มหากาพย์ราชันสะท้านภพ

    บทที่12 ราชันผีดิบ

    ปีศาจสีเลือดนั้น คือสิ่งที่เกิดมาจากความเครียดแค้นแปรเปลี่ยนเป็นคำสาป  ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อกรด้วยยากมาก  ยิ่งคำสาปนั้นรุนแรงเพียงใด ก็จะยิ่งถูกทำลายได้ยากขึ้นเท่านั้น  โดยเฉพาะสถานที่แบบป่าต้องสาป ที่มีพลังหยินของไอมารหนาแน่น  ส่งผลให้คำสาปทวีความรุนแรงมากขึ้นหลายเท่าพวกปีศาจสีเลือดที่อาศัยอยู่ภายในนี้นั้น จึงแทบจะกลายเป็นอมตะ เพราะไม่ว่าร่างจะถูกทำลายไปซักเท่าใด  แต่หากยังมีต้นตอของคำสาปเหลืออยู่ มันก็จะสามารถใช้เวลาไม่นานในการฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกเรื่อยๆและสำหรับผู้ที่โดนปีศาจสีเลือดสิงสู่อย่างเหยี่ยนฮ่าวนั้น  แน่นอนว่าตัวเขาก็ต้องได้รับผลกระทบบางอย่างของคำสาปไปด้วย เช่นอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง โมโหหรือหงุดหงิดง่าย และจะรู้สึกอ่อนแรงยามเมื่อโดนแสงอาทิตย์เพราะเนื่องจากปีศาจสีเลือดเป็นสิ่งที่เกิดจากพลังงานหยิน จึงสามารถถูกทำลายโดยพลังหยางสุดขั้วจากดวงอาทิตย์ได้  เหตุนี้ถึงต้องดึงดูดพลังชีวิตของมนุษย์เพื่อฟื้นฟูตนเองทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากหลวงจีนมารก่อนที่จะเริ่มแผนการ เมื่อมองเห็นเหยี่ยนฮ่าวเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี  หลวงจีนมารจึงแสดงท่าทีจริงจังขึ้นแล้วอธิบาย“ ประสกไม่ต้องวิตกไป  ที่อาตมาเคยบอกประสกถึงผลกระทบจากการโดนปีศาจเลือดสิงสู่นั้น จะไม่มีทางเกิดกับประสกเด็ดขาด ”“ เพราะสถานการณ์ของประสกกับหลานสาวอาตมานั้น เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมอีกฝ่ายได้  แถมตอนนี้หลานสาวอาตมาก็ได้รับดวงวิญญาณอีกครึ่งมาแล้ว  เมื่อใดนางหลอมรวมได้สำเร็จ แสงอาทิตย์ก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางอีกต่อไป ”เหยี่ยนฮ่าวมีเหงื่อไหลออกมาจากศีรษะเล็กน้อย หมายความว่าอย่างไรกันที่แสงอาทิตย์ไม่มีผล  วิญญาณร้ายในป่าต้องห้ามต่างก็ได้รับผลกระทบจากแสงอาทิตย์ทั้งนั้น ต่อให้ไม่ถูกทำลายแต่ก็ต้องมีพลังอ่อนแอลงไม่มีข้อยกเว้น นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ดี“ ประสกไม่ต้องแปลกใจ เมื่อถึงเวลานั้นประสกก็จะรู้เอง ” หลวงจีนมารพูดออกมาเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเหยี่ยนฮ่าว   ท่านมองไปยังทิศทางหนึ่งของป่าต้องห้ามด้วยท่าทีเคร่งเครียด “ ถึงเวลาแล้ว…อาตมาคงต้องแยกจากประสกตรงนี้ ”เหยี่ยนฮ่าวอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของหลวงจีนมาร  แต่หลังจากขบคิดครู่หนึ่งเขาก็เข้าใจอะไรขึ้นมาได้ทันที“ ไต้ซือ…ท่านจะไปแก้แค้น ” เขาพูดออกมาเบาๆ ไม่มีได้มีบทสนทนาต่อจากนั้น  มีแต่ความเงียบและเสียงถอนหายใจเบาๆ หลวงจีนมารลอยขึ้นเหนือผืนป่าอย่างช้าๆ แล้วเหาะเหินออกไปทันที แววตาของท่านค่อยๆเปลี่ยนเป็นเย็นชา            “ ล้างแค้นงั้นรึ…หากเป็นตัวอาตมาในอดีตคงไม่มีความคิดเช่นนี้  ในตอนนั้นอาตมายังคงเชื่อในความมีเมตตาและการให้อภัย ”            “ แต่เวลานี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว  ตั้งแต่วันที่อาตมายอมรับความอ่อนแอของตัวเอง แล้วหลอมรวมเอาจิตมารเข้ามา  สิ่งที่หัวใจอาตมาเรียกร้องมาตลอดก็คือการล้างแค้นเท่านั้น ”            จีวรสีขาวของหลวงจีนมารค่อยๆมีเลือดซึมออกมาจนเป็นสีแดงดุจโลหิต  อักขระสีดำปรากฏขึ้นเต็มผิวหนัง  ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนก็เปลี่ยนเป็นโหดร้าย มุมปากฉีกยิ้มขึ้นอย่างน่ากลัวเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังสะท้านไปทั่ว            ฮ่า ฮ่า ฮา “  เจี่ยสือ!...เจ้าคิดหลอกใช้อาตมาไปสร้างความเสียหายให้เขตแดนสะกดมาร  แต่เจ้าคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเด็กหนุ่มคนที่เจ้าเจอ จะไม่เพียงช่วยเหลือหลานสาวอาตมาได้สำเร็จ  แต่ยังไม่ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ ทำให้เขตแดนสะกดมารไม่ได้ผลกระทบแม้แต่น้อย ”“ ตอนนี้…ได้เวลาสะสางความแค้นของเราแล้ว  เจ้าบังอาจวางแผนทำลายชีวิตครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของอาตมา ”“ วันนี้เจ้าจะได้สัมผัสถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของ ร่างพุทธะหมื่นมาร ”สูดดวูป!ในป่าต้องห้ามตอนนี้ ตลอดเส้นทางที่หลวงจีนมารเหาะผ่านไป วิญญาณแค้นทุกตนในรัศมีร้อยลี้ ถูกเปลี่ยนเป็นพายุหมอกสีดำเข้าสู่ปากของฝาเซี่ยงจนหมดสิ้นอักขระสีดำบนผิวหนัง เริ่มแตกสลายแล้วรวมตัวด้วยกันใหม่ เปลี่ยนเป็นใบหน้าของมารร้ายนับร้อยนับพัน ที่ขู่คำรามด้วยความกราดเกรี้ยวพายุหมุนสีดำเกิดขึ้นปกครุมรอบตัวของฝ่าเซี่ยง  มันได้ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้าจนราบเป็นหน้ากลอง   โบราณสถานใจกลางป่าต้องห้าม           โรงศพที่ผนึกร่างมารร้ายนอกพิภพเอาไว้  ตอนนี้กำลังถูกกระแทกจากด้านในอย่างรุนแรง  โซ่สีดำที่ผนึกโลงศพเอาไว้ ก็ถูกพลังมหาศาลฉีกกระชากจนเกือบจะสลายไป           ร่างของบรรพชนเซียนตอนนี้ ได้ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าต่อสู้กับจอมมารกลืนวิญญาณอย่างดุเดือดคลื่นพลังปราณจากการปะทะกันของทั้งคู่  ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง   ยังดีที่เขตอาคมป้องกันยังคงทำหน้าได้อย่างดีเยี่ยม  มิเช่นนั้นโบราณสถานแห่งนี้คงถูกลบหายออกไปแล้ว           “ ท่านปู่…ข้าจะไม่ไหวแล้ว” ไป่ซือเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ในหน้าของนางซีดขาวมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก  เวลานี้นางได้ใช้พลังสายเลือดของตนเองเพียงลำพัง ควบคุมร่างของบรรพชนเซียนเข้าต่อสู้กับจอมมารกลืนวิญญาณจนจวนจะถึงขีดจำกัดแล้ว            ผู้คุ้มกันหญิงของนางเอง ก็กำลังรับมือกับผู้อาวุโสพรรคมารที่บุกเข้ามาอย่างสุดความสามารถ           ไป่เทียนหยู่มองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความปวดร้าว  ที่อกเขามีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักคาไว้อยู่ รอยเลือดสีดำไหลซึมออกมาเป็นวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงพิษที่ร้ายแรง            ผู้อาวุโสตระกูลไป่สองคนที่มีใบหน้าซีดขาว กำลังถ่ายเทลมปราณขับพิษให้อย่างสุดความสามารถ แต่ก็เหมือนทำได้เพียงแค่ยื้อเวลาออกไปเท่านั้น           “ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ” ไป่เทียนหยู่ตั้งคำถามกับตนเองเบาๆ เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ย้อนกลับไปสองชั่วโมงก่อน           ขณะที่ไป่เทียนหวู่ กำลังถ่ายเทโลหิตฟื้นฟูร่างของบรรพชนเซียนตามแผนที่วางเอาไว้  ซึ่งเมื่อใดที่ทำสำเร็จก็จะสามารถควบคุมร่างบรรพชนเซียนกำจัดเจี่ยสือ และพวกสำนักมารที่เหลือให้สิ้นซากด้วยพลังของขอบเขตเซียนเขาไม่มีทางให้พวกมันหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว…                        แซ่กก แซ่ก            เสียงคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากป่าด้านข้าง  ทั้งสี่คนต่างก็สวมใส่ชุดของตระกูลผู้พิทักษ์            “ พี่ใหญ่ข้ามาช่วยท่านแล้ว ” ชายชราที่เป็นผู้นำกลุ่มพูดขึ้น เขาหันไปยิ้มให้ไป่ซือเหยาด้วยความปรานี            “ ท่านปู่รอง ”          “ คารวะท่านผู้อาวุโสสอง ”          เสียงของไป่ซือเหยากับผู้คุ้มกันดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่พบกับผู้อาวุโสสองที่นี่           “ น้องรองเจ้าต้องคุ้มกันประตูทิศใต้ไม่ใช่รึ เหตุใดถึงมาที่นี่ ” ไป่เทียนหยู่ถามขึ้น เขามีสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก กับการกระทำโดยพละการของผู้อาวุโสสอง  มันอาจทำให้เกิดช่องโหว่จนแผนที่วางไว้เสียหายได้            “ พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องกังวล  ข้ามีข่าวดีมารายงาน ” ผู้อาวุโสสองมีรอยยิ้มที่มุมบาก เขาพูดขึ้นด้วยสีหน้ายินดี  “ อารามอสนีบาต ได้ยกกำลังมาช่วยเหลือพวกเรากวาดล้างกากเดนพรรคมารเรียบร้อยแล้ว  ข้ายังค้นพบป้ายทองอาญาสิทธิ์ของตระกูลเราจากผู้อาวุโสของพวกมันด้วย ”           “ เรื่องจริงงั้นรี  