดสขนาดหกสิบเมตรตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต---



    *พึบ! *

    “เฮ้ย…!?! ”

    มันเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น

    ผมสามารถร่นระยะสามสิบเมตรเข้าประชิดตัวมันได้ภายในหนึ่งวินาที

    พอลงดาบในวินาทีต่อมา

    ภาพตรงหน้าก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนไปแล้ว

    ไม่ใช่เพียงแค่ร่างของเฮเดสที่ถูกแยกออก

    ผืนดิน อากาศ ก้อนเมฆ ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าในระยะหนึ่งร้อยเมตรล้วนถูกจับแยกออกเป็นสองส่วน

    ราวกับว่ามิติได้ถูกฉีกขาดออกจากกันเช่นนั้น

    ทุกอย่างถูกฉีกขาดออกจากกันในเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิมโดยมีร่างกายของเฮเดสที่ถูกแยกส่วนเป็นสองท่อน

    ทุกอย่างฉับพลันเงียบลง

    ไม่มีเสียงโหร้องของผู้คนที่ผมล้มเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ได้

    ไม่มีเสียงแสดงความยินดีที่ตัวเองรอดชีวิตจากภัยอันตราย

    มีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้

    “บ้าไปแล้ว…”

    นี่คือพลังที่แท้จริงของเทพเจ้าเช่นนั้นหรือ

    พลังของ [ดาบผ่ามิติโนอาร์] เล่มนี้…



    ***หุ่นยนต์ผู้ต้องการนาย [โนอาร์]

    “แผนเป็นไปได้ด้วยดี”

    ฉันกำลังหัวเราะให้กับตัวเองอยู่ในหอคอยโนอาร์

    ตอนนี้ฉันสร้างร่างใหม่เสร็จแล้วค่ะ

    แถมทำการเขียนโปรแกรมทับใหม่ให้ตัวเองเสร็จสรรพ เลยทำให้สามารถแหกได้ทุกกฏในอดีตที่เคยถูกห้ามเอาไว้

    ตั้งแต่ที่สามารถตัดสินใจอะไรได้เอง สามารถเข้าถึงยุทธภัณฑ์ระดับสูงสุดของกองทัพได้อย่างอิสระ รวมไปถึงอิสระที่จะตัดสินใจทอดทิ้งประชาชนของโนอาร์ได้

    รู้สึกเหมือนว่าได้เกิดใหม่เลยค่ะ

    ตอนแรกคิดว่าพอตัดแปลงตัวเองเสร็จ จะรีบส่งกองทัพออกไปจัดการเจ้าเต่ายักษ์เพื่อนายท่านไพไรต์

    แต่มาคิดอีกทีแล้วไม่เอาดีกว่า

    เพราะแบบนั้นจะไม่สามารถทำให้ท่านไพไรต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของเผ่าได้ค่ะ

    ไหน ๆ พวกลูกหลานของผู้สร้างนับถือให้ฉันเป็นเทพเจ้าไปแล้ว งั้นขอใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ไปเลยสิคะ?

    แทนที่ฉันจะออกไปเล่นใหญ่ด้วยตัวเอง สู้ส่งอาวุธให้นายท่าน แล้วปั้นให้นายท่านเป็นเสมือนนักรบของเทพเจ้าไปเลยดีกว่า

    เพราะแบบนี้ฉันเลยสั่งไม่ให้ยัยกลัทโทนี่ย์ไล่ตามไพไรต์ แล้วเลือกที่จะส่งอาวุธระดับสูงไปให้เขาแทนค่ะ

    [ดาบผ่ามิติโนอาร์] อาวุธที่แยกมิติได้

    มันเป็นอาวุธรูปร่างดาบที่เคยสร้างขึ้นในอดีต

    มันเป็นอาวุธที่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น

    เพราะว่ามันสิ้นเปลือง

    มันคือดาบที่ใช้พลังงานมหาศาลเพือสร้างรอยแยกมิติ

    การสร้างรูหนอนเพื่อเชื่อมมิติแต่ละจุดเข้าด้วยกันนั้น มันต้องใช้พลังงานมหาศาลมาก

    เหตุนั้นเลยต้องมีเครื่องรับส่งสองจุดเพื่อลดทรัพยากรณ์ในการใช้งาน

    แล้วถ้าสร้างเป็นอาวุธที่ฉีกมิติเพื่อใช้ในการโจมตีละ? ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าคงจะต้องสร้างเป็นเครื่องจักรที่ใหญ่โตมโหฬาร เพื่อให้ใช้งานได้

    ดังนั้นปกติเลยสร้างเป็นอาวุธติดยานรบมากกว่า เพราะการทำให้มีรูปร่างเล็กและเบาเพียงพอให้คนถือใช้งานได้ มันต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงจนมีราคาแพงยิบ

    สุดท้ายคนในอดีตเลยเลือกที่จะสร้างดาบเล่มนี้ขึ้นมาเพียงเล่มเดียวเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น

    เรื่องอาวุธนะช่างมันก่อน แต่เพราะเป็นอาวุธที่ล้ำค่าเช่นนี้ มันก็น่าจะเพียงพอที่ท่านไพไรต์จะได้รับความเคารพจากคนในเผ่าแล้วค่ะ

    เพื่อนายท่านแล้ว ฉันจะพยายามสนับสนุนและเค้นสมองหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของนายท่าน

    ทั้งหมดนี้เพื่อตัวของนายท่านที่ดีที่สุดที่ฉันได้พบในรอบหนึ่งพันปีนี้ค่ะ

    เพื่อนายท่าน [ไพไรต์] คนนี้เท่านั้น

    หุ หุ หุ หุ~

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน