เมื่อแม่ลูกทั้งพบหน้า ทั้งหลินอี้เฟยและหลินเยว่เฟยก็กอดกันราวกับไม่อยากจะแยกจากกันอีกต่อไป ตอนนี้น้ำตาแห่งความโหยหาได้หลั่งไหลอย่างไม่หยุดหย่อน ลั่วไห่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดตื้นตันใจไม่ได้
"เด็กแสบ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่เป็นห่วงมากขนาดไหน ใยต้องจากไปโดยไม่ร่ำลาเช่นนี้กัน"หลินเยว่เฟยกล่าว ตอนนี้สิ่งที่ติดค้างในใจนางอย่างเรื่องลูกสาวก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ดังนั้นตอนนี้นางจึงโล่งใจเป็นอย่างมาก
"ข้าขอโทษเจ้าค่ะท่านแม่ ในตอนแรกข้าเองก็ไม่คิดว่าจะหนีไปเช่นนี้และให้สามีของข้าได้พิสูจน์ตัวเองกับตาแก่หัวเเข็งนั่น แต่ทว่าเมื่อถูกบังคับให้แต่งงานลูกเลยไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ"
"ข้าเองก็ต้องขออภัยด้วยขอรับ"ลั่วไห่เฟิงกล่าวและก้มหัวให้แก่หลินเยว่เฟยอย่างนอบน้อม
"เอาละๆ พวกเจ้ากลับมาก็ดีแล้วๆ ต่อไปก็อยู่ที่นี่เถอะ ส่วนพ่อของลูกไม่ต้องกังวล เดี๋ยวแม่จะออกหน้าให้เอง"หลินเยว่เฟยกล่าวทั้งน้ำตา หลังจากนั้นสองสามีภรรยาและแม่ยายก็นั่งพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆตลอดช่วงระยะเวลาหลายร้อยปีที่หายไป ด้วยที่ทั้งหลินอี้เฟยและลั่วไห่เฟิงหายตัวไปนานมากย่อมมีเรื่องราวมากมายเหล่าให้ผู้เป็นมารดาและแม่ยายฟัง
ตัดภาพกลับมาที่ลั่วอู่หลิน หลังจากที่เขาพาสวีปิงเอ่อร์จากมา ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังนอนหนุนตักนางอย่างสบายใจชมวิวทิวทัศน์ของเมืองคล้ายกับตอนที่อยู่ตำหนักเทพสวรรค์ ส่วนหญิงงามก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนหนุนตักอยู่เช่นนั้น พร้อมกับลูบผมสีเงินของเขาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆเอาไว้
"พอได้หนุนตักเจ้าเช่นนี้ ทำให้ข้าคิดไปถึงตอนที่อยู่ตำหนักเทพสวรรค์ยิ่งนัก"ลั่วอู่หลินลืมตาขึ้นพร้อมกล่าวอย่างสบายใจ
"หืม ท่านคิดถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันหรือคิดถึงเรื่องราวที่น่าขายหน้าของข้ากันละ"สวีปิงเอ่อร์กล่าวมืออันเรียวงามบีบจมูกของชายหนุ่ม
ลั่วอู่หลินจับมือนางนั้นเอาไว้ "ย่อมคิดถึงทั้งหมด หากตอบเช่นนี้จะถูกใจแม่นางสวีปิงเอ่อร์แห่งตำหนักเทพสวรรค์หรือไม่"
"ฮิฮิ ก็พอฟังได้"
"โอ้ จะว่าไปตั้งแต่ข้ามาที่นี่ ท่านย่าเยว่เฟยเล่าเรื่องท่านให้ข้าฟังอย่างละเอียดเลยทีเดียว คิดไม่ถึงว่าท่านจะมีวีรกรรมมากมายเช่นนี้"
"ฮ่าๆๆไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แถมวีรกรรมล่าสุดที่ข้าทำเอาไว้ก็โดนตาแก่หลินดักทางเอาไว้อีก ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นต้องมาทำภารกิจให้ตาแก่นั่นปลดผนึกตันเถียนให้"
"อืมม.......แต่ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามท่าน?"สวีปิงเอ่อร์ก้มลงจ้องตาชายหนุ่ม
ลั่วอู่หลินพยักหน้า"ว่ามาเถอะ ข้าพร้อมตอบไม่ว่าจะคำถามอะไรก็ตาม"