เจ้าคนพบมันแล้วจริงๆ ” ไป่เทียนหยู่ถามขึ้นด้วยความสงสัย ตอนนี้การฟื้นฟูร่างบรรพชนเซียนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เขาจึงได้เดินเข้าไปหาผู้อาวุโสสอง            “ ข้านำมาให้ท่านแล้วพี่ใหญ่ ” ผู้อาวุโสสองล้วงแผ่นป้ายทองคำขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ แกะสลักคำว่า ไป่ ไว้ตรงกลาง ส่งให้กับไป่เทียนหวู่           “ ดี…เจ้าทำได้ดีมาก ” ไป่เทียนหยู่ เกิดความยินดีขึ้นมาทันที ป้ายอันนี้เป็นสิ่งของประจำตำแหน่งหัวหน้าตระกูลผู้พิทักษ์  และยังมีส่วนช่วยในการควบคุมร่างบรรพชนเซียนอีกด้วย            เมื่อสิบห้าปีก่อนตอนที่บุตรชายของเขาเสียชีวิต แหวนเก็บของก็ได้ถูกเจี่ยสือแย่งชิงไป  นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะไปอยู่ในตัวของผู้อาวุโสพรรคมารได้  หากมีของสิ่งนี้การใช้พลังของบรรพชนเซียนกำจัดพวกพรรคมารให้สิ้นซาก ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป           ขณะที่กำลังจะยื่นมือไปรับป้ายทองอาญาสิทธิ์  ไป่เทียนหวู่กลับสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของผู้อาวุโสสอง  ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน  เขารู้ถึงความผิดปกติของเรื่องราวได้ทันทีควับ!เขาเกร็งพลังเปลี่ยนเป็นใช้วิชากรงเล็บมังกร แล้วคว้าไปแผ่นป้ายด้วยความรวดเร็ว            แต่ก็แลกมากับการต้องถูกมีดสั้นของผู้อาวุโสสอง ปักเข้าไปที่อกด้านขวาจนมิดด้าม           “ สมแล้วที่เป็นพี่ใหญ่ของข้า  ในเวลาแบบนี้ยังเลือกชิงป้ายก่อนที่จะป้องกันตนเอง เจ้าช่างไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ ” ผู้อาวุโสสองยิ้มขึ้นด้วยความสะใจ เขาถอยไปรวมตัวพรรคพวกที่มาด้วยกัน            !!“ เจ้า..มันทรยศ ” ไป่เทียนหวู่ตระโกนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ป้ายทองในมือเปล่งแสงสีทองขึ้นเจิดจ้าไปทั่ว  หลังจากนั้นดวงตาของบรรพชนเซียนก็เปิดขึ้น พลังอันมหาศาลก็ได้ระเบิดออกมา ฝ่ามือที่เกิดจากพลังปราณสีทองพุ่งใส่พวกอาวุโสสองอย่างรุนแรง แต่ก็ถูกป้องกันไว้ได้เนื่องจากการควบคุมที่ขาดช่วงไป เพราะอาการบาดเจ็บจากพิษร้าย           “ ฮ่า ฮ่า   ไป่เทียนหยู่เจ้าโดนพิษของราชันผีดิบเข้าไปแล้ว   อีกไม่นานร่างกายเจ้าก็จะเริ่มเน่าเปื่อยแล้วตายอย่างทรมาน  อย่าฝืนเลยดีกว่า ส่งป้ายทองมาซะแล้วข้าจะปล่อยหลานสาวเจ้าไป ”            “ ท่านปู่ !” ไป่ซือเหยากับผู้คุ้มกันรีบวิ่งมาช่วยทันที            อั่ก!ไป่เทียนหยู่กระอักเลือดสีดำออกมา ผู้อาวุโสทั้งสองคนด้านหลัง รีบเข้ามาถ่ายทอดพลังลมปราณช่วยเหลือทันที“  ไป่ชิงเสียน เจ้าคิดว่าเจ้าจะรอดออกไปได้รึ ” หนึ่งในผู้อาวุโสที่กำลังช่วยไป่เทียนหวู่ขับพิษร้องตระโกนขึ้น  เขาได้หยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ“ ฮ่า ฮา  มันไม่มีประโยชน์หรอก  ข้าตั้งค่ายกลตัดการสื่อสารทั้งหมดจากภายนอกแล้ว ในเวลานี้ไม่มีใครมาช่วยพวกเจ้าได้หรอก ” ผู้อาวุโสสองหัวเราะขึ้นอย่างสะใจ  แววตาของเขาทอประกายแสงสีแดงออกมา  ร่างกายเริ่มมีขนสีเขียวงอกขึ้นทั่วทั้งตัว!!“ เจ้า…เป็นใครกัน ” ไป่เทียนหวู่ ที่สังเกตได้ถึงอะไรบางอย่างถามขึ้น “ หืม…เจ้าดูออกแล้วรึ ” ร่างของผู้อาวุโสสองตอนนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว  เขี้ยวขนาดใหญ่หนึ่งคู่กับขนสีเขียวที่งอกออกมาทั่วทั้งตัว  ดวงตาทั้งสองที่เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน“ ตอนนี้เจ้าจำได้หรือยัง..” เสียงคำรามดังขึ้นสะท้านไปทั่ว  กลิ่นอายซากศพระเบิดออกมา!!“ ราชั้นผีดิบ!  เป็นไปไม่ได้เจ้าถูกเจี่ยสือดูดกลืนวิญญาณไปแล้วนี่ ” ไป่เทียนหวู่แทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น “ เจ้าถูกใจละครบทนี้ของพวกข้าหรือไม่… ” เสียงของเจี่ยสือดังขึ้นร่างของชายหนุ่มชุดดำปรากฏตัวขึ้นด้านข้างของราชันผีดิบอย่างไร้ร่องรอย  บาดแผลจำนวนมากบนร่างกำลังรักษาตัวเองอย่างรวดเร็ว หลวงจีนชราชุดทองกับนักพรตวัยกลางคน ก็กลับมายืนอยู่ด้านข้างไป่เทียนหวู่เช่นกัน  ทั้งคู่มองด็อาการบาดเจ็บของไป่เทียนหวู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ หลานรักของปู่…ดูเหมือนหน้าที่กำจัดเจี่ยสือจะต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว  ทำได้หรือไม่ ” เสียงอันอ่อนแรงของไป่เทียนหวู่ดังขึ้น  เพราะการจะควบคุมร่างบรรพชนต้องมีสายเลือดที่บริสุทธิ์สูงสุด  ในสถานที่แห่งนี้ก็มีเพียงแค่ตัวเขากับหลานสาวเท่านั้นเมื่อเห็นแววตาที่คาดหวังของท่านปู่และป้ายทองที่ถูกส่งมาให้  ไป่ซือเหยาพยายามที่จะกลั้นหยดน้ำตาเอาไว้ ไม่ให้มันไหลออกมา นางเข้าใจดี ท่านปู่กำลังตัดสินใจเอาชีวิตเข้าแลก ฝ่ามืออันคุ้นเคยที่เลี้ยงดูสั่งสอนนาง ตอนนี้ได้ยกขึ้นสัมผัสไปที่แผ่นหลังของนาง วูปพลังปราณอันมหาศาลถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างไป่ซือเหยา จนเปล่งแสงสีทองออกมา  ทันใดนั้นร่างของบรรพชนเซียนระเบิดพลังออกมา พุ่งเข้าใส่เจี่ยสือทันทีพลั่ก!ร่างของเจี่ยสือกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าจากลูกเตะของบรรพชนเซียน  ทั้งสองต่างเปิดฉากโจมตีเข้าใส่กัน  แต่เพราะประสบการณ์ต่อสู้ที่ยังอ่อนด้อยของไป่ซือเหยา  ทำให้ผลออกมากลายเป็นสูสีส่วนทางหลวงจีนชราและนักพรตวัยกลางคนก็พุ่งเข้าต่อสู้กับพวกราชันซากศพอย่างดุเดือด            การต่อสู้ที่ตัดสินชะตากรรมของทั้งเจ็ดแคว้นก็ได้เริ่มขึ้น