[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 การที่ถูกเอ่ยถามก็นับว่าเป็นเกียรติสำหรับตัวเจ้าแล้ว การกดดันขั้นสมบูรณ์แบบ

    ตอนที่ 44 การที่ถูกเอ่ยถามก็นับว่าเป็นเกียรติสำหรับตัวเจ้าแล้ว การกดดันขั้นสมบูรณ์แบบ

            บรรยากาศภายในหอเด็ดดาราเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความกดดัน

            ทุกคนต่างเงียบกริบ มิกล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจา แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น

            แม้ว่ากู้ฉางเกอจะเอ่ยถามเพียงฉู่เสวียน แต่แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นที่แผ่ออกมานั้นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกับต้องแบกรับมันไปด้วย

            แม้กระทั่งหลินชิวหาน ที่ก่อนหน้านี้ยังพูดคุยกับกู้ฉางเกอได้อย่างสบายใจ ในยามนี้ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว

            แม้ว่าคุณชายกู้ผู้นี้จะมีกิริยามารยาทที่อ่อนโยนและสง่างาม แต่ภายในจิตใจกลับแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสและสูงส่ง ราวกับเทพเจ้าที่ทอดสายตามองลงมายังโลกมนุษย์! ด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม

            นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา!

            อย่างไรก็ตาม หลินชิวหานก็อดที่จะสงสัยมิได้ว่า เย่เฉินผู้นั้นคือผู้ใดกันแน่ นางมิค่อยใส่ใจข่าวสาร จึงมิทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนตงฮวงเมื่อไม่นานมานี้

            ในเวลานั้น ซูชิงเกอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “คุณชาย ดินแดนจงโจวนั้นกว้างใหญ่นัก หากมีผู้ใดคิดต้องการจะหลบซ่อนตัวแล้ว การตามหาตัวเขาก็มิต่างอันใดจากการงมเข็มในมหาสมุทร เกรงว่าฉู่เสวียนก็คงยากที่จะจัดการให้สำเร็จได้...”

            เมื่อซูชิงเกอกล่าววาจาออกมา เหล่ายอดอัจฉริยะจึงเริ่มหันมาสนใจในตัวนางอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นี่คือหญิงสาวผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตงฮวง

            ก่อนหน้านี้ นางยืนนิ่งเงียบอยู่เบื้องหลังกู้ฉางเกอ ราวกับดอกไม้ริมสายธาราที่สะท้อนเงาอย่างสงบเสงี่ยม

            พวกเขามิกล้าสำรวจหรือจับจ้องนางมากนัก ด้วยเกรงว่าจะทำให้กู้ฉางเกอมิพอใจขึ้นมา

            ปฏิเสธมิได้ว่าสมญานามของเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนของซูชิงเกอนั้นคู่ควรกับนางอย่างแท้จริง

            ใบหน้าที่ปกปิดด้วยผ้าโปร่งบางละเอียด ห่มกายด้วยอาภรณ์สีขาวประดุจหิมะ 

            ไร้ซึ่งมลทิน เปี่ยมไปด้วยความความงดงามอันบริสุทธิ์อันล้ำลึก ราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

            แม้แต่เหล่าหญิงงามผู้สูงศักดิ์ที่ดูโดดเด่นกลับดูหมองคล้ำลงในทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้านาง เรียกได้ว่าไร้ซึ่งคุณสมบัติที่จะนำมาเปรียบเทียบได้

            ‘เป็นโฉมสะคราญจริงดังคำกล่าว แต่น่าเสียดายที่กลับมีจิตใจอันเหี้ยมโหดชั่วร้าย...’

            จินหยางอดมิได้ที่จะสบถในใจ ความมิชอบใจต่อซูชิงเกอฉายชัดออกมา

            อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ยังอดสงสัยมิได้ว่า ท่ามกลางแรงกดดันอันมหาศาลเช่นนี้ ซูชิงเกอกลับยังกล้ากล่าวคำพูดเพื่อเกลี้ยกล่อมกู้ฉางเกอออกมา

            นางต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงใดกัน

            ฉู่เสวียนมองซูชิงเกอด้วยแววตาขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

            “ในเมื่อแม้แต่ชิงเกอยังเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ช่างเถิด ฉู่เสวียน เจ้าก็อย่าทำให้ข้าผิดหวังเล่า...”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนมิอาจคาดเดาความรู้สึกของเขาได้

            “ขอรับ คุณชายโปรดวางใจ ข้าจะต้องตามหาตัวเย่เฉินให้พบอย่างแน่นอน”

            ฉู่เสวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนรีบตบอกให้คำมั่นในทันที พร้อมกับเหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง

            การอยู่ใกล้คุณชายก็มิต่างอันใดกับการอยู่ใกล้พยัคฆ์ที่พร้อมจะตะปบเขาได้ทุกเมื่อ

            ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงอีกครั้ง เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนผู้นี้ช่างเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก ถึงขั้นสามารถเกลี้ยกล่อมบุรุษหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นี้ได้

            สายตาที่พวกเขามองไปยังซูชิงเกอเปลี่ยนไปในทันที จากเดิมที่มองว่าเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแฝงไว้ด้วยความเคารพยำเกรง

            “ขอบพระคุณคุณชาย” ซูชิงเกอคลี่ยิ้มอ่อนหวานราวกับว่านางกำลังมีความสุขอย่างยิ่งให้กับกู้ฉางเกอ

            แน่นอนว่านางเข้าใจดีว่า การกระทำของกู้ฉางเกอนั้นก็มีเจตนาเพียงเพื่อข่มขวัญฉู่เสวียนเพียงเท่านั้น

            ส่วนจุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น นางเองก็มิอาจคาดเดาได้

            เพราะเย่เฉินนั้น เป็นกู้ฉางเกอเองที่จงใจปล่อยให้เขาหลบหนีไป เช่นนั้นแล้วจะไม่รู้ที่อยู่ของเย่เฉินได้อย่างไร

            ดังนั้นนางจึงร่วมมือเล่นตามบทบาทที่กู้ฉางเกอวางไว้ แสร้งทำเป็นช่วยพูดเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้อย่างราบรื่น

            แม้ว่าสีหน้าของกู้ฉางเกอจะสงบนิ่งราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น แต่ในใจกลับอดชื่นชมกับความเฉลียวฉลาดของซูชิงเกอมิได้

            สตรีที่ทั้งฉลาดหลักแหลมและเข้าใจความตั้งใจของเขาเช่นนี้ ช่างเป็นที่ถูกใจยิ่งนัก

            เมื่อครู่หลังจากที่ทดลองหยั่งเชิงดูแล้ว ก็พบว่าเมื่อเอ่ยถึงนามเย่เฉิน ก็กลับมิมีผู้ใดแสดงท่าทีผิดปกติออกมา การควบคุมอารมณ์เช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมทีเดียว

            แต่กู้ฉางเกอก็มิได้เร่งร้อน

            เขากลับรู้สึกสนใจและอยากรอดูว่า บุคคลผู้นั้นจะเก็บงำความลับนี้ไว้ได้นานเพียงใด

            จากนั้นบรรยากาศในที่นั้นก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

            มียอดอัจฉริยะบางคนฉุกคิด และหันไปสอบถามฉู่เสวียนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเย่เฉิน ว่าเขาได้ไปล่วงเกินบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ได้อย่างไร

            ฉู่เสวียนจึงเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ พร้อมกับบรรยายว่าเย่เฉินได้ล่วงเกินคุณชายเช่นไร

            เมื่อเรื่องราวกระจ่าง หลายคนก็มีสีหน้าแปลกไป

            “ทำไมถึงรู้สึกราวกับเคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน...”

            ชายหนุ่มผู้มาจากดินแดนตงฮวง ไร้ซึ่งภูมิหลังที่น่าเกรงขาม อายุราวยี่สิบต้นๆ มีพลังระดับมรรคาเทพ และมีพรสวรรค์อันล้ำเลิศ…

            เหตุใดจึงฟังดูคล้ายคลึงกับน้องชายร่วมสาบานที่จินหยาง เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวได้เคยกล่าวถึงไว้ก่อนหน้านี้นัก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อตอนถามนามของน้องชายผู้นั้นออกไป เขาก็กลับมิยอมตอบ

            ในเวลานี้ หลายคนก็เริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวได้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่แฝงความนัยออกมา

            แน่นอนว่าพวกเขามิสนใจความสัมพันธ์ฉันมิตรกับเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวที่เคยมีกับเขาในอดีต

            เพราะการได้ประจบเอาใจกู้ฉางเกอนั้นย่อมมีค่ายิ่งกว่า!