"จากที่นั่งฟังท่านย่าเยว่เฟยเล่าเรื่องทั้งหมดของท่านให้ข้าฟัง มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดไม่ตกอยู่ เนื่องจากข้าถามเรื่องภรรยาทั้งแปดของท่านกับท่านย่าเพราะอยากจะไปทำความรู้จัก แต่ท่านย่าเยว่เฟยกลับบอกว่าไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เสียอย่างนั้น พวกนางไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?"สวีปิงอ่อร์กล่าวถามด้วยความสงสัย
"ฮ่าๆๆๆข้าก็นึกว่าเรื่องอะไร อืม.....จะว่าอย่างไรดีละ จะว่าอยู่ก็ได้จะว่าไม่อยู่ก็ได้"
สวีปิงเอ่อร์ทำหน้าไม่เข้าใจที่ชายหนุ่มจะสื่อ ลั่วอู่หลินจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง "ท่านอยากพบพวกนางหรือไม่ล่ะ หากท่านอยากพบข้าก็จะพาท่านไปพบ"
หญิงงามพลันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล ลั่วอู่หลินจึงได้ดึงหอคอยมหาสมบัติออกมาและพานางข้ามมิติไปในทันที เมื่อลืมตาขึ้นมาสวีปิงเอ่อร์ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง เบื้องหน้าของนางตอนนี้คือธรรมชาติที่แสนงดงามราวกับจะไร้จุดสิ้นสุด อีกทั้งยังมีไอปราณฟ้าดินหนาแน่นยิ่ง
"นะ นี่คือ!!!"
"ไปเถอะ พวกเราไปหาพวกนางกัน"ลั่วอู่หลินลุกขึ้นจากตักของสวีปิงเอ่อร์ก่อนที่จะอุ้มนางและพาบินทะยานไปยังคฤหาสน์ใหญ่ใจกลางดินแดน
"หากเจ้ายังงุนงงอยู่ ข้าก็จะไขความกระจ่างให้ ที่แห่งนี้คือมิติหลบภัยส่วนตัวของข้า เหล่าภรรยาคนอื่นๆก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็จะมีพวกนางไปด้วยไม่ห่างกาย"เมื่อเห็นสวีปิงเอ่อร์ที่กำลังมองสิ่งต่างๆด้วยความงุนงง ลั่วอู่หลินจึงไขความกระจ่างให้
หญิงงามเมื่อได้ยินก็ดวงตาเป็นประกาย "วิเศษยิ่งนัก มิติของท่านช่วงสวยงามราวกับสรวงสวรรค์เลยทีเดียว"
"หืม ท่านเคยให้สรวงสวรรค์อย่างนั้นหรือ?"ชายหนุ่มแกล้งกล่าวถาม
"หึ! ท่านแกล้งข้า ทั้งๆที่รู้ว่ามันคือคำเปรียบเปรย"สวีปิงเอ่อร์ทำหน้ามุ้ย ตีแขนชายหนุ่มเบาๆด้วยความหมั่นใส้
"ฮ่าๆๆไม่แกล้งท่านแล้วๆ เรามาถึงแล้ว"ชายหนุ่มลงสู่พื้นด้านหน้าคฤหาสน์ เหล่าสาวๆที่ตอนนี้กำลังนั่งพูดคุยกันก็หันมามองด้วยแววตาที่ดูแปลกใจยิ่ง ก่อนที่พวกนางจะมองไปยังสวีปิงเอ่อร์ที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าก้มตา ใบหน้าของพวกนางก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย
"ไม่เจอกันไม่กี่วันเจ้าก็พาพี่น้องคนใหม่มาให้พวกเราอีกแล้ว"เป็นไป่หนี่ที่กล่าวขึ้นมา ทว่าทันใดนั้นทั้งหลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยก็พลันลุกขึ้นพรวดพราด
"สวีปิงเอ่อร์งั้นหรือ!!"พวกนางต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง เพราะคิดไม่ถึงว่าเจ้าตัวร้ายเช่นลั่วอู่หลินจะไปเกี้ยวเอายอดหญิงแห่งตำหนักเทพสวรรค์มาได้
สวีปิงเอ่อร์ที่ได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมา นางไม่รอช้าเดินไปด้านหน้าจากนั้นก็กล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพ "ยินดีที่ได้รู้จัก ข้านามว่าสวีปิงเอ่อร์ จากนี้ขอฝากตัวกับพวกท่านด้วย"
