“ฉัวะ” กลิ่นคาวเลือดกระทบจมูกโลหิตกระเซ็นไปทั่วใบหน้าของเย่หมิง
กลิ่นฉุนน่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่งโชคดีที่เย่หมิงพลังใจไม่เลวเลยไม่อาเจียนออกมา
ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าอะไรที่เข้ามาโจมตีมันคืออสรพิษตัวใหญ่ยาวหกถึงเจ็ดจ้าง แต่ตอนนี้มันกองอยู่บนพื้นส่วนหัวกับตัวแยกเป็นสองส่วน ร่างของมันยังคงกระตุกอยู่
เมื่อเห็นเย่หยางสอดดาบยาวกลับเข้าฝักที่เอวเย่หมิงกลับมามีสติอีกครั้ง "ขอบคุณเจ้าตระกูลน้อยหากท่านไม่เข้ามาช่วยเหลือป่านนี้ข้าคงตายไปแล้ว"
“ไม่เป็นไร เวลาเข้าป่าเจ้าต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาลองตรวจสอบดูว่าเจ้าตัวนี้มีแกนสัตว์อสูรหรือไม่” เย่หยางชี้ไปที่หัวอสรพิษเขาค่อนข้างพึงพอใจในตัวเย่หมิงเนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่อยู่บนขอบเหวแห่งความตายแล้วจะฟื้นคืนสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ล้มไปกองกับพื้น
เย่หมิงรีบชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วขณะที่หัวอสรพิษถูกโยนทิ้งไป แกนสัตว์อสูรก็อยู่ในมือของเขาแล้วเขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า"เจ้าตระกูลน้อยอสรพิษตัวนี้มีแกนสัตว์อสูรจริงๆหากสิ่งนี้อยู่ในเมืองปาฮวงคงขายได้ราคากว่าร้อยเหรียญทอง"
“เอาล่ะ…เก็บมันซะคราวหน้าคราวหลังอย่าเรียกข้าว่าเจ้าตระกูลน้อยอีกเรียกข้าว่าเย่หยางหรือพี่เย่ก็ได้” เย่หยางแนะ
“ขอรับ นับจากนี้ข้าจะเรียกท่านว่าพี่เย่” เย่หมิงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะเย่หยางคือวีรบุรุษสำหรับเขา
เขาเอื้อมมือออกไปหยิบชุดออกจากแหวนมิติ “เอาไปเปลี่ยนสิเราต้องเดินหน้าฆ่าสัตว์อสูรให้มากที่สุด จะได้แบ่งเบาภาระกลุ่มของพวกเรา”
เมื่อพบแอ่งน้ำทั้งสองก็ล้างเนื้อล้างตัวหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าก็หยิบแผนที่ขึ้นมาดูพอดูแผนที่ก็รู้ว่าพวกตนเองถูกปล่อยไว้สุดเขตแดนฉะนั้นหากจะล่าสัตว์อสูรจะต้องวิ่งเข้าไปใจกลางอาณาเขต
ระหว่างทางพวกเขาพบกับสัตว์อสูรขั้นแรกมากมายส่วนใหญ่ถูกเย่หยางฆ่า จึงยิ่งทำให้เย่หมิงชื่นชมเขามากยิ่งขึ้น
บางครั้งเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่อ่อนแอเย่หยางจะปล่อยให้เย่หมิงฝึกฝน
สองวันต่อมาทั้งสองสังหารสัตว์อสูรขั้นแรกไปมากกว่าสี่สิบตัวเย่หมิงต้องต่อสู้ผ่านความเป็นความตายกว่าสองวันจนพลังยุทธ์ทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบขั้นสอง
เที่ยงวันต่อมา ทั้งสองได้พบกับกลุ่มล่าสัตว์อสูรหัวหน้ากลุ่มเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าสิบหกปี นางก็คือหลันไฉเตี๋ยนั่นเอง
หลันไฉเตี๋ยตกตะลึงเมื่อพบกับเย่หยางแม้ชายชราชุดขาวจะไม่ได้ยืนยันว่าเย่หยางเป็นนักวิญญาณ แต่นางก็ฉลาดพอจะคาดเดาได้
“สวัสดีเย่หยาง ช่างบังเอิญจริงๆ” หลันไฉเตี๋ยทักทายอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีพิธีรีตอง
“ฮ่าๆ ใช่ ช่างบังเอิญจริงๆฆ่าสัตว์อสูรมาตั้งนานในที่สุดก็ได้พบเจอกับสาวงาม” เย่หยางกล่าวยิ้มๆ
หลันไฉเตี๋ยไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะหัวเราะเยาะเมื่อเปิดปากแต่นางไม่ได้รู้สึกโกรธ เพียงกลอกตาใส่ "เย่หยางเรามาทำการค้ากันดีกว่า"
“โอ๊ะ! การค้าแบบไหนหรือ ข้าทำการค้าไม่เก่งนัก มักจะสูญเสียเงินจนไม่เหลือแม้แต่กางเกง”เย่หยางยิ้มพลางหยอกล้อ แต่เขากับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเพราะสาวน้อยคนนี้ต้องฉลาดมากเป็นแน่
“ฮิๆฮิ ไม่คาดคิดว่าเจ้าตระกูลน้อยเย่จะเป็นคนสบายๆขี้เล่นขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าได้ข่าวของเมืองปาฮวงกลุ่มอื่นบ้างหรือเปล่า ถ้ารู้แล้วยังจะมีอารมณ์หยอกล้อสาวน้อยเช่นนี้อยู่หรือไม่" นางเล่นเปียพลางแย้มยิ้ม
เย่หยางใจหายตกไปถึงตาตุ่ม
เย่หมิงรีบถาม "กลุ่มอื่นของเราเป็นอะไรไปหรือ ช่วยบอกเราที"
“เรื่องบอกน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่…” หลันไฉเตี๋ยเอียงคอ
“แต่อะไร” เย่หมิงถามอย่างเร่งรีบ
“ข้าอยากให้เย่หยางสัญญาว่าจะติดหนี้บุญข้า” หลันไฉเตี๋ยชี้ไปทางเย่หยาง
แม้ว่าเย่หยางจะรู้ว่าหลันไฉเตี๋ยผู้นี้จัดการได้ไม่ง่ายนักแต่เพื่อความปลอดภัยของเย่ชิงเสวียนกับคนอื่นๆ เขายังคงพยักหน้ารับปาก "ข้าสัญญา"
“จริงหรือ ไม่กลัวว่าข้าจะหาเรื่องยุ่งยากมาให้เจ้า?บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตอบแทนข้าหลันไฉเตี๋ย” หลันไฉเตี๋ยถามย้ำด้วยความประหลาดใจ
“กลัวสิ…แต่ข้ากลัวว่าสหายของข้าจะเกิดเรื่องไม่ดีมากกว่ารีบบอกข้าเร็วเข้า” เย่หยางรบเร้าทั้งรอยยิ้มขมขื่น
“ดี…งั้นเราคุยพอหอมปากหอมคอกันแค่นี้เจ้าดูเป็นลูกผู้ชายกว่ามู่ไป๋มาก จากที่นี่ไปทางทิศตะวันตกประมาณสองร้อยลี้กลุ่มของพวกเจ้าถูกขังอยู่ในหุบเขาโดยคนของเมืองหนานหลี ไม่สามารถออกมาได้"
“เพราะมีคนดึงดูดสัตว์อสูรไปยังหุบเขากฎของสำนักมีข้อห้ามว่าห้ามฆ่ากันเอง แต่ถ้าถูกสัตว์อสูรสังหารก็ไม่นับ”
หลังจากฟังสิ่งที่หลันไฉเตี๋ยเล่าสายตาของเย่หยางก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาระคนอาฆาตเดิมทีเขาคิดว่าต่อให้คนพวกนั้นจะชั่วร้ายแค่ไหนอย่างมากก็คงแค่ขัดขวางไม่ให้กลุ่มของชิงเสวียนทำภารกิจสำเร็จจนตกรอบไป
แต่ไม่คาดคิดว่าคนพวกนั้นคิดจะสังหารกลุ่มของพวกเขาหัวใจของเย่หยางเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ดูเหมือนคนเหล่านี้ตั้งใจบีบบังคับให้เขาลงมือฆ่าจริงๆ?
เมื่อเห็นจิตสังหารในแววตาของเย่หยางหลันไฉเตี๋ยก็ถึงกับสะดุ้ง นางรีบตะโกนว่า "เจ้าสังหารผู้ใดไม่ได้นะไม่เช่นนั้นจะถูกไล่ออกจากสำนัก ความช่วยเหลือของข้าจะสูญเปล่า"
“ไม่ต้องห่วง ข้าเย่หยางเป็นคนยึดมั่นในคำสัญญาขอบคุณเจ้ามากสำหรับวันนี้ เย่หมิงไปกันเถอะ” ขณะเรียกก็พาเย่หมิงออกไป
หลันไฉเตี๋ยส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะพึมพำกับตนเองว่า "ไหนๆภารกิจก็เสร็จแล้ว ไปดูความตื่นเต้นกันดีกว่าข้ารู้สึกว่างานนี้เย่หยางจะไม่ใช่ผู้แพ้ ฮิๆฮิ คล้ายกับข้าจริงๆ"
พอคิดเช่นนี้นางก็แทบทนไม่ไหวที่จะบอกคนข้างหลังว่า "ไปดูอะไรสนุกๆกันดีกว่า ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจ" จากนั้นนางก็นำกลุ่มไปทางทิศตะวันตก
เย่หมิงเห็นว่าเย่หยางยังคงดูแผนที่ราวกับกำลังมองหาบางอย่างอยู่พอคิดถึงความปลอดภัยของทุกคน เย่หมิงก็กล่าวอย่างกังวล "พี่เย่ท่านกำลังมองหาอันใดอยู่ทิศทางยังไม่ชัดเจนงั้นหรือ เราควรรีบไปที่นั่นเร็วๆ หากไปช้าอาจจะสายเกินไป”
“ไม่ต้องห่วง พวกเขายังสบายดีอยู่ในเมื่อคนจากเมืองหนานหลีโหดเหี้ยมขนาดนี้ก็อย่ามาโทษข้าเย่หยางว่าไร้ปรานีแล้วกันในเมื่อพวกเจ้าเล่นใหญ่ขนาดนี้ ข้าก็จะจัดให้” เย่หยางเอ่ยยิ้มๆ
เย่หมิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารในคำกล่าวของเย่หยางอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเมื่อนึกถึงความโหดเหี้ยมของเขา
“เอาล่ะ…มากับข้า เวลาเรามีจำกัด ต้องรีบไปสองแห่ง”ขณะบอก เย่หยางก็หายตัวไปในป่า
หุบเขาขนาดเล็กมีรัศมีประมาณหนึ่งลี้ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสามด้าน ทั้งยังเป็นหน้าผาทั้งหมดทำให้ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้มีทางออกเล็กๆ แค่ทางเดียว ทว่าด้านนอกกลับมีคนกว่าห้าถึงหกสิบคนคอยเฝ้าอยู่
ในหุบเขา กลุ่มสมาชิกจากเมืองปาฮวงมองออกไปข้างนอกอย่างประหม่าไม่กล้ารีบออกไป
“พี่ชิงเสวียนเราพยายามออกไปข้างนอกหลายครั้งแต่ว่าไม่สำเร็จ เจ้าพวกนั้นตั้งใจล่อสัตว์อสูรมาฆ่าเราหรือไร” สมาชิกตระกูลเย่ถามด้วยความหงุดหงิด
“ไม่ต้องห่วง เราต้องพยายามถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุดเมื่อใดที่เย่หยางรู้ข่าว เขาจะต้องรีบมาช่วยพวกเราแน่นอน” เย่ชิงเสวียนกล่าวอย่างมั่นคงด้วยเหตุผลบางอย่างนางจึงรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยมเมื่อนึกถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นของเย่หยาง
“แต่เจ้าตระกูลน้อยเพียงคนเดียวจะช่วยพวกเราได้หรือมีคนอยู่ข้างนอกตั้งมากมายนะ” คนในกลุ่มถามอย่างกังวล
“ไม่ต้องห่วง เย่หยางไม่เคยทำให้ผิดหวังหน้าที่ของพวกเราคือรักษาชีวิตเอาไว้ให้ได้ ระวังด้วย! ดูเหมือนพวกนั้นจะนำสัตว์อสูรมาแล้ว”เย่ชิงเสวียนยืนขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทุกคนเงยหน้าขึ้นเห็นว่ามีคนมากกว่าสามสิบคนกำลังแบกสัตว์อสูรหมดสติมาวางไว้บนพื้นเมื่อทุกคนมองใกล้ๆ ก็รู้สึกสั่นสะท้านอยู่ในใจ
สัตว์อสูรที่พวกเขาแบกมาคือช้างกระบี่คลั่งขั้นแรกมันเก่งกาจที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรขั้นแรก เปี่ยมไปพลังมหาศาล
พวกเขาเจ้าเล่ห์มาก หลังจากนำช้างกระบี่คลั่งมาก็พาคนมากกว่าหกสิบคนมาเฝ้าทางเข้าหุบเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามีโอกาสโจมตี
หลังจากนั้นก็นำฟืนแห้งมาปูไว้ด้านหลังช้างกระบี่คลั่งจุดไฟเผาไม้แห้งสร้างกำแพงไฟ หนึ่งในนั้นขว้างถุงยาไว้หน้าช้างกระบี่คลั่ง
หลังจากสูดลมหายใจเข้าไปไม่กี่ครั้ง ช้างกระบี่คลั่งก็ตื่นขึ้นเมื่อเห็นกำแพงไฟด้านหลังมันก็รีบวิ่งไปข้างหน้า พอเห็นคนของเมืองปาฮวงตรงหน้าจึงรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างโกรธเคืองราวกับว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูที่กลั่นแกล้งมัน
“ฮ่าๆ เป็นอย่างไร มาเดิมพันกันหน่อยข้าพนันได้เลยว่าพวกนั้นทนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
“ชิ! ล้อเล่นข้าเล่นงั้นรึ เจ้าดูถูกช้างกระบี่คลั่งมากเกินไปข้าพนันว่าเจ้าพวกนั้นอยู่ไม่ถึงสองก้านธูป”
“เฮ่อ ช่างน่าเศร้า ในนั้นยังมีหญิงงามอยู่ด้วยถ้านางไม่ได้สัมผัสรสรักของชายหญิงก่อนตายคงน่าเสียดายแย่”
“กลัวอะไร นายท่านบอกว่าถ้าทำเรื่องนี้จบได้อย่างงดงามไม่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ก็ตาม เมื่อกลับถึงบ้านข้าจะได้มีชีวิตอันรุ่งโรจน์มั่งคั่งเมื่อถึงเวลานั้นต้องการนารีสักกี่คนก็ย่อมได้"
"ฮ่าๆๆๆ"
ระหว่างที่พวกเขากำลังหัวเราะอย่างเมามันก็ปรากฏร่างใหญ่บนท้องฟ้าคืบคลานเข้ามาเหนือศีรษะของพวกเขาอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางความโกลาหลทำให้ทุกคนไม่ได้ยินคำเย้ยหยันของคนข้างนอกพวกเขาจ้องมองช้างกระบี่คลั่งที่กำลังพุ่งเข้ามา
ชิงเสวียนชักกระบี่ยืนต่อหน้าทุกคนรูปร่างของนางเล็กมากเมื่อเทียบกับช้างกระบี่คลั่ง
กู่หยางกัดฟันชักกระบี่ยืนอยู่ข้างๆ เย่ชิงเสวียนบรรยากาศอันเศร้าสลดครอบงำหัวใจของทุกคน
เมื่อเห็นเช่นนี้ทุกคนก็ลืมความหวาดกลัวในใจหยิบอาวุธออกมาเตรียมพร้อมสู้รบ แม้จะรู้ว่าต้องพ่ายแพ้แต่ก็ยังออกมาสู้กันหมด
ขณะช้างกระบี่คลั่งกำลังวิ่งเข้ามาบางคนที่ขี้กลัวก็ถึงกับหลับตาปี๋ รอช่วงเวลาถูกช้างกระบี่คลั่งอัดกระแทก
‘ตูม’
ฝุ่นปลิวตลบอบอวลบนท้องฟ้าช้างกระบี่คลั่งล้มลงกับพื้นเหมือนหุบเขาเนื้อกระแทกเท้าของทุกคน
หอกเหล็กดำปักอยู่บนหัวช้างกระบี่คลั่งด้ามหอกส่วนใหญ่จมอยู่ในสมองขนาดยักษ์ของมัน ปลายด้ามหอกอยู่ในมือของชายชุดดำ
“เย่หยาง” ทุกคนอุทาน
“ขออภัยที่มาช้า ทำให้พวกเจ้าบางคนตื่นตระหนกเพื่อแสดงคำขอโทษ เชิญพวกเจ้าชมการแสดงสนุกๆ แล้วกัน” เย่หยางยิ้มให้ทุกคน