            “ท่านผู้สูงศักดิ์ ข้าคิดว่าเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวน่าจะรู้ถึงที่อยู่ของเย่เฉิน...”

            ทันใดนั้น เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหยวนชูก็รีบกล่าวขึ้นก่อนใคร พร้อมกับเปิดเผยเรื่องที่จินหยางเคยกล่าวถึงไว้ในศาลาพักผ่อนก่อนหน้านี้

            ‘แย่แล้ว เจ้าเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหยวนชูช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก…’

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจินหยางก็เริ่มซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่พูดพล่อยออกไปโดยมิทันคิด

            “อ้อ เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวรู้จักกับเย่เฉินงั้นหรือ”

            กู้ฉางเกอผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด เป่าชาในถ้วยอย่างใจเย็น พลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

            ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้!

            สายตาของเขาจับจ้องไปยังชายหนุ่มผู้มีเส้นผมราวกับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงดุจดั่งผู้เป็นเทพแห่งสุริยัน

            ครืน!

            แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเช่นเดียวกับเมื่อครู่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งหอเด็ดดาราอีกครั้ง

            ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งดินแดนจงโจวล้วนมีสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านหวาดหวั่นจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แววตาสะท้านไปด้วยความพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด

            พลังของบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ช่างลึกล้ำและน่าหวาดหวั่นเกินกว่าจะจินตนาการ

            แม้แต่ท่านจ้าวสำนักหรือจักรพรรดิ ก็ยังดูเหมือนจะมิอาจเทียบเคียงได้

            หรือว่าเขาจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเจ้าครองแคว้นกัน

            แต่เมื่อดูจากอายุแล้ว เขากลับดูอ่อนเยาว์กว่าเหล่าผู้คนในที่นี้เสียอีก

            ‘ไม่เสียทีที่เป็นคุณชายกู้ พลังของเขานั้นล้ำหน้ากว่าบิดาของนางไปไกลนัก’ แววตาของหลินชิวหานเต็มไปด้วยความนับถือและศรัทธา

            ‘หรือแท้จริงแล้วจุดประสงค์ของคุณชายก็คือการตามหาผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเย่เฉิน’ ในตอนนั้นซูชิงเกอก็เริ่มเข้าใจเจตนาของเขาขึ้นมา

            แต่สิ่งที่นางยังมิเข้าใจก็คือ เหตุใดคุณชายถึงล่วงรู้ได้ว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเย่เฉินในที่แห่งนี้

            ในสายตาของนาง กู้ฉางเกอช่างดูลึกลับและยากจะหยั่งถึงมากขึ้นทุกที

            “ท่านผู้สูงศักดิ์ ข้ารู้จักกับศิษย์น้องเย่เฉินจริง...”

            จินหยางเอ่ยขึ้น ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนี้ ทำเอาเขาเปลี่ยนเป็นสีหน้าซีดเผือด และรู้สึกแทบจะหายใจมิออก

            เขาตกตะลึงอย่างยิ่งกับความแตกต่างในพลังระหว่างตนกับกู้ฉางเกอ

            ทั้งที่เป็นคนรุ่นเดียวกัน แต่พลังของพวกเขากลับห่างไกลราวฟ้ากับเหวเช่นนี้

            ในเวลานี้ ต่อให้เขาอยากปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับเย่เฉิน ก็คงเป็นไปมิได้อีกแล้ว

            จากการสนทนากับเหล่ายอดอัจฉริยะผู้อื่นเมื่อครู่ เขาก็ได้เผยข้อมูลออกไปมากมายแล้ว

            ตอนนี้จินหยางเริ่มรู้สึกเสียใจ หากรู้เช่นนี้เขาก็มิควรจะพูดพล่อยๆ ออกไปแต่แรก

            “อ้อ  ในเมื่อรู้จักกันก็ดีแล้ว แล้วเช่นนั้นเย่เฉินอยู่ที่ใดหรือ”

            กู้ฉางเกอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับมิได้ใส่ใจอันใด

            “ขออภัยท่านผู้สูงศักดิ์ ข้ามิอาจเปิดเผยที่อยู่ของศิษย์น้องเย่เฉินได้” จินหยางกล่าวพร้อมกับกัดฟันแน่น เหงื่อเย็นไหลซึมจนแผ่นหลังเปียกชุ่ม