ท่วงท่าสง่างามประดุจเจ้าหญิงที่เรียบร้อยทำให้หญิงสาวทั้งแปดพากันพึงพอใจยิ่ง สวีปิงเอ่อร์ผู้นี้ช่างรู้จักวางตัวเอาเสียมากๆ แม้ว่านางจะแข็งแกรงว่าทุกคนที่นี่ยกเว้นไป่หนี่และซีอวิ้นแถมยังมีตำแหน่งเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลสูงศักดิ์ แต่การแสดงออกของนางนั้นก็ไม่ได้มีความยิ่งผยองแต่อย่างใด
"มาเถอะ ต่อไปนี้ทุกคนที่อยู่ที่นี่คือพี่น้องของเจ้า"หยางเหมยกุ้ยเป็นคนเดินไปประคองสวีปิงเอ่อร์และกล่าวออกมาอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะพาไปนั่งยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่
"พวกเจ้าพูดคุยกันไปแล้วกันนะ ศิษย์พี่หลี่อิงข้ามีเรื่องจะคุยด้วย ไปชั้นห้ากันเถอะ"ลั่วอู่หลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังและเดินไปยังชั้นที่ห้าในทันที หลี่อิงที่ได้ยินก็หันไปพยักหน้ากับสาวๆที่เหลือก่อนจะเดินตามชายหนุ่มไป
ในใจนึกสงสัยไม่น้อยว่าคนที่นางตกลงปลงใจด้วยคนนี้มีอะไรจะพูดกับนาง ส่วนสาวๆที่เหลือนั้นแม้จะมีความอยากรู้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในน้ำเสียงของชายหนุ่มพวกนางก็ไม่คิดจะก้าวก่ายและหันมาทำความรู้จักกับสวีปิงเอ่อร์แทน
ด้านบนหอคอยชั้นห้าที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนกลายเป็นสถานที่พักผ่อนที่ดูสวยงาม ลั่วอู่หลินยืมมองวิวทิวทัศน์ที่เป็นภาพสมมุติอยู่เช่นนั้นด้านหลังของเขาคือหลี่อิงที่ตอนนี้ก็ยืนมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่หลากหลาย
"ที่ข้าต้องเรียนท่านมาคุยในวันนี้เพราะมีเรื่องอยากจะพูดคุยกับท่าน ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ข้าจึงไม่อยากให้ใครได้ยิน"ลั่วอู่หลินเปิดบทสนทนา
"เรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงต้องตึงเครียดถึงเพียงนั้น?"
"ตอนที่ข้าอยู่เมืองหยาง มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจนทำให้ตระกูลใหญ่กลายเป็นผู้ต้องสงสัย ในระหว่างที่ข้าสืบอยู่นั้นด้วยที่ข้าเกิดอยากรู้เรื่องของท่านกับตระกูลหลี่จึงได้เข้าไปแอบฝัง ปรากฏว่าได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับท่านจากปากของพวกผู้อาวุโส และทำให้รู้ว่าท่านเป็นบุตรของน้องสาวผู้นำตระกูลกับผุ้อาวุโสที่สามแห่งตระกูลซือ"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของหลี่อิงที่เรียบนิ่งเมื่อครู่ก็เปลี่ยนกลายเป็นจริงจัง ดวงตาที่มองชายหนุ่มเองก็เปลี่ยนไปและมีแววสั่นเคลือด้านในนั้น เห็นได้ชัดเลยว่านางเองก็รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกันและคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะรับรู้
"ศิษย์พี่ ท่านโกรธข้าหรือไม่ สอดรู้สอดเห็นมากเกินไปเช่นนี้"ลั่วอู่หลินหันไปกล่าวถาม
หลี่อิงเมื่อได้สติได้ก็ส่ายศีรษะเบาๆ "ไม่หรอก ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็อยู่ในสถานะภรรยาของเจ้าแล้ว ไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องเล่าเรื่องราวนี้ให้เจ้าฟังอยู่ดี"