"ไม่เลว..."
"ระดับพลังของเจ้าแข็งแกร่งไม่น้อยทีเดียว เจ้าคงเป็นศิษย์ใหม่สินะ ข้าถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"
ฉินรั่วปิงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พลางทอดสายตามองหลี่ซวนอย่างพิจารณา
หลี่ซวนยกมือประสานคารวะตอบกลับอย่างนอบน้อม "ผู้น้อยเพิ่งเข้าสำนักเมื่อวานนี้ขอรับ ได้ยินว่าที่นี่สามารถนำผลึกอสูรมาแลกเป็นหินวิญญาณได้ จึงเดินทางมาขอแลกเปลี่ยน"
ฉินรั่วปิงพยักหน้ารับ "ได้สิ ข้ามีนามว่าฉินรั่วปิง ส่วนผลึกอสูรระดับต่ำหนึ่งก้อน สามารถนำมาแลกหินวิญญาณระดับต่ำได้สามก้อน หากเจ้ามีสิ่งอื่นที่ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณเพิ่มเติม ก็นำออกมาให้ข้าดูได้เลย"
"ขอรับ"
กล่าวจบ หลี่ซวนก็สะบัดมือเปิดกระเป๋ามิติ ก่อนหยิบผลึกอสูรออกมาวางบนโต๊ะ
ฉินรั่วปิงชะงักไปเล็กน้อย มองถุงผ้าใบเล็กในมือเขาด้วยความประหลาดใจ "กระเป๋ามิติ? เจ้าไปได้มันมาจากที่ใดกัน"
หลี่ซวนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าได้มาโดยบังเอิญขอรับ... มีอันใดหรือเปล่าขอรับ"
ฉินรั่วปิงส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่มีอันใดหรอก เพียงแต่กระเป๋ามิตินับเป็นของมีค่า แม้สำนักจะแจกจ่ายให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฐานวิญญาณขึ้นไป แต่ในบางปีก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอด้วยซ้ำ ข้าจึงอยากแนะนำว่า ยามปกติอย่านำมันออกมาใช้ต่อหน้าผู้คนบ่อยนักจะดีกว่า"
หลี่ซวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความงุนงง "เพราะเหตุใดหรือขอรับ"
ฉินรั่วปิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แม้ในสำนักจะมีกฎเหล็กห้ามฆ่าฟันกันเอง แต่การท้าประลองเพื่อเดิมพันทรัพยากรนั้นกลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ หากอีกฝ่ายมีระดับการบำเพ็ญเพียรไม่ห่างจากเจ้ามากนัก พวกเขาก็มีสิทธิ์ท้าประลองเจ้าได้ หากเจ้าปฏิเสธ บางคนอาจตามตื้อ หรือถึงขั้นหาเรื่องยั่วโทสะเจ้ามิเว้นแต่ละวัน ข้าเตือนเจ้าด้วยความหวังดี เพราะเห็นว่าเจ้าเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่"
หลี่ซวนครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามต่อ "แล้วหากผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้าหนึ่งระดับมาขอท้าประลองเล่าขอรับ"
ฉินรั่วปิงยกยิ้มมุมปาก "ย่อมทำไม่ได้ สำนักมีกฎห้ามผู้ที่มีระดับต่างกันเกินหนึ่งระดับท้าประลองกันโดยเด็ดขาด เพราะผู้บำเพ็ญขอบเขตลมปราณแรกเริ่ม แทบไม่มีทางเอาชนะผู้บำเพ็ญขอบเขตฐานวิญญาณได้เลย แต่ถึงกระนั้น... เมื่อใดที่ก้าวเท้าออกนอกเขตสำนัก ทุกสิ่งย่อมขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของตนเองเท่านั้น"
หลี่ซวนพยักหน้ารับรู้ "ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ ขอบพระคุณผู้อาวุโสฉินที่กล่าวเตือน"
หลี่ซวนประสานมือด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาจึงนำผลึกอสูรทั้งหมดในกระเป๋ามิติออกมาวางเรียงบนโต๊ะ ฉินรั่วปิงเริ่มทยอยหยิบขึ้นมาตรวจดูทีละก้อน ทว่าเมื่อนางหยิบผลึกก้อนหนึ่งขึ้นมา สีหน้าของนางกลับแปรเปลี่ยนไปในทันที!
ผลึกอสูรก้อนนั้นมีสีดำทึบปนแดง และภายในใจกลางยังส่องประกายแสงสีแดงจาง ๆ ออกมาอย่างประหลาด
"นี่มัน..."
"ผลึกอสูรสายเลือด!"
ฉินรั่วปิงรีบยกผลึกก้อนนั้นขึ้นมาเพ่งมองและตรวจสอบอย่างละเอียด นัยน์ตาของนางฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด "ผลึกอสูรสายเลือดระดับต่ำ..."
นางรีบเงยหน้ามองหลี่ซวนทันที ก่อนจะรีบเก็บผลึกลงถาด แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ หอแลกเปลี่ยนซึ่งมีเหล่าศิษย์กำลังทยอยเข้ามาแลกเปลี่ยนทรัพยากรอยู่
"ตามข้ามาด้านใน"
เอ่ยจบ นางก็รีบลุกขึ้นเดินนำเข้าไปยังห้องรับรองด้านหลังโต๊ะแลกเปลี่ยนทันที หลี่ซวนแม้จะรู้สึกสงสัยในท่าทีของนาง แต่ก็ก้าวขาเดินตามเข้าไปอย่างสงบ
ขณะเดียวกัน ณ มุมอับสายตาแห่งหนึ่งภายในหอแลกเปลี่ยน ปรากฏร่างของศิษย์ผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ดวงตาเย็นเยียบจับจ้องไปยังแผ่นหลังของหลี่ซวนที่กำลังเดินหายเข้าประตูไปไม่คลาดสายตา คล้ายกับกำลังครุ่นคิดแผนการบางอย่างอยู่ในใจ...
เมื่อเดินตามฉินรั่วปิงเข้ามา หลี่ซวนก็พบกับห้องรับรองขนาดกะทัดรัด ภายในมีเก้าอี้ยาวสองตัวตั้งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะไม้ทรงเตี้ย การตกแต่งรอบห้องเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไร้ซึ่งความฟุ่มเฟือย แม้จะดูธรรมดา แต่กลับให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น ราวกับถูกจัดวางไว้อย่างพิถีพิถันเพื่อผ่อนคลายจิตใจของผู้มาเยือน
เมื่อประตูห้องปิดลง ฉินรั่วปิงก็โบกมือสะบัดมือร่ายเปิดใช้อาคมกั้นเสียงทันที ก่อนจะหันกลับมาประเผชิญหน้ากับหลี่ซวน ด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าเดิมหลายเท่า
"เจ้ารู้หรือไม่... เหตุใดข้าจึงตื่นตกใจถึงเพียงนี้"
หลี่ซวนส่ายหน้าเบา ๆ พลางแสดงสีหน้างุนงง
ฉินรั่วปิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ย "การปรากฏของผลึกอสูรสายเลือดระดับต่ำ หมายความว่าอสูรตัวนั้นยังอยู่ในวัยเยาว์อย่างยิ่ง และลูกของอสูรสายเลือดไม่มีทางเติบโตตามลำพังได้ นั่นหมายความว่า... บริเวณที่เจ้าพบมัน ย่อมต้องมีอสูรสายเลือดระดับสอง หรือไม่ก็ระดับสามอาศัยกักขังอยู่ใกล้นั้นเป็นแน่!"
หลี่ซวนชะงักไปเล็กน้อย "อสูรสายเลือดระดับสอง... ระดับสามหรือขอรับ"
ฉินรั่วปิงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังคร่าว ๆ อสูรระดับสองมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับฐานวิญญาณ ส่วนอสูรระดับสามเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นวิญญาณ แต่อสูรที่มี 'สายเลือดพิเศษ' นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกมันมีความแข็งแกร่งและบ้าคลั่งกว่าอสูรทั่วไปในระดับเดียวกันอย่างน้อยหนึ่งขั้น นั่นเป็นเพราะพลังแห่งสายเลือดอันเข้มข้น ยิ่งสายเลือดบริสุทธิ์มากเท่าใด พลังต่อสู้ก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเท่านั้น"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "ด้วยเหตุนี้ อสูรสายเลือดจึงหาได้ยากยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นเลือด กระดูก เขา กรงเล็บ หนัง หรือแม้กระทั่งผลึกอสูรของพวกมัน... ล้วนเป็นวัตถุดิบและสมบัติล้ำค่าที่เหล่าผู้บำเพ็ญจำนวนมากต่างหมายตา หากสามารถค้นพบอสูรสายเลือดและสังหารมันได้ คุณค่าของชิ้นส่วนพวกมันย่อมประเมินมูลค่ามหาศาล!"
ดวงตาของฉินรั่วปิงจ้องมองหลี่ซวนอย่างจับผิด "บอกข้ามาตามตรง... เจ้าได้ผลึกก้อนนี้มาอย่างไร"
หลี่ซวนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สมองหมุนแล่นเพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุด สุดท้ายจึงเอ่ยตอบออกไปอย่างสุขุม "ระหว่างเดินทางมายังสำนัก ผู้น้อยบังเอิญพบอสูรตัวนี้กำลังบาดเจ็บสาหัส คาดว่าคงเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดกับอสูรตัวอื่นมา หลังจากนั้นผู้น้อยจึงหาจังหวะลอบโจมตีมัน... ทว่ากว่าจะสังหารมันลงได้ ผู้น้อยก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นกันขอรับ"
ฉินรั่วปิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าครามของหลี่ซวนอยู่ครู่ใหญ่ ทว่าแววตาของเด็กหนุ่มกลับสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความลุกลี้ลุกลนหรือมีพิรุธแม้แต่น้อย นางจึงพยักหน้ารับอย่างเชื่อถือ
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง..." ฉินรั่วปิงเอ่ยถามต่อ "แล้วเจ้าได้เก็บชิ้นส่วนอื่น ๆ ของอสูรตัวนั้นติดตัวมาด้วยหรือไม่ เช่นเขี้ยว กรงเล็บ หรือกระดูก"
หลี่ซวนพยักหน้ารับ "มีอยู่ขอรับ"
กล่าวจบ เขาก็สะบัดมือล้วงหยิบเขี้ยวสีแดงสดสองซี่ออกมาจากกระเป๋ามิติ แล้ววางลงบนโต๊ะ
ทันทีที่ฉินรั่วปิงได้เห็นเขี้ยวคู่นั้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น "เขี้ยวของวานรเขี้ยวแดง! ที่แท้อสูรตัวนี้ก็คือวานรเขี้ยวแดงรึเนี่ย... ยอดเยี่ยมยิ่งนัก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นผลึกและเขี้ยวของวานรเขี้ยวแดงของจริง นอกเหนือจากรูปภาพในตำรา!"
หลี่ซวนอดที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยมิได้ "ของสิ่งนี้มีมูลค่ามากขนาดนั้นเลยหรือขอรับ"
ฉินรั่วปิงยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ "เจ้าคงยังไม่รู้ ชิ้นส่วนของอสูรสายเลือดล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับการนำไปหลอมอาวุธ ปรุงยา และสร้างอุปกรณ์วิญญาณ โดยเฉพาะเขี้ยวของวานรเขี้ยวแดง ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่หาได้ยากยิ่งแม้ในหมู่อสูรสายเลือดด้วยกัน และเป็นที่ต้องการของผู้บำเพ็ญจำนวนมาก"
หลี่ซวนพยักหน้ารับฟังเบา ๆ ทว่าภายในใจกลับแอบหัวเราะขมขื่น...
ดูท่าแล้ว หลังจากจบเรื่องนี้ เขาคงต้องรีบไปสิงตัวศึกษาหาความรู้ที่หอตำราอย่างจริงจังเสียแล้ว เพราะความรู้เกี่ยวกับโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียรของเขายามนี้ ช่างต้อยต่ำและน้อยนิดเหลือเกิน!