            ในที่สุดเขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่า พลังของบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้น่ากลัวเพียงใด

            แค่เพียงปราณสายหนึ่งของเขา ก็ทำเอาจินหยางรู้สึกราวกับถูกบดขยี้จนแทบจะทานทนมิได้

            มิแปลกใจเลยที่เย่เฉินจะต้องหลบหนีไปยังดินแดนอันไกลโพ้น มิกล้าปรากฏตัวออกมา

            แต่ถึงอย่างนั้น จินหยางก็ไม่ต้องการให้คำพูดพลั้งเผลอของเขากลายเป็นสาเหตุที่เปิดเผยที่อยู่ของเย่เฉินออกมา เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาคงจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

            “ช่างโง่เขลานัก ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เย่เฉินอยู่ที่ใด”

            ในที่สุดกู้ฉางเกอก็เริ่มเผยสีหน้าเย็นชาออกมา แววตาล้ำลึกแฝงไว้ซึ่งความเด็ดขาดและอำนาจอันน่าเกรงขามราวกับเทพเจ้าที่มิอาจยอมรับการปฏิเสธใดๆ

            “ท่านผู้สูงศักดิ์ เย่เฉินเป็นน้องชายร่วมสาบานของข้า ข้ารู้จักนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี ข้าเกรงว่าระหว่างพวกท่านอาจมีความเข้าใจผิดกันก็เป็นได้...”

            จินหยางกัดฟันพูด ร่างกายสั่นเทิ้ม ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้เขาแทบจะต้องทรุดตัวลงไปก้มกราบ

            แต่เขายังคงยืนหยัดด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี และพยายามปกป้องเย่เฉินอย่างสุดกำลัง

            “การที่ข้าถามเจ้า ก็นับว่าเป็นเกียรติสำหรับตัวเจ้าแล้ว”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งปราศจากอารมณ์เย็นชา ดวงตาฉายแววดูถูกเหยียดหยามประหนึ่งกำลังมองดูสิ่งมีชีวิตอันต่ำต้อย น้ำเสียงเรียบนิ่งปราศจากอารมณ์ “เจ้าเป็นผู้ใดถึงคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติมาตั้งคำถามกับข้า”

            สิ้นเสียงคำพูด แรงกดดันมหาศาลดุจคลื่นทะเลเชี่ยวกรากก็โถมกระหน่ำลงมาปกคลุมทุกสิ่ง

            จินหยางส่งเสียงร้องลั่น กระอักโลหิตสีสดออกมาคำโต ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เผยสีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษไร้สีสัน

            เขามิสามารถต้านทานแรงกดดันนั้นได้เลยแม้แต่น้อย!

            “เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวช่างโง่เขลา ถึงกับกล้าบังอาจล่วงเกินท่านผู้สูงศักดิ์ ขอท่านได้โปรดเมตตาอภัยให้ด้วย!”

            ในตอนนั้นเอง ผู้คุ้มกันลับของจินหยางที่แอบซ่อนตัวอยู่ถึงกับทนไม่ไหวจนต้องปรากฏตัวออกมาด้วยความหวาดหวั่น 

            เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมกล่าวขออภัยด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

            เขามิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวจะลุกลามมาถึงขั้นนี้ได้

            เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์ช่างโง่เขลานัก! นี่จะนำภัยพิบัติมาสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์โดยแท้!

            บรรยากาศภายในหอเด็ดดาราเงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกคนตัวแข็งทื่อราวกับถูกความหนาวเย็นยะเยือกปกคลุม ความหวาดกลัวเปี่ยมล้นดุจกำลังเผชิญหน้ากับโทษทัณฑ์แห่งสวรรค์ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้เอ่อล้นขึ้นมาในใจ

            “ติ๊ง ทำภารกิจสุ่มกดดันพี่น้องร่วมสาบานของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้สำเร็จ ระบบกำลังคำนวณผลภารกิจ...”

            “ผลการประเมินภารกิจสุ่ม: ระดับสมบูรณ์แบบ”

            “เพิ่มค่าชะตาสวรรค์พิเศษอีก 40 ส่วน ได้รับรางวัลทั้งหมดเป็นค่าชะตาสวรรค์ 700 แต้ม”

            ในขณะเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในจิตสำนึกของกู้ฉางเกอ





























    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน