ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 169 ลอบโจมตีอย่างไร้ยางอาย เส้นยาแดงผ่าแปด

            “ขอรับ นายท่าน”

            เมื่อออสการ์เห็นดังนั้นมันก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปล่อยสกิล ‘ลมหายใจชั่วร้าย’เข้าใส่หวังเทียนอีที่กำลังคิดจะใช้ม้วนคัมภีร์หลบหนีอยู่ในระยะไม่ไกลทันที

            ปังปัง ปัง

            คริติคอลHP-3,822

            คริติคอลHP-4,077

            คริติคอลHP-3,955

            “อ๊าก...”

            วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงแผดร้องอย่างโหยหวนถึงขีดสุดตัวเลขคริติคอลที่น่าหวาดเสียวก็กระดอนขึ้นจากเหนือศีรษะของหวังเทียนอีอย่างต่อเนื่อง

            ส่วนตัวเขาเองนั้นถูกแรงกระแทกจนปลิวหวือไปราวกับกระสอบป่านขาดๆก่อนจะตกลงมากระแทกกับเวทีศิลาเขียวอันแข็งแกร่งอย่างแรงม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายระยะสั้นในมือถูกทำลายจนเสียหายยับเยินไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

            “แย่แล้ว เลือดของฉัน!”

            เมื่อมองดูหลอดเลือดของตนเองที่ลดฮวบลงจนเกือบจะแห้งเหือดหวังเทียนอีก็ตกใจจนแทบจะสิ้นสติไปตรงนั้น

            นั่นเป็นเพราะดาเมจจาก‘ลมหายใจชั่วร้าย’ ของออสการ์ที่ทำต่อเขานั้นรุนแรงจนเหลือเชื่อถึงขั้นพรากพลังชีวิตของเขาไปเกือบ 12,000 หน่วยในคราวเดียว

            ตามความจริงแล้วหากไม่มีผลจากสถานะดีบัฟของสี่โรคระบาด ต่อให้ออสการ์จะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่มีทางสร้างความเสียหายที่น่าสยดสยองขนาดนี้ให้แก่หวังเทียนอีได้ในพริบตา

            แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าสี่โรคระบาดนั้นไม่เพียงแต่จะลด ‘พลังโจมตี’ และ ‘ความแรงเวท’ เท่านั้นในขณะเดียวกัน มันยังสามารถลด ‘ค่าต้านทานกายภาพ’ และ ‘ค่าต้านทานเวทมนตร์’ ของเป้าหมายลงได้ถึง90% อีกด้วย

            สิ่งนี้เปรียบเสมือนการจับหวังเทียนอีมาเปลื้องผ้าจนล่อนจ้อนแล้วให้เขาใช้ร่างกายเปล่าๆ รับสกิลพ่นลมหายใจของออสการ์ไปเต็มๆโดยไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันใดๆ เลย

            ยังดีที่เลเวลของเขาสูงถึงเลเวล276และยังมีพลังชีวิตรวมทั้งหมดกว่า 14,000 หน่วย

            มิฉะนั้นเพียงแค่ลมหายใจเมื่อครู่ของออสการ์ ก็คงจะส่งเขาไปเกิดใหม่ได้ในทันที

            “ชาติหน้าก็ไปเกิดที่จักรวรรดิอินทรีขาวซะเถอะประเทศเสินเซี่ยของเราไม่ต้องการเดรัจฉานที่กินบนเรือนถ่ายบนโถงอย่างแก”

            “ตายซะ”

            ในเวลานี้เมื่อเห็นว่าหวังเทียนอีสิ้นฤทธิ์จนถึงทางตัน ลู่เซิ่งก็แค่นยิ้มเย็นชาเตรียมตัวจะก้าวเข้าไปซ้ำอีกหนึ่งครั้งเพื่อส่งอีกฝ่ายไปลงนรกทันที

            ทว่าเขายังไม่ทันจะได้ลงมือ

            ในช่วงวินาทีเป็นวินาทีตายนั้นเอง

            “หยุดมือเดี๋ยวนี้”

            ตู้มมม

            จู่ๆเสียงคำรามกึกก้องก็ดังสนั่นหวั่นไหวแรงกดอากาศสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลานประลองจนสั่นคลอนไปหมด

            จากนั้นก็เห็นร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามายังเวทีที่ลู่เซิ่งอยู่ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อในขณะที่ร่างยังอยู่กลางอากาศ กริชเล่มหนึ่งก็ถูกซัดออกมาอย่างรวดเร็วเป้าหมายคือกลางระหว่างคิ้วของลู่เซิ่ง

            “นายท่านระวัง”

            เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจนี้ออสการ์รีบเอ่ยเตือนทันที

            การตอบสนองของมันถือว่าว่องไวมากแต่นั่นก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง

            ปัง!

            วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงระเบิดกัมปนาท

            อ๊าก...

            ใต้สายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีดของฝูงชนที่ล้อมรอบอยู่ร่างอันมหึมาของออสการ์ราวกับถูกสายฟ้าฟาด มันปลิวไปกลางอากาศอย่างไม่อาจควบคุมก่อนจะร่วงลงกระแทกจนเวทีศิลาเขียวที่แข็งแกร่งนับสิบแห่งในลานประลองพังพินาศไปตามๆกัน เมื่อร่างหยุดนิ่งลง กลับไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ เล็ดลอดออกมาอีกเลย

            “อะไรกัน?”

            เมื่อเห็นภาพนี้ผู้คนที่ล้อมดูอยู่ต่างพากันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวสั่น

            และจนถึงตอนนี้เองผู้ที่เพิ่งลงมือเมื่อครู่จึงทะยานออกมาจากท่ามกลางฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอ้อมแขนของเขาโอบอุ้มหวังเทียนอีที่มีท่าทางอ่อนแรงเอาไว้คนผู้นี้จะเป็นใครไปได้อีก หากไม่ใช่รองคณบดีของสถาบันจิงหลง อู่เหมิงเอิน?

            “ออสการ์”

            ในตอนนี้ลู่เซิ่งเองก็วิ่งออกมาจากซากปรักหักพังเขาพุ่งตัวไปยังทิศทางที่ออสการ์เพิ่งจะตกลงไปอย่างร้อนใจบนร่างกายของเขายังมีโล่โปร่งแสงสีทองอร่ามปกคลุมอยู่หนึ่งชั้น

            “หือ? นั่นมัน ‘โล่เทพพิทักษ์’ของพาลาดินนี่?”

            เมื่อเห็นโล่เทพพิทักษ์บนตัวลู่เซิ่งอู่เหมิงเอินก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าภายใต้การจู่โจมกะทันหันของตนเองลู่เซิ่งจะยังสามารถเปิดใช้งานสกิลไร้เทียมทานเพื่อรักษาชีวิตไว้ได้ทันท่วงที

            ในขณะที่อู่เหมิงเอินกำลังชั่งใจว่าจะลงมือให้จบๆไป โดยการกำจัดพาลาดินที่น่ารำคาญคนนี้ทิ้งไปเลยดีหรือไม่นั้นเอง

            “สารเลว!”

            ทันใดนั้นร่างที่ทรงพลังอีกร่างหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า เข้ามาขวางหน้าลู่เซิ่งไว้ทันทีคนผู้นี้ก็คือรองคณบดีของสถาบันจิงหัว ลั่วฉางเกอนั่นเอง

            “อู่เหมิงเอิน แกช่างบังอาจนักในฐานะประธานผู้ตัดสินของการสอบระดับชาติรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้แกกลับกล้าลงมือกับผู้เข้าสอบต่อหน้าสาธารณชนหรือแกคิดว่าในนครจิงตูแห่งนี้ไม่มีใครจัดการแกได้แล้วงั้นรึ?”

            ทันทีที่ลั่วฉางเกอปรากฏตัวเขาก็ชี้หน้าด่าอู่เหมิงเอินทันที ไม่เพียงแต่จะโกรธจนตัวสั่นไปทั้งร่างแต่บนหน้าผากของเขายังมีเหงื่อเย็นผุดพรายออกมาไม่หยุด

            เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนึกไม่ถึงว่าอู่เหมิงเอินซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงรองคณบดีสถาบันจิงหลงจะกล้าลงมือกับลู่เซิ่งต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้

            ยังดีที่ลู่เซิ่งเป็นพาลาดินที่มีสกิลไร้เทียมทานแบบลูกผู้ชายหกวินาทีจึงทำให้รอดพ้นจากหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด

            ทว่าสกิลไร้เทียมทานของพาลาดินนั้นมีผลเฉพาะกับตัวเองเท่านั้นดังนั้นออสการ์จึงไม่ได้มีโชคดีเช่นนั้นด้วย

            “เหอะ เจ้าลู่เซิ่งนี่คิดจะฆ่าผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดของประเทศเสินเซี่ยเราฉันในฐานะรองคณบดีสถาบันจิงหลง ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขาสมปรารถนา”

            ในขณะนี้เมื่อเผชิญหน้ากับการประณามของลั่วฉางเกออู่เหมิงเอินนอกจากจะไม่แสดงความละอายใจแม้แต่น้อยแล้วเขายังตอบกลับด้วยท่าทางที่เห็นเป็นเรื่องสมควรว่า “ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดคือทรัพยากรอันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งของประเทศเสินเซี่ยเราทุกคนล้วนเป็นเสาหลักและรากฐานของชาติในอนาคต ฉันในฐานะรองคณบดีสถาบันจิงหลงมีหน้าที่และพันธกิจในการปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาแล้วจะให้ฉันยืนดูเขาตายอยู่บนเวทีเฉยๆ ได้ยังไง”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “อีกอย่างสถานการณ์เมื่อกี้มันคับขันเกินไป นอกจากจะโจมตีลู่เซิ่งแล้วฉันก็ไม่มีวิธีอื่นอีก”

            “นั่น...”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ลั่วฉางเกอก็ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไรดี

            เพราะผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดนั้นเป็นบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐบาลจริงๆหากใครทำให้พวกเขาได้รับอันตรายจากปัจจัยภายนอกเมื่อเหล่าท่านผู้อาวุโสจากวิหารเทพสงครามสืบสาวราวเรื่องลงมาอาจถึงขั้นโดนโทษประหารเก้าชั่วโคตรได้เลยทีเดียว

            ด้วยเหตุนี้แม้แต่พวกหน้าหมาที่ต่ำช้าไร้ยางอายในพันธมิตรสามประเทศก็ยังไม่กล้าลงมือกับผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดของประเทศเสินเซี่ยโดยง่าย

            และอู่เหมิงเอินก็เห็นจุดนี้ชัดเจนเขาจึงได้ทำตัวอวดดีไร้ความเกรงกลัวเช่นนี้

            ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจการปะทะคารมของสองคณบดีเลยแม้แต่น้อย

            “ออสการ์ แกเป็นยังไงบ้าง?”

            ในเวลาเดียวกันลู่เซิ่งได้วิ่งมาถึงตัวออสการ์แล้วเขามองดูมันด้วยความเป็นห่วงและถามขึ้นอย่างเคร่งเครียด

            “นายท่านวางใจเถอะ ข้าไม่เป็นไร”

            ออสการ์นอนกองอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความอ่อนแรงและจนใจที่ปิดไม่มิด

            ยังนับว่าเป็นโชคดีที่มันคือเผ่าพันธุ์มังกรที่แท้จริงซึ่งมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

            ประกอบกับเป้าหมายการโจมตีหลักของอู่เหมิงเอินเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวมันมันแค่โดนลูกหลงเท่านั้น

            ดังนั้นแม้หลอดเลือดจะลดลงจนเกือบหมดอวัยวะภายในทั้งห้าเคลื่อนย้ายผิดที่ และกระดูกตามร่างกายหักไปหลายซี่

            แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้

            เมื่อเห็นดังนี้ลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            “แต่ครั้งนี้ข้าบาดเจ็บค่อนข้างหนัก หลังจากนี้ไปสักพักข้าอาจจะไม่สามารถอยู่ช่วยนายท่านต่อสู้ได้เป็นการชั่วคราวขอรับ” ออสการ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน