TREE WORLD
ปฐพีวินาศโลก
By : Jackmysoul
แจ็ก มายโซล : เขียน
บทที่ 34
ฐานที่มั่นสุดท้าย(1)
อุณหภูมิบนยอดเขายามค่ำคืนจะหนาวเย็นกว่าพื้นที่ราบลุ่มและยิ่งขึ้นสูงระดับออกซิเจนยิ่งลดต่ำลง แม้ตอนนี้จะไม่ใช่ฤดูหนาว แต่แทบทุกคนจะสวมชุดคลุมหนาเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อุ่นสบายเป็นปกติบางคนที่ไม่คุ้ยเคยกับสภาพแวดล้อมกับชั้นบรรยากาศที่เบาบางแม้ไม่เคลื่อนไหวร่างกายยังจะรู้สึกหายใจเหนื่อยหอบขึ้นมาโดยง่าย
แต่สำหรับกลุ่มคนงานในบ้านของตระกูลสเปนเซอร์มีการเตรียมพร้อมและเพียรฝึกฝนร่างกายมาตลอดเป็นอย่างดีไม่ได้รู้สึกว่าระดับอุณหภูมิร้อนเย็นหรือชั้นบรรยากาศบางเบาจะเป็นปัญหา ดอกเตอร์ล็อปแพทย์ประจำของตระกูลมักใช้โปรแกรมทดสอบสมรรถภาพร่างกายเป็นประจำและรับประกันได้ว่า คนงานในบ้านทุกคนแข็งแกร่งทรหดยิ่งกว่านักวิ่งมาราธอนขณะนี้พวกเขายังดูสดชื่นกระฉับกระเฉงในขณะที่คนงานที่มาจากตระกูลอื่นกลับแสดงความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น
ปู่กับหลานสาวที่ผมช่วยมายังคงทำตัวเป็นปริศนาแต่คงเป็นผมเองที่กลับไม่เคยแม้แต่จะไต่ถามชื่อเสียง และเพราะเหตุฉุกละหุกหลายประการทำให้ลืมแนะนำตัวเองพวกเขาเองคงเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวันและยังไม่ลืมความหวาดหวั่นขวัญผวาจากเวิร์มในเร็ววันตอนนี้พวกเขาคงเข้าไปพักผ่อนและจัดการมื้อค่ำยังเต็นท์รับรองที่พวกคนงานกางเผื่อไว้ป่านนี้คงหลับปุ๋ยสบายกันไปแล้ว
ผมเองก็อยากจะหยุดพักเอาแรงล้มตัวลงนอนหลับให้สบายเช่นกัน แต่กลับไม่สามารถผ่อนปรนตนเองเพราะภารกิจที่แบกไว้ยังรอให้ผมไปจัดการอย่างเร่งด่วน
ยกข้อมือดูนาฬิกาตอนนี้อีกสิบห้านาทีตีสาม
ผมไม่ได้เจอพ่อแม่ของการ์เซียมานานหลายปีดูเหมือนพวกเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแม่ของเธอยังดูร่าเริงยิ่งกว่าเด็กสาววัยรุ่นดูเหมือนเป็นเพื่อนกับการ์เซียมากกว่าเป็นแม่ลูกกันส่วนพ่อของเธอยิ่งดูสุขุมและลุ่มลึกกว่าเดิม
พ่อแม่ของการ์เซียอยู่ในชุดคลุมหนังสัตว์เลิศหรูตามรสนิยมระดับไฮคลาสในหมู่อภิสิทธิ์ชนเหล่าผู้ติดตามที่เป็นคนงานในบ้านของเขาก็อยู่ในชุดกันหนาวที่มิใช่หาได้ดาษดื่นทั่วไปผมสังเกตได้ว่าในกลุ่มผู้ติดตามเหล่านั้นมีหลายคนเปล่งรัศมีน่าเกรงขาม คาดว่าคงเป็นผู้มีฝีมือไม่ธรรมดาน่าจะเป็นกลุ่มบอร์ดี้การ์ดรับจ้างหรือไม่ก็พวกหน่วยผู้พิทักษ์ตระกูล
ยิ่งไปกว่านั้นมีสองคนที่ปะปนในกลุ่มกำลังแผ่รังสีลอบตรวจสอบไปรอบบริเวณตลอดเวลาพวกมันทำการตรวจสอบทุกคนไม่ยกเว้นแม้กระทั่งผม มันมิใช่วิธีการตรวจสอบโดยใช้ปราณเฉกเช่นนักปราณยุทธ์ทั่วไปแต่ผมรู้ว่ามันคือวิธีการสั่งจิตประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “จิตสัปปะยุทธ์”และพวกเขาก็คงไม่รู้ตัวว่าผมเองก็ลอบตรวจสอบพวกเขาเช่นกัน บางทีพวกเขาอาจเป็นคนที่ชอร์นเคยเอ่ยถึงผู้คนจากกลุ่มนักยุทธ์รับจ้าง ‘บังเหียนเคลื่อนพายุ’อย่างไรก็ตามไม่ว่าพวกเขามาจากที่ใดผมแน่ใจได้ว่าสองคนนี้มีทักษะยุทธ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผมและเจทอย่างแน่นอน
นอกจากพวกบอร์ดี้การ์ดแล้วพวกเขาทั้งหมดต่างนั่งพักรออยู่ก่อนในกระท่อมไม้ไผ่ทรงโดมที่ปลูกสร้างขึ้นมาชั่วคราวอย่างเร่งรีบเพียงไม่ถึงชั่วโมงจากการสั่งการของหัวหน้าพ่อบ้านและช่างฝีมือแรงงานของคนในตระกูลสเปนเซอร์ มันจึงดูโดดเด่นเป็นฐานบัญชาการที่เหมาะสมต่อการใช้งานมีความประณีตมากกว่าโรงกระท่อมปลายนาของชนชาวเขาที่สร้างขึ้นมาอย่างรีบลวก
อย่างไรก็ตามกระท่อมร้างบนยอดเขาแห่งนี้เป็นที่ซุกหัวนอนในยามคับขันเป็นสถานที่เดียวในโลกที่รอดพ้นจากการสะกดรอยจากรัฐบาลเพราะบ้านพักหลังอื่นๆของผมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะกลับกลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัย ง่ายต่อการถูกดักซุ่มจับกุม
ผมเชื่อว่าทุกคนในครอบครัวย่อมตระหนักได้ดีว่าสถานที่เปลี่ยวร้างบนยอดเขาแห่งนี้คือ...
ฐานที่มั่นสุดท้าย
ทุกคนพร้อมหน้ากันภายในห้องประชุมกระท่อมไม้ไผ่ทรงโดมเจททักทายแขกผู้มาเยือนและผมเข้ามาปิดประตูเป็นคนสุดท้าย
พวกเราทักทายกันพอเป็นพิธีจากนั้นก็จะเริ่มประชุมสุมหัวกันเรื่องแผนการเดินทางต่อจากนี้
พวกผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างผมหรือพ่อแม่ของการ์เซียและหัวหน้าพ่อบ้านของทั้งสองตระกูลรอคอยการประชุมนี้อย่างร้อนรนมานานหลายชั่วโมงตั้งแต่ได้รับแจ้งข่าวการบุกรุกของเวิร์ม ดูเหมือนหลายคนพากันอิดโรยอยู่บ้าง แต่ทุกคนก็ตั้งหน้าพร้อมประชุมผมจึงเริ่มเอ่ยปาก
“ทุกท่านคงทราบเรื่องเวิร์มกันแล้ว ผมต้องขอความเห็นทุกคน”
คำพูดของผมส่งผ่านรัศมีความกดดันแผ่พุ่งครอบคลุมผู้คนหลังจากนั้นทุกคนในกระท่อมทรงโดมพลันตื่นตัว
ผมต้องเร่งทำสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้งคราวนี้มันจำเป็นต้องปั้นหน้าจริงจังเพราะทุกคนคงอยากรู้ว่าทำไมถึงต้องเปลี่ยนมาใช้แผนB ซึ่งเป็นแผนฉุกเฉินเมื่อแผนAเกิดปัญหาจนใช้การไม่ได้ และต้องหนีหัวซุกหัวซุนมาตั้งหลักยังถิ่นทุระกันดานเช่นนี้...
คนภายนอกฐานบัญชาการกระท่อมทรงโดมต่างทำหน้าที่อันสมควรแก่ตนแล้วพากันเข้าพักผ่อนในเต็นท์ผ้าใบที่กางไว้เป็นที่พำนักชั่วคราวแต่ยังรักษาตำแหน่งเวรยามคอยผลัดเปลี่ยนกันตรวจตรารักษาความปลอดภัยเป็นระยะ
จู่ๆเท็ดดี้ถูกฟิวท์ปลุกขึ้นมาทั้งที่หัวยังไม่ทันถึงหมอนพ่อบ้านประจำตระกูลรู้สึกงงงวยเมื่อถูกพลักดันให้ขึ้นไปบนรถตู้คอนเทนเนอร์คันหนึ่งจำได้ว่าไซครอปซึ่งเป็นหัวหน้าพ่อบ้านเป็นคนขับมาเท็ดดี้เหม่อมองพิจารณารูปทรงภายนอกดูจะแตกต่างจากรถตู้คอนเทนเนอร์คันอื่นๆอยู่เล็กน้อยตรงที่มันเป็นสีดำด้าน และมันมีขนาดใหญ่โตกว่าปกติเทอะทะเกินไปหน่อยเท่านั้น
เมื่อฟิวท์มาถึงหลังออกจากกระท่อมไม้ไผ่ ก็เที่ยวสั่งการโน่นนี่นั่น คนงานที่กำลังจะเข้านอนก็ถูกบังคับเรียกตัวไปช่วยงานกันจ้าระหวั่นพวกมันต้องเติมเชื้อเพลิงเดินเครื่องอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆแทบอลหม่านเครื่องปั่นไฟที่จะเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินก็ต้องนำออกมาติดเครื่องเพื่อช๊าตแบตเตอร์รี่ให้กับเครื่องจักรหลายตัวที่ถูกบรรจุอยู่ท้ายรถในกลุ่มขบวนรถตู้ส่วนตัวของเขา
หลังจากนั้นฟิวท์ยังสั่งให้ไซครอปซึ่งเป็นหัวหน้าพ่อบ้านกับเท็ดดี้นั่งฟังการสาธยายแนะนำการใช้งานอุปกรณ์ต่างที่ฟังดูน่าฉงนงงงวยโดยเฉพาะเจ้ารถตู้คันมหึมาสีดำด้านคันนี้ ฟิวท์แต่งตั้งมันสองคนให้เป็นกัปตันและรองกัปตันนั่นแค่พูดให้ดูดี แต่ทั้งคู่ย่อมรู้ทันเรื่องของเรื่องคือต้องการฝากฝังให้พวกมันช่วยดูแลสมบัติส่วนตัวของมันเองเสียมากกว่าซ้ำยังถูกฟิวท์เคี่ยวเข็นให้เรียนรู้และทบทวนวิธีใช้งานอุปกรณ์และเจ้าเครื่องจักรหน้าตาประหลาดพวกนั้นอีกหลายครั้งตอนนี้ไซครอปรอดตัวเพราะเข้าประชุมไปแล้ว เหลือแต่เท็ดดี้ยังต้องถ่างตาค้างงงงวยกับโปรแกรมสาธิตการใช้งานในโหมดต่างๆอย่างงุ่มง่าม
ระหว่างรอให้เครื่องจักรทั้งหลายที่ซ่อนไว้ท้ายรถตู้คอนเทนเนอร์ช๊าตพลังงานจนเต็มฟิวท์ก็ทำการตรวจเช็คพวกมันจนแน่ใจว่าพร้อมใช้งาน แล้วก็หลบมานั่งพักที่ลานโล่งเพื่อชมความงดงามของแสงดาวบนยอดเขาพลางย้อนคิดไปตอนที่พาจอสส์กลับมาก่อนหน้านี้เขาได้ล่วงรู้ความลับบางอย่างของน้องชายตัวเองเป็นครั้งแรกที่เห็นจอสส์ใช้ปราณยุทธ์ออกมาสะบัดหลุดจากแขนแล้วยังทุ่มเขาทิ้งตอนอยู่ในห้องพักนักกีฬาความจริงฟิวท์รู้สึกปิติชื่นชมปนตกตะลึงที่มันสามารถเริ่มใช้ปราณได้ตั้งแต่ยังเด็กอายุ13ก็ก่อเกิดปราณยุทธ์ นับเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่หาได้ยากและยังรู้สึกสงสัยอีกว่าปราณยุทธ์ของมันจะมีลักษณะพิเศษเป็นประเภทปราณธาตุเฉพาะตนที่หาไม่ได้ดาษดื่นในนักยุทธ์ทั่วไปอีกด้วย แต่เมื่อได้เห็นมันใช้ออกมาผิดแนวทางจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ความจริงตอนอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ ฟิวท์ก็คิดจะบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ทว่าตอนที่เห็นสีหน้าของพวกเขาจากด้านข้างก็รู้สึกได้ถึงความเคร่งเครียดสับสนอีกทั้งยังต้องตั้งรับศึกกับการประชุมระหว่างสเปนเซอร์และแกรนด์พีชที่อาจผิดใจกันขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้เพราะจู่ๆแผนAล้มเหลวขึ้นมาอย่างเหลวไหล โดยมีพ่อกับแม่เป็นตัวการใหญ่
ดังนั้นฟิวท์จึงเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนได้แต่มองหลังหัวจอสส์แล้วคิดในใจ ว่ายังไม่ใช่เวลา...ไว้พรุ่งนี้ตอนกินข้าวค่อยบอกก็ยังทัน
จอสส์ที่ผ่านศึกการประลองเกินพิกัดได้รับบาดเจ็บทั้งภายนอกภายใน เรียกได้ว่าเกือบสาหัสเนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยคราบสกปรกและร่องรอยบาดแผล หลังจากดร.ล็อปแพทย์ประจำตระกูลตรวจอาการทำการเยียวยาอีกครั้งแล้วมันค่อยทิ้งหมอนหลับสนิทลงในชั่วเวลาสองลมหายใจ โดยไม่ใส่ใจความสะอาดของร่างกายแม้แต่น้อยแล้วดูเหมือนมันเหนื่อยจนลืมเลือนเรื่องราวความชอกช้ำก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
ส่วนการ์เซีย..เธอค้นสัมภาระส่วนตัวที่สั่งให้คนงานเคลื่อนย้ายมาจากบ้านพยายามไม่ให้ใครเห็นสิ่งที่จะขนไปด้วยแล้วหลบมุมอยู่ในเต็นท์ท้ายรถบรรทุกเพียงลำพังเธอหยิบชุดวิวาห์สีขาวสะอาดตาขึ้นมาทาบกับตัวก่อนจะพับมันใส่ลงในหีบด้วยกริยาประณีต“รอฉันก่อนนะ” เธอบอกกับชุดแต่งงานที่ไร้การตอบสนอง รอยยิ้มเปื้อนเต็มตามใบหน้าดูเหมือนเธอยังเปี่ยมด้วยความหวังบางอย่าง
แต่จู่ๆก็เปลี่ยนเป็นสลดลงเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้และยังมีปัญหาบางอย่างระหว่างเธอกับฟิวท์ที่ต้องให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายออมชอมยอมรับจากสีหน้าสลดก็เปลี่ยนเป็นบูดบึ้งขัดใจขึ้นมา
ฟิวท์หลังจากจัดการภารกิจของตนเสร็จก็กุลีกุจอตามเข้ามาช่วยการ์เซียจัดเก็บคัดแยกสัมภาระจึงทันเห็นสีหน้าแง่งอนและรู้ว่าเธอพยายามซ่อนอะไรไว้แต่ฟิวท์ไม่ถามหาหรือคาดครั้นอะไรทั้งนั้น เพราะรู้แก่ใจดีว่าตัวเขาเองกับการ์เซียตกลงจะวางแผนแต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ แต่เป็นเพราะมารร้ายอย่างเวิร์มโดยแท้ทำให้ทุกอย่างต้องพังพินาศ
“ฉันเคยคิดว่าพวกเราคงจะลงตัวกันบนโลกใบนี้ได้ซะอีก” ความจริงฟิวท์ไม่ต้องการตอกย้ำความผิดหวังแต่ปากมันกลับเผลอเปิดประเด็น
“ยังดีนะที่เราซุ่มเงียบยังไม่ได้บอกใคร...เรื่องนี้” การ์เซียตอบรับ เธอหมายถึงเรื่องการแต่งงาน มุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยก็รู้สึกได้ว่าฟิวท์เองก็คิดถึงเรื่องนี้ ไม่ปล่อยให้เงียบทำไม่รู้ไม่ชี้
“ไม่งั้น..ฉันคงไม่รู้จะเอาหน้าไว้ไหนที่วิวาห์ต้องล่มบนปากเวิร์ม..ญาติๆที่ฝั่งโน้นต้องหัวเราะเยาะเอา...”สีหน้าการ์เซียหมองลงไป แต่พยายามฝืนคงสภาพรอยยิ้มนั้นไว้
“เรื่องนั้นมันไม่มีความหมายมากกว่าการมีชีวิตอยู่หรอก”ฟิวท์ให้เหตุผลแก้ต่างให้ตัวเอง แล้วอ้อมมาปลอบเธอจากด้านหลังด้วยการสวมกอด
“นั่นสินะ..”เธอยิ้มพลางตอบพลาง คงต้องเห็นด้วยอย่างช่วยไม่ได้
“แต่ถึงไม่บอกใครพวกพ่อแม่ของเราเขาคงรู้อยู่แล้ว..ก็เราสองคนคบกันมานานแสนนาน..” ฟิวท์เขย่าโยกเอวการ์เซียในวงแขนอย่างอ่อนโยนหลังจากเห็นว่าเธอพอจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่เราจะค้นพบโลกที่สงบสุขเช่นนี้ได้อีกหรือโลกข้างบนนั้นอาจไม่มีแล้วก็ได้..ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงไม่ได้แต่งกันซะที”น้ำเสียงเธอแฝงอาการตัดพ้อและสีหน้ากลับกลายนิ่งงันบ่งบอกความกังวลซ่อนไว้ภายใน
“ถึงไม่มีงานแต่งงานแต่เราก็เป็นครอบครัวกันได้นะที่รัก” คำพูดนี้ของชายหนุ่มหวังดึงรอยยิ้มหญิงสาวกลับมา
เขาคิดว่าไม่ควรกล่าวอะไรต่อจังหวะนี้สมควรปิดประเด็น ฟิวท์กำลังโน้มตัวใกล้ใบหน้าเธอที่กำลังพริ้มเพราเคลิบเคลิ้มพยายามฝังริมฝีปากตัวเองลงบนริมฝีปากหญิงสาว
“ไม่นะ..”เธอปฏิเสธ กลับกระทุ้งศอกใส่อกเขา ฟิวท์ร้องโอดครวญบางเบาชายหนุ่มรู้สึกติดขัดจนมิอาจรุกหน้าต่อ ยอมถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง
เปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงแม่คุ้ณ
ถึงแม้ทั้งคู่เป็นแฟนกันมานานการจุมพิตมิใช่สิ่งแปลกใหม่กลับเป็นสิ่งที่ทั้งสองคุ้นเคยเพียงแต่ช่วงเวลานี้ความกังวลสับสนยังครุกรุ่นอยู่ในใจ มันจึงไม่ใช่เวลาอีกทั้งการ์เซียคิดว่าฟิวท์พยายามรวบรัดตัดความจบปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยมองข้ามความรู้สึกในส่วนลึกซึ้งอันละเอียดอ่อนของเธอ
“เธอไม่รู้หรือไงว่างานพิธีสำคัญต่อผู้หญิงขนาดไหน...”พูดไม่ทันจบการ์เซียก็กระทืบเท้าหันหลังพุ่งออกไปพร้อมสีหน้ากลับกลายบึ้งตึง จู่ๆความเก็บกดมันระเบิดกะทันหัน
ทิ้งให้ฟิวท์นิ่งค้างได้แต่คิดทบทวนหาคำผิดจากคำพูดตัวเอง